คำตอบจาก..ครูใหญ่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนมัธยมเป่าอันในเซินเจิ้น กำลังเป็นไวรัลและซึ้งใจชาวเน็ตจีนในขณะนี้ หลังนักเรียนชั้น ม.6 ที่กำลังเครียดกับการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย (เกาเข่า) เขียนจดหมายร้องเรียนขอให้โรงเรียน "รื้อรังนก" เพราะเสียงนกร้องรบกวนสมาธิ แต่คำตอบของครูใหญ่นั้นกลับกลายเป็นบทเรียนชีวิตที่ล้ำค่า

ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมเป่าอันเขียนจดหมายตอบกลับนักเรียนชั้น ม.6 รายหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากเสียงนกกาเหว่าที่มาทำรังในโรงเรียน รบกวนการอ่านหนังสือสอบ จนต้องเขียนจดหมายขอให้โรงเรียนช่วยจัดการรังนกเหล่านั้น

ถึงนักเรียนที่รัก :

ฉันได้รับจดหมายของเธอแล้ว ตัวอักษรของเธอนั้นเหมือนสายลมโชยในฤดูใบไม้ผลิ แฝงไปด้วยความอ่อนไหวและบทกวีของวัยเยาว์ แต่ก็เต็มไปด้วยความวิตกกังวลและความคาดหวังบนเส้นทางเตรียมสอบ ขอบใจที่เธอใช้ภาษาที่งดงามเช่นนี้ จนทำให้ฉันดูเหมือนจะได้ยินเสียงนกร้องบนยอดไม้นอกหน้าต่าง และเห็นภาพพวกเธอที่กำลังก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสืออย่างขะมักเขม้นในห้องเรียน

ที่เธอเอ่ยถึงว่า "นกกาเหว่าช่วงนี้คึกคักเป็นพิเศษ ร้องเพลงด้วยความฮึกเหิม" ทำให้ฉันอดขำไม่ได้และรู้สึกตื้นตันใจ ใช่แล้ว แสงแดดฤดูใบไม้ผลิกำลังพอดี สรรพสิ่งเติบโต นกเหล่านั้นก็แค่ใช้วิถีของมันเฉลิมฉลองงานเลี้ยงแห่งชีวิต และท่ามกลางแรงกดดันของการสอบเกาเข่า เธอนั้นก็ยังสามารถสัมผัสถึงพลังชีวิตนี้ได้ ถึงขั้นได้ยินเสียง "รบกวน" เป็นดั่ง "ลมทะเลที่อ่อนโยน" ในเพลง Moonlight Sonata ของบีโธเฟน นี่คือการตระหนักรู้ถึงชีวิตที่หาได้ยากยิ่ง

ในฐานะครูใหญ่ ฉันมักจะคิดอยู่เสมอว่าการศึกษาควรให้อะไรแก่พวกเธอ? คือการสะสมความรู้? การเพิ่มคะแนนสอบ? หรือคือพื้นฐานของชีวิตที่สำคัญกว่านั้น? วันนี้ ฉันอยากถือโอกาสจากจดหมายของเธอมาคุยเรื่อง "การศึกษาชีวิต" ไปด้วยกัน

เสียงนกนอกหน้าต่าง สำหรับเธอคือการรบกวนการสอบ แต่สำหรับครู มันคือบทเรียนชีวิตที่มาพบกันโดยไม่ได้นัดหมาย

0 ข้อแรก ชีวิตมีจังหวะของมันเอง

นกร้องตอนโพล้เพล้เป็นธรรมชาติ เป็นการหาคู่ เป็นการประกาศอาณาเขต เป็นการขานรับเพื่อนพ้อง พวกมันจะไม่เปลี่ยนจังหวะชีวิตเพียงเพราะมนุษย์ต้องสอบเกาเข่า โลกนี้ไม่ได้ดำรงอยู่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับสรรพสิ่งคือวิชาบังคับของการเติบโต

0 ข้อสอง สิ่งที่รบกวนก็คือทัศนียภาพอย่างหนึ่ง

หลายปีหลังจากนี้ เมื่อเธอระลึกถึงฤดูใบไม้ผลิปี ม.6 สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวอาจไม่ใช่สูตรคณิตศาสตร์ แต่เป็นยามโพล้เพล้นั้น กลุ่มนกที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และวินาทีที่พวกเธอสบตากันแล้วยิ้มท่ามกลางเสียงนก ความเข้มแข็งของชีวิตมักเติบโตขึ้นท่ามกลางความไม่สะดวกสบายเสมอ

0 ข้อสาม เรียนรู้ที่จะสนทนากับสรรพสิ่ง

ประโยคในจดหมายที่บอกว่า "โปรดปล่อยให้สิ่งมีชีวิตที่เป็นอิสระเหล่านี้บินไปสู่ขุนเขาและสายน้ำ" ทำให้ฉันเห็นความเมตตาของเธอ แต่เธอรู้ไหมว่า วิทยาเขตเป่าจงแห่งนี้ของเรา ก็เป็นบ้านที่พวกมันใช้พักพิงได้ไม่ใช่หรือ การที่พวกมันเลือกมาทำรังที่นี่ ก็เพราะที่นี่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ เป็นสถานที่ที่ควรค่าแก่การฝากชีวิตไว้ไม่ใช่หรือ

เกี่ยวกับคำขอ "รื้อรังนก" ฉันเข้าใจความรีบร้อนของเธอ แต่ฉันตอบรับไม่ได้ ไม่ใช่เพราะฉันไม่เห็นใจความลำบากของพวกเธอ แต่เป็นเพราะฉันหวังว่าพวกเธอจะเข้าใจว่า เป้าหมายสูงสุดของการศึกษา ไม่ใช่การทำให้โลกปรับตัวเข้าหาเรา แต่คือการให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับโลก

นกเหล่านี้เดิมทีก็เป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน เป็นพยานที่ได้เห็นวัยเยาว์ของพวกเธอในฤดูกาลนี้

ดังนั้น ฉันจึงมีคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ให้เธอ มองเสียงนกเป็น "เสียงรบกวนที่ไพเราะ" ของธรรมชาติ ลองสงบศึกกับมัน หรือแม้แต่ขอบคุณมันที่ทำให้เธอได้เงยหน้าขึ้นจากกองโจทย์บ้างเป็นครั้งคราว เพื่อมองดูใบไม้ภายนอกหน้าต่าง ช่วงเวลา 18.30-19.10 น. ก็ให้คิดเสียว่าเป็น "คอนเสิร์ตยามเย็น" ที่เหล่านกมอบให้พวกเธอ พวกมันใช้ความกระตือรือร้นของชีวิตเพื่อส่งกำลังใจให้พวกเธอที่กำลังต่อสู้อยู่

การเรียนไม่ใช่การยื้อแย่งทุกวินาที แต่คือการเข้าถึงการเรียนในทุกวินาทีนั้น เมื่อถึงเวลาออกกำลังกายก็ออกกำลังกาย เมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็พักผ่อน เมื่อถึงเวลาผ่อนคลายก็ผ่อนคลาย หลายปีหลังจากนี้เมื่อกลับมาเยี่ยมโรงเรียนเก่า เธอสามารถชี้ไปที่ต้นไม้ต้นนั้นแล้วพูดว่า "ตอนนั้น เจ้านกพวกนี้แหละที่อยู่เป็นเพื่อนเราจนจบ ม.6"

จากเพื่อนของพวกเธอ ..ครูใหญ่ หยวน เว่ยซิง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มาขยับร่างกายกันดีกว่า

โลกใบนี้หนอ?!? นึกๆ ไปมันก็แปลก คนที่ยังขยับได้ กลับไม่ค่อยยอมขยับ นั่งจ่อมอยู่บนเก้าอี้ บ้างก็นั่งๆ นอนๆ อยู่บนเตียง ไถมือถือ ดูทีวี ฟังวิทยุ อ่านหนังสือ ส่วนคนที่ขยับไม่ได้ ประมาณว่า ป่วยติดเตียง หรือว่าเดี้ยงโดยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็อยากจะขยับขาขึ้นมาเดินเหลือเกิน

มนุษย์หนอ...ในยามวิกฤต

เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกระลอก ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่สงคราม แต่ลุกลามมาถึงเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด

กตัญญู..มองผ่านซีรีส์

ในยุคที่ทุกคนก้มหน้าจอโทรศัพท์ จีนได้ใช้มินิซีรีส์แนวตั้ง หรือ “ดรามาสั้นแนวตั้ง” ความยาวตอนละ 1-2 นาที เป็นอาวุธลับในการฟื้นฟูค่านิยมกตัญญู อย่างเป็นระบบ

น้ำมันแพง..ได้เวลาดับไฟ?!?

ลูกหลานเจนใหม่ X Y Z คงจะนึกภาพไม่ออกกระมังว่า สถานการณ์ระส่ำระสายวุ่นวายอันเกิดจากน้ำมันขาดแคลนนั้น มันเป็นอย่างไร แต่มนุษย์ลุงป้าน้าอา เจอะเจอกันมาแล้วหลายครั้งนะ

โลกมันก็เป็นแบบนี้!!

เปิดทีวี ฟังวิทยุ หรือคลิกเข้าไปในโลกโซเชียล รู้สึกแบบมนุษย์ป้า!! ไหมคะว่า โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยข่าวสารที่ดูเหมือนจะหนักหน่วงขึ้นทุกวัน วุ่นวายปั่นป่วนเกินกว่าจะรับไหว ใจรู้สึกเบื่อหน่าย เหนื่อยล้า และกังวลอย่างบอกไม่ถูก และบางคนคงถึงขั้นอยากจะตะโกนบอกว่า “โลกทุกวันนี้มันช่างไม่น่าอยู่เอาเสียเลย”

เรื่องเล่าที่งดงาม "ลุงแฟรงก์กับสมาร์ทโฟน"

“ผมชื่อแฟรงก์ อายุ 73 ปี ปีที่แล้วลูกสาวซื้อสมาร์ทโฟนให้เป็นของขวัญคริสต์มาส บอกให้เลิกใช้โทรศัพท์ฝาพับเสียที” ผมไม่ได้อยากได้มัน ใช้แค่โทร.ออกเหมือนเครื่องเก่า จนวันหนึ่งเผลอเปิดแอปชุมชนชื่อ Nextdoor และเกือบลบทิ้ง กระทั่งเห็นโพสต์หนึ่งถามว่า “มีใครรู้วิธีปะถุงเท้าไหมคะ? ถุงเท้าคุณปู่จากสงครามโลกครั้งที่สองกำลังเป็นรู แต่ฉันอยากเก็บมันไว้”