บทเรียนที่น่าศึกษา...ของจีน!!!

ถึงแม้จะเป็น “เผด็จการ” หรือเป็น “คอมมิวนิสต์” ก็เถอะ!!!...แต่คงต้องยอมรับว่า อะไรต่อมิอะไรหลายอย่างในเมืองจีน ประเทศจีนนั้น น่าจะนำมาศึกษา วิเคราะห์ มาใคร่ครวญพิจารณาอยู่ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะในระหว่างที่บรรดาทวยไทย ปวงชนชาวไทยของหมู่เฮาทั้งหลาย ยังคงต้องวนไป-วนมา อยู่กับ “วงจรอุบาทว์” มาร่วมเกือบศตวรรษเข้าไปแล้ว ยังคงต้องแก้ ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ ไม่รู้จะกี่สิบ-กี่ร้อยฉบับ หรือยังคงต้องเลือกตั้งเอานักการเมือง พรรคการเมืองเดิมๆ กลับมาเป็นรัฐบาล เป็นรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ชนิดอีกไม่นานคงต้อง “เลือก” แบบแทบไม่เหลือ “ทางเลือก” ใดๆ ไปตามสภาพ...
---------------------------------------------

คืออย่างประการแรก...ก็เช่นการ “ขจัดความยากจน” หรือแก้ปัญหาคนจน ชนิดแทบเกลี้ยงไปเป็นแผงๆ โดยใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่สิบปี หรือ 30-40 ปีเท่านั้นเอง ก็สามารถทำให้กุมารจีนนับร้อยๆ ล้าน ยกระดับสถานะพ้นไปจากความยากจน พ้นเส้นมาตรฐานความจนของสหประชาชาติ ชนิดแม้แต่เจ้าหน้าที่สหประชาชาติเองยังต้องขอ “ชักม้ามาดูตัว” ต้องหยิบเอามาเป็นบทเรียน บทศึกษา กันอย่างจริงๆ จังๆ และแม้แต่บ้านเรา...ดูเหมือนว่าจะเริ่มหยิบเอารายละเอียดเบื้องตื้น เบื้องลึก ในบางลักษณะ บางประการ มาใช้เป็นแบบอย่าง แนวทาง กันมั่งแล้ว โดยเฉพาะในแง่ของการรวบรวมข้อมูล เกาะติดพื้นที่ การสื่อสารในเชิงลึกกับชาวบ้าน-ชาวช่อง ฯลฯ ไม่ใช่การ “สั่งการลงไปเลย...!!!” ครับนายอะไรทำนองนั้น...
-------------------------------------------------
หรืออย่างประการที่สอง...เช่น ความพยายามนำพาประเทศทั้งประเทศไปสู่เป้าหมาย ปลายทาง ไปสู่สิ่งที่เรียกขานกันในนาม “อารยธรรมแห่งนิเวศ” (Ecological Civilization) เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ อยู่ได้ และอยู่รอดปลอดภัย จากภัยคุกคามของ “ภาวะโลกร้อน” ที่กำลังเป็นเรื่อง เป็นราว และเป็นจริง-เป็นจัง ยิ่งเข้าไปทุกที แม้ว่าจะต้องหาทางลดปริมาณการสร้าง “เขื่อน” ที่เคยสร้างแล้ว สร้างเล่า จนแทบกลายเป็นประเทศที่มีเขื่อนมากที่สุดในโลก ลด-ละ-เลิก การใช้ถ่านหินเป็นพลังงาน จนเกิดการปิดโรงงานรายแล้ว รายเล่า ลงไปตามลำดับ หันมาหา “พลังงานหมุนเวียน” ประเภทสายลมแสงแดด จนบางครั้ง-บางครา พื้นที่อาณาบริเวณผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่กว้างสุดลูกหู ลูกตา ถูกกล้องดาวเทียมของประเทศคู่แข่ง กล่าวหาว่าเป็นสถานที่ก่อตั้งโรงงานนิวเคลียร์แห่งใหม่ ไปเลยก็ยังมี...
--------------------------------------------------
ดังนั้น...เมื่อต้องเจอกับภาวะ “ขาดแคลนพลังงาน” ที่กำลังกลายเป็นไฮไลต์เป็นท็อปปิก ไปทั่วทั้งโลกอยู่ในทุกวันนี้ ชนิดถึงขั้นมณฑลต่างๆ ไม่น้อยกว่า 20 มณฑล ต้องเจอ “ไฟฟ้าดับ” ต้องจุดเทียน จุดตะเกียง ผลิต “ชิ้นส่วน” หรือผลิตธุรกิจห่วงโซ่อุปทาน ไปตามแบบฉบับ หรือตามชื่อและฉายาว่า “โรงงานของโลก” การหาทางออก ทางไป เพื่อที่ไม่ต้องเสียเวลา “ย้อนกลับ” ไปสู่ความเป็นประเทศที่ปล่อยมลพิษ มลภาวะ สูงระดับต้นๆ ของโลก หรือสูงพอๆ กับคุณพ่ออเมริกาอะไรประมาณนั้น จะออกมาในแนวไหน อย่างไร หรือจะเป็นไปได้มาก-น้อยขนาดไหน อันนี้นี่แหละ...ที่คงต้องคอยจับตา คอยหยิบเอาความเคลื่อนไหวต่างๆ มาพินิจ พิจารณา ว่าสุดท้าย...สิ่งที่อาจดูคล้ายความคิด ความเพ้อฝัน ทางอุดมคติ เช่น การคิดสร้าง “เมืองป่า” ขึ้นเป็นมหานครแห่งใหม่ มันจะกลายเป็นเรื่องจริง เรื่องจัง ได้แค่ไหน ประมาณไหน...
--------------------------------------------------
หรืออย่างประการที่สาม...ความพยายามที่จะนำพาประเทศ ไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “สังคมพอเพียง” ตาม “หลักการ 4 ถ้วนทั่ว” หรือ “Four Comprehensive” ที่แม้จะไม่มีคำอธิบายในรายละเอียดซักกี่มาก-น้อย แต่การ “เด็ดหัว” พวก “นายทุน” ประเภทที่รวยแล้วกร่างทั้งหลาย ไม่ว่าจะแจ็ก หม่ง แจ็ก หม่า ไปจนถึงบริษัทบริการแท็กซี่ชื่อดัง ฯลฯ ชนิด “ผงะ” กันไปเป็นรายๆ หรือทำให้เกิด “ทุนนิยมที่มีการควบคุม” ไม่ใช่ “ทุนนิยมเสรี” ที่ปล่อยให้พวก “นายทุน” สามารถทำอะไรต่อมิอะไรตามใจตัวเองได้เสมอ แบบพวก “บิล เกตส์” พวก “มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก” ฯลฯ อะไรทำนองนั้น ไปจนการวางกรอบ ขีดกรอบ ให้บรรดาพวกดารา หรือ “คนดัง” ทั้งหลาย ต้องอยู่ในกรอบ ต้องเสียภาษี ต้องยอมที่จะเป็นพลเมืองดี ฯลฯ ไม่งั้น...อาจหายไปจากโลก หรือหายไปจากสังคมจีนเอาง่ายๆ ฯลฯ ก็อาจถือเป็น “คำอธิบาย” บางอย่าง บางประการ ได้พอสมควรเหมือนกัน ชนิดบางกลุ่ม บางรายตกอก ตกใจ คิดว่าเป็นการ “ปฏิวัติวัฒนธรรม” ครั้งใหม่ เอาเลยก็มี...ฯลฯลฯลฯ...
--------------------------------------------------------
แต่สรุปเอาเป็นว่า...บรรดาสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง เหล่านี้ ถ้าหยิบมาใช้ในการใคร่ครวญ พิจารณา แยกประโยชน์ แยกโทษ ออกจากกันให้ชัดเจน ไม่ว่าใน “ภาพรวม” หรือใน “รายละเอียด” ก็น่าจะเป็นประโยชน์มิใช่น้อย อย่างน้อย...ก็น่าจะดีกว่าการท่อง การบ่น แบบซ้ำๆ ซากๆ แบบนกแก้ว-นกขุนทอง ถึงเสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ ที่ชักออกไปทาง “มายาภาพ” ยิ่งเข้าไปทุกที โดยเฉพาะสำหรับบรรดา “นักประชาธิปไตย” ทั้งหลาย ที่ต้อง “ทะลุฟ้า-ทะลุแก๊ส” ด้วยการแก้ผ้าประท้วง หรือการเรียกร้องให้สามารถ “ดูหนังโป๊” ได้โดยเสรี ฯลฯ อะไรประมาณนั้น...
--------------------------------------------------------
ส่วนในเรื่องของการ “ลากเครื่องประหาร” ออกมาตัดหัวสุนัข ตัดหัวพยัคฆ์ ฯลฯ โดยไม่สนใจว่าใครเป็นพรรค เป็นพวก เป็นบริวาร หรือการขจัดกวาดล้างการทุจริตและคอร์รัปชัน ที่ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งของเมืองจีน ซึ่งน่าจะนำมาใช้เป็นบทเรียน บทศึกษา อันนี้...ก็แล้วแต่ผู้ซึ่งมีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบ คงต้องไป “พินา” (พิจารณา) เอาเองก็แล้วกัน แต่ถ้าหากยังคง “ปล่อย” ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง “วนไป-วนมา” อยู่กับความเป็น “เผด็จการขิงอ่อน” หรือเป็น “นักประชาธิปไตยหน้าเดิมๆ” โดยไม่คิดจะไปไหนเกือบๆ 80-90 ปีเข้าไปแล้ว ไม่ว่าจะ “พรรค” อะไร??? พรรคเก่า พรรคใหม่ หัวหน้าเก่า หัวหน้าใหม่ ไปจน “วงศาคณาญาติ” ที่พยายามสืบทอดอำนาจเผด็จการรัฐสภาด้วยการ “แลนด์สไลด์” หรือเผด็จการแบบอื่นที่หันไปอาศัย “วุฒิสมาชิก” ในกระเป๋ากุงเกงนับร้อยๆ กันแทนที่ อันนี้...คงต้องขออนุญาตบอกตรงๆ ว่าไม่ไหว...จะฮา!!! ไม่ไหวจะเข้าคูหากาบัตรใดๆ ต่อไปอีกแล้ว...
--------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก “Peter F. Drucker” (อีกครั้ง)... “The best way to predict the future is to create it. -วิธีคาดคะเนอนาคตที่ดีที่สุด...ก็คือการสร้างมันขึ้นมาเอง...”
-------------------------------------------------------

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มีสติกับ 'โอไมครอน'

ตามคาด... "โอไมครอน" ที่นักไวรัสวิทยาบางคน คุณหมอบางท่านอยากให้เรียกว่า "โอมิครอน"

บันทึกหน้า 4

ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด Line ID :@thaipost ไม่รู้ว่า "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี เตรียมรับมือการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

ไม่ท้อถอย

กลับมาถึงประเทศไทย หลังไปทำภารกิจการเข้าประชุมด้านการสาธารณสุขระดับโลกที่สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย.ถึงต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา

เปิดพฤติกรรมคนไทยส่งท้ายปี

ในช่วงเดือนธันวาคมนับเป็นเวลาที่หลายคนรอคอยเนื่องจากมีเทศกาลต่างๆ รออยู่ และแบรนด์ต่างๆ ก็สามารถทำตลาด แคมเปญต่างๆ เ