'พระเทพฯ-พระผู้ให้'

เนื่องในโอกาส....

วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ทรงเจริญพระชนมายุ ๗๑ พรรษา วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๙

ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายพระพรชัยมงคล ขอพระองค์ทรงพระเจริญ พระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน สถิตเป็นดวงแก้ว เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยสืบไป

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

....................................................

“กรมสมเด็จพระเทพรัตนฯ” พระองค์ไม่ทรงเป็นเพียงที่เทิดทูนเคารพรักของปวงชนชาวไทยเท่านั้น

หากแต่ยังเป็นที่ชื่นชมเคารพรักของนานาชาติที่พระองค์เสด็จฯ ไปเยือนด้วย

ทรงเป็นเทพที่สถิตอยู่ในลมหายใจของผู้คนอย่างแท้จริง จึงไม่แปลก ที่ถึงวันที่ ๒ เมษายน ทีไร

ทุกพสกไทย ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ต่างน้อมใจถวายพระพร

มีใครเคยสังเกตมั้ย บางหมู่ชน เอ่ยถึงพระองค์ครั้งใด เขาจะเอ่ยด้วยคำว่า....

“กรมสมเด็จพระเทพรัตนฯ” ของฉัน

ซึ่งนั่นเป็นสิ่งยืนยัน พระองค์ทรงอยู่ในลมหายใจของมวลมหาชน และแสดงออกซึ่งความรักและเทิดทูนในพระองค์อย่างเป็นธรรมชาติ

พสกนิกรรู้.....
“กรมสมเด็จพระเทพรัตนฯ” ของฉัน

หลายๆ ครั้ง ทั้งที่ทรงพระประชวรอยู่ในโรงพยาบาล แต่มีพระราชกรณียกิจเป็นหมายกำหนดการไว้ล่วงหน้าแล้ว

จะทรงงดก็ไม่มีใครว่า

แต่ไม่

“กรมสมเด็จพระเทพรัตนฯ” จะทรงทำความตกลงกับอาการประชวร แล้ว “ทรงถอดสายน้ำเกลือ” ชั่วคราว

แล้วเสด็จฯ ไปทรงงานหรือไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจนั้น ทั้งที่ยังอยู่ในอาการประชวร!

ถ้าสังเกตจาก “ข่าวในพระราชสำนัก” ตอน ๒ ทุ่ม

จะเห็น “วันเดียว” พระองค์เสด็จฯ ไปงานโน้นเสร็จ  เสด็จฯ ไปงานนี้ต่อ บางวัน เสร็จงานข้างนอกแล้ว ต้องเสด็จฯ กลับไปรับแขกที่รอเข้าเฝ้าฯ อีก

ใครว่าเป็น “เจ้าฟ้า-เจ้าแผ่นดิน” แล้วสบายไง!?

เห็นการทรงงานของ “กรมสมเด็จพระเทพรัตนฯ” แล้ว เลิกพูด-เลิกคิดไปเลยในแง่นั้น จะพูดว่า “พระองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่เพื่อผู้อื่นโดยแท้” ก็ไม่ผิด

พูดด้วยภาษาใจภักดิ์ ก็ต้องพูดว่า “กรมสมเด็จพระเทพรัตนฯ” ทรงพระอึดทน

ดำเนินพระราชกรณียกิจตามรอยพระบาทพ่อเพื่อพสกนิกรและบ้านเมืองอยู่กันอย่างมีความสุข รักและสมัครสมานสามัคคี

มีข่าวพระราชสำนักว่า “เสด็จฯ ไปประทับโรงพยาบาล” ครั้งใด

เหล่าพสกนิกร ต่างก็ว้าวุ่นใจ

ถ้าเจ็บป่วยแทนกันได้ คนไทยทั้งแผ่นดิน พร้อมขอรับพระราชทานอาการป่วยไข้นั้น ให้มาอยู่ที่ตนแทน

และทราบกันหรือไม่ ดอกไม้ที่ส่งไปถวายพระพรและกำลังใจยามพระองค์ทรงพระประชวรอยู่โรงพยาบาลนั้น

พระองค์ทรงปฏิบัติอย่างไร ต่อดอกไม้มากมายเหล่านั้น?

ถ้ารู้แล้ว ทุกคนจะชื่นใจ!

“กรมสมเด็จพระเทพรัตนฯ” ทรงเล่าถึงการจัดการกับดอกไม้ที่มีผู้นำมาถวายขณะทรงพระประชวรไว้

มีผู้นำมาเผยแพร่ ผมอ่านแล้ว ก็คัดลอกเก็บไว้

“กรมสมเด็จพระเทพรัตนฯ” ทรงเล่าว่า......

“ก็มีเรื่องเล่าเล่นๆ อีกอย่างหนึ่ง คือตอนป่วย คราวนี้ ก็มีคนเอาดอกไม้มาเยี่ยมมาก

ก็เอาถวายพระ วางประดับที่ต่างๆ

เหี่ยวแล้ว...มี ตชด.ก็รับไปทำบุหงา ก็จะจำหน่ายได้ แล้วก็ถ้าบางที ทำบุหงาไม่ได้ ก็เอามาทำปุ๋ย ใช้ในวังสระปทุมนี่แหละ ทุกอย่างก็ไม่มีทิ้งเลย....."

ก็คงทราบกันดีว่า “กรมสมเด็จพระเทพรัตนฯ” นอกจากไม่ว่างเว้นจาก “งานหลวง” แล้ว

พระองค์ยังมีงานประจำ มีเงินเดือนจากการทำงานนั้น คือการเป็นอาจารย์ “โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า”

ทรงพระราชนิพนธ์ “เกร็ดประสบการณ์” ในการทรงรำลึกอดีตในส่วนนี้ไว้ในพระราชนิพนธ์ "๑๐ ปีในรั้วแดงกำแพงเหลือง"

ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกใน "เสนาศึกษา"

เมื่อเดือน สิงหาคม ๒๕๓๓ ความบางตอน ดังนี้......

"ข้าพเจ้าได้อาศัย 'รั้วแดงกำแพงเหลือง' มาได้ถึง ๑๐ ปีแล้ว เริ่มต้น ข้าพเจ้าได้รับปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และกำลังเขียนวิทยานิพนธ์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ก็ได้บรรยายวิชาอารยธรรมในโครงการการศึกษาทั่วไปของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ชั่วระยะหนึ่ง

แต่หยุดไป เพราะจะต้องพยายามเร่งทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จ เกรงว่าจะไม่ทันเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้

ต่อมา พลตรียุทธศักดิ์ คล่องตรวจโรค ซึ่งเป็นราชองครักษ์ และเป็นคนที่คุ้นเคยกับข้าพเจ้า

เข้าดำรงตำแหน่งเป็น 'ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า' ก็มาชวนให้ข้าพเจ้าเข้าทำงานที่โรงเรียนจปร.

เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์

ข้าพเจ้าเห็นว่า เป็นงานที่ข้าพเจ้าคงพอจะทำได้

ในขณะนั้น ข้าพเจ้าเพิ่งสำเร็จการศึกษา มีความกระตือรือร้นที่จะทำอะไรที่สร้างสรรค์ ทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ยิ่งไปกว่านั้น ข้าพเจ้ามีใจรักที่จะเป็นครู จึงตกลงใจรับราชการที่นี่..."

"...ในส่วนตัวของข้าพเจ้านั้น เป็นความภาคภูมิใจที่ได้เริ่มทำงานนี้

นอกจากข้าพเจ้าจะเรียนวิชาประวัติศาสตร์ อันเป็นวิชาการที่ข้าพเจ้าได้อาศัยเป็น 'วิชาชีพ' อยู่ในปัจจุบันนี้ (คือได้เอาความรู้มาทำงานสอน)

ยังได้เรียนวิชาการศึกษามาด้วย (นี่ก็เป็นวิชาชีพเหมือนกัน) การมองบทบาทของตนเองในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จึงเป็นไปในรูปของกระบวนการทางการศึกษา..."

ส่วน "วิธีการสอน" พระราชทานสัมภาษณ์ แก่เจ้าหน้าที่กองบรรณาธิการหนังสือ "เพราะขอบฟ้ากว้าง" เมื่อ ๙ ธันวาคม ๒๕๓๗ ความตอนหนึ่ง ว่า

"........ด้านวิธีการสอน พยายามใช้ทุกวิธีการเท่าที่จะทำได้ ได้แก่ การบรรยายถ่ายทอดความรู้ของอาจารย์ให้นักเรียน

การเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมออกความคิดเห็น การให้นักเรียนอ่านหนังสือ การค้นคว้าในห้องสมุด

การไปศึกษาค้นคว้าต่อในสถาบันที่มีข้อมูล เช่น หอจดหมายเหตุ หรือออกไปสัมภาษณ์ ออกไปสังเกตการณ์ ออกไปเห็นอะไรๆ ให้กว้างขวาง

และรู้จักโยงวิชาการต่างๆ ที่ได้เรียนรู้มาเข้าด้วยกัน

'ประวัติศาสตร์' คือศาสตร์ที่ว่าด้วยความเป็นมา ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องอดีตที่ห่างไกลอย่างเดียว

ความเป็นมาทุกๆ นาทีที่เปลี่ยนไปก็ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ โดยคิดอย่างกว้างที่สุด การสอนแต่เรื่องโบราณ อาจเป็นประโยชน์แก่นักเรียนน้อยเกินไป

ประวัติศาสตร์แบ่งได้เป็นหลายสาขา แต่ต้องโยงเข้าหากันให้ได้ เพราะว่าเป็นปัจจัยของชีวิตด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ประเพณี หรือว่าเทคโนโลยี

การใช้วิธีสอนที่ให้ออกไปศึกษานอกห้องเรียน หรือทัศนศึกษา เป็นครั้งคราว เพื่อให้ดูทุกอย่าง

และฝึกตัดสินว่าตนเองเห็นว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร การดูงาน หรือทัศนศึกษา ช่วยให้เห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ได้พบปะผู้คนที่แปลกออกไปกว่าคนที่เคยพบอยู่เป็นประจำ

 ได้มีโอกาสพูดคุยกับคนฐานะต่างๆ มีลักษณะนิสัยต่างกัน มาจากสิ่งแวดล้อมต่างกัน แล้วฝึกการวิจัย

การเรียนรู้นอกห้อง อาจทำได้ในเวลาจำกัด เสียเวลาและสิ้นเปลืองมาก จึงต้องใช้การสอนในห้องเรียนเป็นหลัก..."

.......................

"...การสอนนักเรียน ถือหลักอยู่ว่า จะต้องคิดถึงผลประโยชน์ของนักเรียนเป็นเรื่องใหญ่ ต้องคิดว่า.....

เขาจะต้องออกไปเป็นนายทหาร จะต้องเจริญก้าวหน้าต่อไป ควรจะมีความรู้เรื่องอะไรมากที่สุด

ไม่ใช่ว่าเราเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ ก็ต้องยัดเยียดให้ได้สอนประวัติศาสตร์มากที่สุด ได้เวลามากที่สุด เพื่อได้มีผลงานมีความดีความชอบมากที่สุด

เราต้องคำนึงว่า ชีวิตของนักเรียนซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ควรจะมีอนาคตอย่างไร ควรได้ความรู้ ประสบการณ์ ที่จะมีประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต

มีความรู้กว้าง เพื่อให้พร้อมเสมอ ที่จะปรับตัวได้เร็วในกระแสของความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ..."

“กรมสมเด็จพระเทพรัตนฯ” ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะ "ทูลกระหม่อมอาจารย์" ของนักเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

ต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า ๓๕ ปี ทรงทุ่มเทเวลาให้กับการสอนอย่างจริงจัง ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะฝึกให้นักเรียนนายร้อยรู้จักคิด รู้จักตัวเอง

คือให้รู้ว่า เราเป็นใคร มาจากที่ใด และกำลังจะไปทางไหน ดังพระราชดำรัสที่ว่า

"...การเรียนประวัติศาสตร์ในโรงเรียนนายร้อย มีจุดประสงค์หลักในการให้นักเรียน ฝึกหัดวิธีการทรงประวัติศาสตร์ในการคิดหาเหตุผล

มีสำนึกทางประวัติศาสตร์ ให้มีความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของบ้านเมือง ในฐานะเป็นประชาชนคนไทย

ควรรู้ 'รากเหง้า' เรื่องราวของตนเอง

ความรู้นี้ จะเป็นพื้นฐานช่วยเชื่อมโยงให้เข้าใจสังคมไทยปัจจุบันดีขึ้น ให้รู้เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมโลก

ในฐานะที่ประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก ทั้งหมดนี้ มีส่วนเอื้อให้การทำงานดีขึ้น..."

“กรมสมเด็จพระเทพรัตนฯ” ทรงเป็นอาจารย์ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๓-๒๕๕๘ รวม ๓๕ ปี

เมื่อทรงเกษียณอายุราชการ พระราชทานเงินเดือน, ดอกเบี้ยตลอดถึงค่าตอบแทนทั้งหมด รวมกว่า ๒๖ ล้านบาท

แก่ “มูลนิธิโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า”

วัตถุประสงค์: เพื่อใช้ในกิจการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (รร.จปร.) และเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนนายร้อย

โดยเมื่อ ๔ ตุลา. ๖๐ กองทัพภาคที่ ๑ ได้ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ First Army Area เผยแพร่ภาพ “แคชเชียรเช็ค” ๒ ฉบับ และพระนามาภิไธย

พล.อ.หญิง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๘ มีใจความว่า

“เมื่อเข้าทำงานโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ต้องตามเสด็จไปต่างจังหวัดบ่อยและแต่ละครั้งนานๆ ไม่สามารถทำงานให้โรงเรียนได้เต็มที่

สมเด็จพระนางเจ้าทรงแนะว่าไม่ให้รับเงินเดือน แต่ทำไม่ได้เพราะเขามีระบบเงินเดือน จึงเอาเงินนี้เก็บไว้ 35 ปี เป็นเงินประมาณ 26 ล้าน

เงิน 19 ล้านยังอยู่ในธนาคารครบกำหนดปี 2560 ปีนี้ จึงมอบได้เพียง 7 ล้าน ขอมอบเข้ากองทุนมูลนิธิโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าเพื่อประโยชน์ในการศึกษาและพัฒนาโรงเรียน”

เมื่อเรื่องนี้ แพร่กระจายออกไป.....

ไม่เพียงเป็นเรื่องที่ระอุอุ่นในหัวใจของศิษย์ จปร.เท่านั้น ยังสร้างความซาบซึ้งใจแก่ประชาชนเป็นอย่างมากด้วย

พระองค์ทรงเป็น “กรมสมเด็จพระเทพรัตนฯ” ของฉัน

ทรงเป็น “ทูลกระหม่อมอาจารย์" ของนักเรียนนายร้อยตลอดมาและตลอดไป

“กรมสมเด็จพระเทพรัตนฯ”พระองค์คือ”เทพ”ที่เสด็จฯลงมาในแผ่นดินไทย เพื่อประชาชนคนไทยโดยแท้

พระองค์คือ “พระผู้ให้”

ทรงให้ทั้งความรัก ความเมตตา ให้ทั้งวิชาความรู้ ให้ทั้งเงินทอง แม้กระทั่งความสุขส่วนพระองค์ ก็ยังทรงสละให้ประชาชนผ่านพระราชกรณียกิจต่างๆ

เพื่อยังแผ่นดินนี้ให้เป็น “แผ่นดินธรรม-แผ่นดินทอง” ของพสกไทย.

-เปลว สีเงิน

๒ เมษายน ๒๕๖๙

 

คนปลายซอย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมษา ‘ชี้ชะตาโลก’

ต้องกราบขออภัยแฟนคลับ..... ที่ผมหายหัววับ โดยไม่บอกกล่าวเมื่อวาน! คือเผอิญเพื่อนรัก “คุณสุชาดี มณีวงศ์” พิธีกรเจ้าของเสียงเอกลักษณ์ประจำรายการ “กระจก ๖ ด้าน”

‘ขัดใจ’ ทำให้ ‘รอด’

ร้อน....! ทำให้คนหงุดหงิดง่าย อะไรๆ มันก็ขวางตา-ขวางตีนไปหมด ฉะนั้น วันนี้.... เริ่มด้วยเรื่องดีๆ เผื่อจะช่วยให้จิตใจสงบได้บ้าง ไม่ต้องมาก แค่ “ช้างกระดิกหู-งูแลบลิ้น” บุญกุศลก็เหลือล้นแล้ว

🔴 LIVE ‘ดร.รุสตั้ม’ ชี้จุดจบ THE LAST WAR อิหร่านขยี้อิสราเอล!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร

🔴 LIVE ‘ดร.รุสตั้ม’ ชี้จุดจบ THE LAST WAR อิหร่านขยี้อิสราเอล!! อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2569

'สัญญาณอันตราย'

ผมว่า..... ถึงตอนนี้ “เลิกคิดไปได้เลย” ว่าสงคราม “สหรัฐฯ-อิหร่าน” จะยุติ นอกจากไม่ยุติแล้ว ยังขยายวงกว้าง จากยุทธการทางอากาศ ไปสู่ยุทธการทางภาคพื้นดิน ชนิดเปิดหน้าดวลกันระหว่าง “สหรัฐฯ กับอิหร่าน”

รัฐบาล ‘มีไว้ให้ด่า’

รัฐบาลอนุทิน “ทำถูกแล้ว”! ที่ยอมเป็น “นางทาส” ให้การเมืองฝ่ายค้าน...ประชาชน...สื่อ “จิกหนังหัว” ด่า โดยไม่ขัดขืนและมีปฏิกิริยาโต้แย้งใดๆ

‘ไทย’ ธาตุแท้เป็น ‘ทอง’

ร้อนจนขนจมูกไหม้แบบนี้..... ขืนคุยแต่เรื่องเครียดๆ พานจะคลุ้มคลั่งกันไปใหญ่ ไม่ดี..ไม่ดี ฉะนั้น วันนี้ คุยเรื่องขำๆ คลายเครียดกันบ้างดีกว่า นิ