
หลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 24 ก.ย.นี้ และแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่ 25 ก.ย.นี้ ก็ถือว่าเป็นการถือเป็นการเริ่มนับ 1 ของคณะรัฐมนตรี “อนุทิน 1” ที่ต้องเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ และเร่งสร้างผลงานภายใต้กรอบระยะเวลาทำงาน 4 เดือน กระทรวงคมนาคมซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการป้ายแดง พิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่นั่งควบทั้งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
ถือเป็นหนึ่งในกระทรวงที่ถูกจับตา เพราะการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากจะช่วยเสริมศักยภาพในด้านการแข่งขันให้กับประเทศแล้ว ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงด้านการบริการ ด้านการคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะการให้บริการขนส่งมวลชน นอกจากจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชนแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับค่าครองชีพของประชาชน
ดังนั้นภารกิจสำคัญที่ค้างคาจากรัฐบาลชุดเก่า โดยสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต รมว.คมนาคม ที่ได้ฝากฝังไว้ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนเผชิญหน้าในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การแก้ปัญหาความแออัดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นโยบายอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 20 บาทตลอดสาย ขณะนี้ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง, ร่าง พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ของวุฒิสภา
นอกจากนี้ยังมี โครงการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ที่ยาวนานหลายทศวรรษ, การผลักดันกฎหมายสำคัญต่างๆ ของกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) อยู่ระหว่างการเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งจะสนับสนุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริจด์) และเมกะโปรเจกต์ต่างๆ เช่น ส่วนขยายรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง
ในขณะที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้เคยออกมาระบุก่อนหน้านี้ว่า ร่างนโยบายของกระทรวงคมนาคมแบ่งเป็นสองระยะคือ นโยบายควิกวิน ระยะเร่งด่วน 4 เดือน และนโยบายต่อเนื่อง เช่นเดียวกับกระทรวงอื่นๆ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านการเดินทาง อาทิ ทางด่วน รถไฟฟ้า และรถเมล์ ซึ่งก่อนหน้านี้ พิพัฒน์เคยออกมาระบุว่าจะเดินหน้า โครงการแลนด์บริดจ์ และมีทีมงานในพื้นที่ภาคใต้ช่วยขับเคลื่อน ซึ่งโครงการนี้สำคัญต่อการเชื่อมโยง การขนส่งระหว่างอ่าวไทย-อันดามัน และเป็นโครงการที่ผลักดันมาตั้งแต่สมัยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
ประเด็นข้อพิพาทบน ที่ดินเขากระโดง น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการเป็นเรื่องแรกๆ เพื่อให้ความกระจ่างกับคนไทยทั้งประเทศ โดยหลังจากได้รับการโปรดเกล้าฯ และเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯ เรียบร้อยแล้ว เป็นสิ่งแรกที่ตนเองต้องดำเนินการ โดยจะมีการหารือกับนายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้คนไทยสบายใจในเรื่องที่ดินเขากระโดง ว่าบทสรุปแล้วจะเป็นอย่างไร
นอกจากนี้ยังมีโครงการลงทุนที่คาดว่าจะถูกผลักดันภายใต้รัฐบาลนี้ เพราะส่วนใหญ่เป็นโครงการที่มีความพร้อมผลศึกษาและรูปแบบการลงทุน รอเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เพื่อพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการ อาทิ รถไฟทางคู่ 3 เส้นทาง ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร วงเงิน 30,422.53 ล้านบาท, ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กิโลเมตร วงเงิน 66,270.51 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กิโลเมตร วงเงิน 7,772.90 ล้านบาท
โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) วงเงินลงทุน 9.9 แสนล้านบาท โครงการทางพิเศษ เช่น โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้-ป่าตอง 3.98 กิโลเมตร วงเงิน 16,757 ล้านบาท, โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ ระยะทาง 30.62 กิโลเมตร วงเงิน 46,752 ล้านบาท, โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 37.41 กิโลเมตร 55,000 ล้านบาท, โครงการทางพิเศษสายฉลองรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันออก หรือ N2 เดิม ระยะทาง 6.67 กิโลเมตร วงเงิน 13,666 ล้านบาท, โครงการทางด่วนยกระดับชั้นที่ 2 ช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9 ระยะทาง 20.09 กิโลเมตร วงเงิน 34,800 ล้านบาท และโครงการทางด่วนสายศรีนครินทร์-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะทาง 15.80 กิโลเมตร วงเงิน 20,538 ล้านบาท
หลังจากนี้คงต้องจับตากันว่า รัฐบาลเฉพาะกาลที่มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา จะสามารถเดินหน้าโครงการต่างๆ ตามนโยบายไปได้หรือไม่ หรือยังคงเป็นแม่สายบัวแต่งตัวรอเก้อกันต่อไป.
บุญช่วย ค้ายาดี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน
ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่
โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต
“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร
การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง
60 ปีกรุงไทย..ก้าวต่อไปคืออนาคตไทย
ฉลองครบรอบ 60 ปีการมีอยู่ของธนาคารกรุงไทยไปเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา
การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล
‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน

