
ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด เก็บตกงานคล้ายวันเกิดของ “ครูใหญ่” เนวิน ชิดชอบ แห่งบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา อายุครบ 67 ปีเต็ม ก้าวสู่ปีที่ 68 อย่างสมบูรณ์ เจ้าภาพประกาศชัด “งดรับดอกไม้-ของขวัญ” หากรักกันจริงให้ช่วยทำบุญแทน ผลปรากฏว่าวันเดียวได้เงินบริจาคทะลุ “8,319,835.67 บาท” ซึ่ง “ครูใหญ่” ฝากขอบคุณทุกน้ำใจผ่านสื่อไว้เรียบร้อย
แต่…อย่าคิดว่าเป็นแค่งานบุญ! เพราะงานนี้มีกลิ่นการเมืองโชยแรงตั้งแต่ก่อนเข้างาน ทั้งแขกเหรื่อระดับรัฐมนตรี สส. และว่าที่ผู้สมัคร ที่ต่อคิวอวยพร “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล อย่างพร้อมเพรียง โดยเฉพาะจังหวะที่ ครูใหญ่ อวยพร นายกฯ หนู ให้เป็นนายกฯ ต่ออีกสมัย “อีก 4 ปี” นั่นแหละ ที่เรียกเสียงฮือฮาทั้งวงการ
งานนี้ถือว่าส่งสัญญาณถึงอนาคตการเมืองรอบหน้าแบบไม่ต้องตีความมาก เพราะนอกจากจะถืออำนาจรัฐในมือ ยังมีทรัพยากรหนุนหลังเต็มสูบ ที่คนการเมืองกำลังทยอยขยับเข้ามาเสริมทัพ
และที่ถูกจับตามากที่สุดคือ สองลูกชายบ้านรัตนเศรษฐ จากโคราช เดิมทีมีข่าวจะเลี้ยวไปพรรคส้ม แต่จู่ๆ ก็ยูเทิร์นกลับมาสีเดิมอย่างพรรคสีน้ำเงิน งานนี้สัญญาณชัดแจ๋วว่าพลังดูดรุนแรง ขณะที่คอการเมืองเริ่มลุ้นต่อว่าบ้านใหญ่อีสานสายอื่น โดยเฉพาะที่เคยเทใจให้พรรคเพื่อไทย จะไหลตามมาด้วยหรือไม่? เพราะตอนนี้ “พรรคสีแดง” เองก็สะดุดแรง ทั้งเรื่อง “คดีขายชาติ” และ “คลิปอังเคิล” ที่กลายเป็นชนักติดหลังไม่รู้วันจบ
๐ ข้ามมาที่ฝั่งพรรคเพื่อไทย ความเคลื่อนไหวล่าสุด “แพทองธาร ชินวัตร” ยังยืนหนึ่งเป็นผู้นำพรรค แม้จะไม่ได้นั่งเก้าอี้ใน ครม. แต่ก็ยังเป็น สส.ได้ในการเลือกตั้งหน้า พร้อมเดินหน้าเปิดแคมเปญ “ยกเครื่องเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทย” ในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.แบบจัดเต็ม
แต่คำถามใหญ่ยังอยู่ตรงที่ว่า… “จะยั้งเลือดไหลของพรรคได้หรือไม่?” เพราะถึงจะมีชื่อ “อิ๊งค์” อยู่ข้างหน้า ก็ยังถูกมองว่ามี เงาทักษิณ อยู่ข้างหลัง อีกทั้งภาพลักษณ์พรรคก็ยังวนอยู่ในวงจรเดิม พรรคของตระกูลชิน ไม่ใช่พรรคของประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง
เสียงวิจารณ์ในพรรคดังขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะกลุ่มบ้านใหญ่ที่เริ่มรู้สึกว่า “การเมืองยุคนี้ ไม่ต้องพึ่งแบรนด์ทักษิณอีกต่อไป” เพราะฐานคะแนนตัวเองแน่นอยู่แล้ว ถ้าเพื่อไทยยังเดินแบบเดิม ก็อาจเห็นปรากฏการณ์ “บ้านใหญ่แตกกระจาย” ย้ายค่ายกันเป็นแถว
มีข่าวแว่วๆ ว่าภายในงานวันที่ 7 ต.ค. อาจมี “เซอร์ไพรส์” จากตระกูลชินวัตร บางคนพูดกันว่าอาจดัน “ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” ลูกเขยทักษิณ เข้าสู่บทบาทนำ หรืออาจถึงขั้น “พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์” พี่สาว “นายกฯ อิ๊งค์” โผล่ขึ้นมาช่วยงานพรรค เพื่อหยุดกระแสเลือดไหล ซึ่งถ้าเป็นจริง…ก็คงยิ่งตอกย้ำภาพเดิมว่า “เพื่อไทยคือบ้านชินวัตร” ไม่ใช่พรรคของประชาชนอย่างที่พยายามขายฝันกันไว้ใช่หรือไม่
๐ ด้านพรรคประชาธิปัตย์ หลังเงียบมานาน จนเข้าขั้นอาจสูญพันธุ์ เริ่มมีแรงกระเพื่อมอีกครั้ง เมื่ออดีตรัฐมนตรีและอดีต สส.หลายคนหวนกลับมาบ้านเก่า เพื่อหนุน “นายกฯ มาร์ค”-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง พร้อมภารกิจ “ฟื้นฟูพรรคเก่าแก่ให้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนอดีต”
แต่คำถามคือ…จะได้จริงหรือ? เพราะการกลับมาครั้งนี้แม้จะดูเหมือนสดใหม่ในภาพ แต่เนื้อในก็ยังคือ เหล้าเก่าในขวดใหม่ พร้อมความบอบช้ำทางการเมืองในอดีต ในขณะที่ฐานเสียงของประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะภาคใต้และเขตเมือง กำลังถูกแย่งโดยคู่แข่งหน้าใหม่ ทั้งพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม ที่มาแรงในพื้นที่บ้านใหญ่ และพร้อมใช้กระสุน ทรัพยากรทางการเมืองเพื่อมาสู่ชัยชนะ
อย่างไรก็ตาม หาก อภิสิทธิ์ ใช้โอกาสนี้ในการรีแบรนด์พรรคอย่างจริงจัง ชูอุดมการณ์ประชาธิปไตยให้ชัด ปรับโครงสร้างพรรคให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และ “สร้างจุดยืนใหม่” ที่แตกต่างจากอดีตเดิมๆ ก็อาจเห็นพรรคสีฟ้าฟื้นคืนชีพได้อีกครั้ง เพราะสุดท้าย…ในสนามการเมืองไทยวันนี้ ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าได้ตลอดไป อำนาจเปลี่ยนมือได้ทุกวัน.
คางดำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
ไม่แข่งยิ่งแพ้! บรรดา FC สีฟ้า แทบไม่ต้องลุ้นแล้ว แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ที่พรรคประชาธิปัตย์นัดเปิดตัวในวันเสาร์นี้ เผยโฉมล่วงหน้า ในงาน "AI Demo Day : Bangkok Build AI" เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทีแรกฮือฮาหลายคนคิดว่า ปชป. น่าจะส่งหน้าใหม่กิ๊กที่ไม่ใช่นักการเมืองมาลงสนาม เหมือนสมัยที่ส่ง "หล่อเล็ก" อภิรักษ์ โกษะโยธิน นักบริหารที่เชี่ยวชาญด้านการตลาด สามารถเอาชนะใจคนกรุงได้สำเร็จ ชนิดทิ้งห่างคู่แข่งหลายแสนคะแนน ทำให้สปอตไลต์หลายดวงจับจ้องไปที่ "ดร.พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา" ที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร LINE Plus อดีตซีอีโอ LINE
บันทึกหน้า 4
ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และสร้างความปีติแก่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะเกษตรกร เมื่อ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี” เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ
บันทึกหน้า 4
ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ถือว่ามีผลบังคับใช้แล้ว รัฐบาลพร้อมเดินหน้าโครงการช่วยเหลือเยียวยา 2 แสนล้านบาท และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาทได้เลย
บันทึกหน้า 4
การกลับบ้านจันทร์ส่องหล้าของ ทักษิณ ชินวัตร หลังได้รับการพักโทษและเข้ารับทราบเงื่อนไขคุมประพฤติจากกรมคุมประพฤติ ทำให้บรรยากาศการเมืองกลับมาคึกคักอีกครั้งทันที
บันทึกหน้า 4
11 พฤษภาคม 2569 นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกจำคุกจากคดีโกงบ้านกินเมือง จะได้รับการพักโทษ กลับไปนอนบ้านจันทร์สองหล้า ติดกำไล EM ที่ขา ขอให้สังคมไทยจดจำเป็นบทเรียน นักการเมืองจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม หากคดโกงจุดจบคือคุก บางคนกรรมตามทันเป็นติดจรวด บางคนได้ใจเพราะคิดว่า โกงมานานไม่เห็นมีใครทำอะไรได้ ก็โกงต่อเนื่อง จดชื่อใส่บัญชีหนังหมาไว้เลยคนพวกนี้อนาคตมีแต่ทุกข์ ไม่โดนเข้ากับตัวเองก็โดนกับครอบครัว ชีวิตหาความสุขมิได้ ...๐
บันทึกหน้า 4
คิดช้า! พรรคประชาชนเพิ่งเคาะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ "พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน" หรือชื่อเต็มๆ ว่า ร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.

