บันทึกหน้า 4

เวทีการเมืองรอบนี้สายตาทุกคู่หันไปที่ “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม หลังถูกลากโยงกับธุรกิจสีเทา และถูก ปปง.อายัดทรัพย์กว่า 159 ล้านบาท ท่ามกลางกระแสสังคมที่กดดันให้รับผิดชอบ แต่เจ้าตัวกลับไม่สะทกสะท้าน สวนกระแสด้วยการประกาศไม่ลาออก แถมยังโวว่าต้องการเคลียร์ตัวเองให้จบ และหวังไปถึงตำแหน่งรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งครั้งหน้าเสียด้วยซ้ำ

พรรคกล้าธรรมก็เดินเกมอุ้มเต็มตัว ออกมาชี้ว่าหากจะเรียกร้องให้ใครแสดงสปิริต ก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับนักการเมืองที่มีคดีค้างระหว่างพิสูจน์ทั้งหมด เข้าทำนอง “ข้าชั่ว เอ็งก็เลว” ที่ชวนให้บรรยากาศการเมืองดูขุ่นมัวขึ้นกว่าเดิม เรื่องนี้พรรคกล้าธรรมโดนเต็มๆ ทั้งภายในและภายนอก หลายฝ่ายถึงขั้นประเมินว่าอาจอยู่ไม่ถึงเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเฉพาะกระแสในภาคใต้ที่ได้ยินว่าตกแบบสุดๆ นักการเมืองในพรรคหลายคนเริ่มเหลียวซ้ายแลขวา มองหาบ้านใหม่กันแล้ว

แรงกระแทกจากเรื่องนี้ยังสั่นมาถึง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้กำกับดูแลภาพรวมทั้งพรรคและรัฐบาล ที่จะทำเป็นเกียร์ว่างไม่ได้อีกต่อไป จึงถูกจับตาว่าต้องแสดงภาวะผู้นำบางอย่าง ไม่เช่นนั้นจะถูกมองว่ารัฐบาลมีผลประโยชน์ร่วมกับปัญหาเหล่านี้ แค่เพื่อรักษาเสถียรภาพของตัวเอง ทั้งที่สังคมกำลังรอความเชื่อมั่นจากรัฐบาลที่หวังขอโอกาสทำงานอีก 4 ปี เหมือนเมื่อครั้งที่เคยสะกิดให้อดีต รมช.คลังลาออก หลังมีชื่อไปโยงกับขบวนการสแกมเมอร์

๐ นับจากวันที่ศาลอาญายกฟ้องคดีมาตรา 112 ของ “ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จากเหตุให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ เรื่องที่หลายฝ่ายเคยคิดว่าจะจบเงียบๆ หลัง “นายใหญ่” เข้าเรือนจำรับโทษในคดีชั้น 14 แต่สถานการณ์กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น กระแสค่อยๆ เปลี่ยนทิศ จนมาถึงวินาทีที่สำนักงานอัยการสูงสุดมีข่าวว่าเตรียมอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์ ก่อนครบเส้นตาย 21 พฤศจิกายนนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าจะไม่อุทธรณ์ ปล่อยให้เรื่องจบๆ กันไป

คนการเมืองอ่านเกมออกทันที นอกจากหลักการทางกฎหมายที่อัยการต้องเดินหน้าหลังแพ้ในศาลชั้นต้น อีกมุมหนึ่งก็มองกันว่าเป็นการ “ล่ามโซ่” พรรคเพื่อไทยให้อยู่ในกรอบ ไม่ให้แสดงบทฝ่ายค้านแบบอัดยับทุกเรื่อง เพราะถ้าย้อนถามกลับไป เรื่องที่โจมตีรัฐบาลชุดนี้ หลายเรื่องสะท้อนมาที่ผู้นำของพรรคเพื่อไทยเอง

ขณะเดียวกัน ฝ่ายอนุรักษนิยมที่มีบทบาทกำกับทิศทางรัฐบาลตอนนี้ก็ต้องการสะสางปัญหาต่างๆ ที่รัฐบาลชุดก่อนทิ้งไว้ โดยเฉพาะปัญหา “ชายแดน” ที่ว่ากันว่าเป็นต้นตอจากกรณีคลิปเสียงอังเคิล จนเกิดความขัดแย้ง มีผู้บาดเจ็บล้มตายและความเสียหายมาจนถึงทุกวันนี้ จังหวะที่ อสส.ขยับเช่นนี้ จึงไม่ต่างจากการส่งสัญญาณทางการเมืองไปยังเพื่อไทยว่า “อย่าขยับเยอะ อย่าออกแรงต้าน” เพราะคดีสำคัญยังแขวนคออยู่ ทั้งของทักษิณที่รอวันพ้นโทษ ไปจนถึงคดีอาญาของแพทองธาร ชินวัตร ที่ยังอยู่ในชั้น ป.ป.ช. ซึ่งพร้อมเดินหน้าได้ทุกเมื่อ รวมถึงกรณี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไร

๐ ความชัดที่สุดคือการเปิดตัวตบหน้าพรรคแดงของ “สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ” สส. อุบลราชธานี ลูกสาว “เฮียกุ่ย” ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ที่ปรึกษารัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พร้อมด้วย “ชูศักดิ์ แม้นทิม” สส.กาญจนบุรี ซึ่งมีแนวโน้มจะลาจากเพื่อไทยแล้วหันเข้าสังกัดภูมิใจไทยเพื่อสู้ศึกครั้งหน้า และยังเชื่อว่า “เลือดสีแดง” ยังไม่หยุดไหลแค่นี้ เพราะกระแสย้ายพรรคยังคงต่อเนื่อง ไม่แน่ว่าเมื่อสภาเปิด 12 ธ.ค. หากเพื่อไทยจะยื่นซักฟอกพรรคเดียว จะรวบรวมเสียงถึง 100 เสียงได้หรือไม่ เพราะตามรัฐธรรมนูญต้องมีอย่างน้อยหนึ่งในห้า แต่หากไม่ถึงก็เสียหน้า แถมหลังเลือกตั้งอาจเหลือ สส.ต่ำกว่าร้อย กลายเป็นพรรคขนาดกลางแบบเต็มตัว

ช่วงนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสเพื่อไทยตกลงอย่างเห็นได้ชัด แรงเสียดทานภายใน การจัดวางอำนาจที่สั่นคลอน รวมถึงคดีของบุคคลสำคัญในพรรคที่ยังค้างในกระบวนการยุติธรรม ทำให้ สส.หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับอนาคตทางการเมืองของตัวเอง บรรยากาศในพรรคยิ่งสะท้อนชัด เมื่อเริ่มมีเสียงว่า สส.บางกลุ่มและคนในเพื่อไทยกำลัง “ไม่มีที่ยืน”  รวมถึงเมื่อได้โอกาสเป็นรัฐบาล 2 ปี ไม่มีผลงาน ตระบัดสัตย์ หรือถูกกระแสคลิปเสียงอังเคิลตามหลอกหลอน จนเกิดความขัดแย้งไปทั่ว.

 

คางดำ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บันทึกหน้า 4

ไม่แข่งยิ่งแพ้! บรรดา FC สีฟ้า แทบไม่ต้องลุ้นแล้ว แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ที่พรรคประชาธิปัตย์นัดเปิดตัวในวันเสาร์นี้ เผยโฉมล่วงหน้า ในงาน "AI Demo Day : Bangkok Build AI" เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทีแรกฮือฮาหลายคนคิดว่า ปชป. น่าจะส่งหน้าใหม่กิ๊กที่ไม่ใช่นักการเมืองมาลงสนาม เหมือนสมัยที่ส่ง "หล่อเล็ก" อภิรักษ์ โกษะโยธิน นักบริหารที่เชี่ยวชาญด้านการตลาด สามารถเอาชนะใจคนกรุงได้สำเร็จ ชนิดทิ้งห่างคู่แข่งหลายแสนคะแนน ทำให้สปอตไลต์หลายดวงจับจ้องไปที่ "ดร.พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา" ที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร LINE Plus อดีตซีอีโอ LINE

บันทึกหน้า 4

ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และสร้างความปีติแก่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะเกษตรกร เมื่อ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี” เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ

บันทึกหน้า 4

ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ถือว่ามีผลบังคับใช้แล้ว รัฐบาลพร้อมเดินหน้าโครงการช่วยเหลือเยียวยา 2 แสนล้านบาท และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาทได้เลย

บันทึกหน้า 4

การกลับบ้านจันทร์ส่องหล้าของ ทักษิณ ชินวัตร หลังได้รับการพักโทษและเข้ารับทราบเงื่อนไขคุมประพฤติจากกรมคุมประพฤติ ทำให้บรรยากาศการเมืองกลับมาคึกคักอีกครั้งทันที

บันทึกหน้า 4

11 พฤษภาคม 2569 นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกจำคุกจากคดีโกงบ้านกินเมือง จะได้รับการพักโทษ กลับไปนอนบ้านจันทร์สองหล้า ติดกำไล EM ที่ขา ขอให้สังคมไทยจดจำเป็นบทเรียน นักการเมืองจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม หากคดโกงจุดจบคือคุก บางคนกรรมตามทันเป็นติดจรวด บางคนได้ใจเพราะคิดว่า โกงมานานไม่เห็นมีใครทำอะไรได้ ก็โกงต่อเนื่อง จดชื่อใส่บัญชีหนังหมาไว้เลยคนพวกนี้อนาคตมีแต่ทุกข์ ไม่โดนเข้ากับตัวเองก็โดนกับครอบครัว ชีวิตหาความสุขมิได้ ...๐

บันทึกหน้า 4

คิดช้า! พรรคประชาชนเพิ่งเคาะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ "พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน" หรือชื่อเต็มๆ ว่า ร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.