จากภาษีตอบโต้ของทรัมป์กลายเป็นTrade Act of 1974 (2)

ทรัมป์กำลังหาแนวทางอื่นๆ ที่คล้าย IEEPA เพราะให้อำนาจประธานาธิบดีเต็มที่ จะขึ้นภาษีเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ถ้าอยากรู้ว่าทำไมจึงชอบวิธีนี้ ต้องคิดให้ไกลกว่าเรื่องภาษี

กำแพงภาษีทรัมป์ 2.0 ถ้ามองผิวเผินคือตัวเลขภาษีสินค้านำเข้า แต่ความจริงแล้วเป็นมากกว่าการขึ้นภาษี เรื่องภาษีเป็นเพียงตัวจุดประเด็นนำประเทศต่างๆ เข้าเจรจาต่อรอง รัฐบาลสหรัฐต้องการเรื่องอื่นๆ มากกว่าภาษี บทความนี้นำเสนอข้อเรียกร้องของทรัมป์เรื่องนำเข้าสินค้า 3 หมวดที่สหรัฐอยากให้ซื้อ ได้แก่ พลังงาน อาวุธ และสินค้าเกษตรบางรายการ โดยมองว่าเป็นการปรับสมดุลการค้า แก้ปัญหาสหรัฐขาดดุล แต่เรื่องนี้เป็นมากกว่าการซื้อขายสินค้าธรรมดา

ภาพ: ทรัมป์ 2.0 กระชับความเป็นอภิมหาอำนาจด้วยการเจรจาต่อรอง

เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์

ยุทธศาสตร์ควบคุมโลกด้วยพลังงานฟอสซิล

ทรัมป์ 2.0 เน้นการขุดเจาะน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอย่างเต็มที่ (Drill, Baby, Drill) เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การพึ่งพาน้ำมันด้วยตัวเองหรือต้องการส่งออก แต่เป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้สหรัฐเป็นผู้ควบคุมราคาพลังงานโลก และใช้พลังงานเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง (Energy Leverage) กับประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

ยกตัวอย่าง สหรัฐพยายามควบคุมพลังงานทั้งระบบของยุโรป

เมษายน 2025 มีข้อมูลว่าทรัมป์ต้องการให้ยุโรปซื้อ LNG สหรัฐถึงปีละ 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แลกกับการระงับการขึ้นภาษีสินค้ายุโรป ปี 2024 ยุโรปนำเข้าพลังงานทุกประเภทรวม 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

วิเคราะห์: เป้าหมายของทรัมป์ 2.0 ไม่ใช่แค่ลดการขาดดุลการค้าเท่านั้น การซื้อใช้พลังงานสหรัฐถึง 350,000 ล้านดอลลาร์ เท่ากับว่าระบบพลังงานของยุโรปผูกติดกับสหรัฐ เรื่องนี้ผิดหลักความมั่นคงทางพลังงานอย่างร้ายแรง ตามหลักความมั่นคงพลังงานจะต้องพยายามกระจายซื้อจากหลายแหล่งหลายประเทศ แต่รัฐบาลทรัมป์ยืนกรานแนวทางของตน

เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า แต่ไหนแต่ไรรัฐบาลสหรัฐมีเป้าหมายต้องการควบคุมระบบพลังงานโลก เพราะพลังงานเปรียบเสมือนเส้นเลือดทางเศรษฐกิจสังคม หากขาดเลือดทั้งร่างกายจะปั่นป่วน ถึงขั้นเสียชีวิตได้

เพียงแค่ควบคุมราคาให้ได้ในระดับหนึ่งก็สามารถควบคุมการเติบโตทางเศรษฐกิจ

หากยุโรปยอมตามข้อเสนอสหรัฐ เท่ากับยอมอยู่ใต้อิทธิพลสหรัฐอีกนาน

การที่ทรัมป์ 2.0 ยกประเด็นนี้ เพราะสงครามยูเครนกำลังเข้าสู่ภาวะสงบศึกชั่วคราว ฝ่ายรัสเซียตั้งเงื่อนไขว่าต้องยกเลิกการคว่ำบาตรหรือคลายการคว่ำบาตร การส่งออกพลังงานรัสเซียคือหนึ่งในหัวข้อสำคัญ

บัดนี้รัฐบาลสหรัฐจึงนำกำแพงภาษีเพื่อกดดันให้ยุโรปซื้อใช้พลังงานของตนต่อไป แม้ LNG จากสหรัฐแพงกว่าของรัสเซียราว 2 เท่า ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจยุโรปถ้วนหน้า เพราะพลังงานเป็นต้นทุนของสินค้าบริการทุกชนิด และกระทบต่อประชาชนโดยตรงที่คนเมืองหนาวต้องใช้พลังงานทำความร้อนในฤดูหนาว

เป้าหมายการล้มรัฐบาลนิโกลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) สามารถตีความว่าเพื่อน้ำมัน แต่ไหนแต่ไรรัฐบาลสหรัฐหวังครองน้ำมันเวเนซุเอลาที่มีแหล่งน้ำมันสำรองมากที่สุดของโลก รัฐบาลสหรัฐทุกชุดพยายามเล่นงานรัฐบาลเวเนซุเอลา เช่นเดียวกับสงครามอิหร่าน 2026 ที่อิหร่านเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกที่ยังไม่ใช่พวกสหรัฐ จึงหวังว่าอิหร่านจะได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นมิตรกับตน

สังเกตว่า กรณีเวเนซุเอลากับอิหร่านมีจุดตรงกันเรื่องน้ำมันและต้องการให้ได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นมิตรกับสหรัฐ ไม่ต่างจากพวกรัฐอาหรับ

อาวุธสหรัฐที่ต่างชาติซื้อใช้:

แต่ไหนแต่ไรประเทศผู้ผลิตอาวุธจะขายอาวุธของตนให้กับพันธมิตรหุ้นส่วนเท่านั้น ไม่ขายให้กับฝ่ายตรงข้ามเด็ดขาด การซื้อขายอาวุธเครื่องกระสุนมีความสำคัญไม่เพียงด้านการทหาร ยังสัมพันธ์กับการจัดระเบียบโลก การสร้างขั้วและกระชับอำนาจในขั้วของตน อาวุธที่ซื้อใช้จากมหาอำนาจใดหากขาดกระสุน อะไหล่บำรุงจะกลายเป็นแค่เศษเหล็ก เป็นจุดอ่อนสำคัญของประเทศที่ใช้อาวุธจากมหาอำนาจนั้น

ยิ่งอียูใช้อาวุธสหรัฐมากเพียงไรเท่ากับยิ่งอยู่ใต้อำนาจควบคุมของสหรัฐมากขึ้นเท่านั้น

มาตรการข่มขู่ด้วยภาษีได้ผลดีในหลายประเทศ

ยกตัวอย่าง เมษายน 2025 รัฐบาลเวียดนามประกาศว่าจะนำเข้าสินค้าอเมริกามากขึ้นรวมทั้งอาวุธสงคราม LNG แลกกับการผ่อนผันภาษีทรัมป์ ปรับสมดุลการค้า ทั้งนี้เป็นผลจากการพูดคุยเบื้องต้นกับรัฐบาลทรัมป์ หลังสหรัฐชี้ประเด็นการส่งออกสินค้าจีนที่ผ่านเวียดนาม การทุ่มตลาดสินค้าบางตัว การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

ข้อตกลงกรกฎาคม 2025 รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐมากขึ้น รับปากว่าจะนำเข้าข้าวสหรัฐมากขึ้น 75% ซื้อสินค้าเกษตรรวม 8,000 ล้านดอลลาร์ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ปุ๋ย เอทานอลที่ได้จากพืชผลเกษตร น้ำมันอากาศยาน เครื่องบินโดยสาร Boeing 100 ลำ

สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐต้องการไม่ใช่แค่แก้ปัญหาขาดดุล แต่ต้องการมากกว่านั้น ขึ้นกับการเจรจาต่อรอง ที่น่าตกใจคือประชาชนไม่ทราบ ไม่เข้าถึงข้อตกลงเหล่านั้นทั้งหมด

ภาษีใหม่ Trade Act of 1974:

รัฐบาลทรัมป์ 2.0 หันมาใช้กฎหมาย Trade Act of 1974 เป็นหัวใจนโยบายการค้าต่างประเทศของปี 2026 หลังจากที่ศาลสูงสุดตีความทรัมป์ละเมิดกฎหมาย IEEPA มีมาตราสำคัญ คือ

1) มาตรา 122 (Section 122) เป็นมาตราที่รัฐบาลทรัมป์นำมาใช้ทันทีหลังแพ้คดี มาตรานี้ให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีนำเข้าไม่เกิน 15% หรือกำหนดโควตา เพื่อแก้ปัญหา “การขาดดุลชำระเงิน” แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามใช้เกิน 150 วัน (เว้นแต่จะได้รับการขยายเวลาจากสภาคองเกรส)

ปัจจุบันทรัมป์ใช้มาตรานี้เก็บภาษี 10% ทั่วโลก เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายในช่วงที่รอการสอบสวนมาตราอื่นๆ ให้เสร็จสิ้น

2) มาตรา 301 (Section 301) เป็นมาตรการที่มุ่งตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยให้อำนาจ USTR (ผู้แทนการค้าสหรัฐ) สอบสวนและตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ “ละเมิดข้อตกลงการค้า” หรือมีนโยบายที่ “ไม่สมเหตุสมผลและเป็นภาระต่อการค้าของสหรัฐ”

มีนาคม 2026 USTR ได้เริ่มการสอบสวนไทยและอีกหลายประเทศ ในข้อหา “กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง” (Structural Excess Capacity) หากผิดจริงทรัมป์สามารถประกาศขึ้นภาษีตอบโต้เฉพาะรายสินค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านศาลอีก

3) มาตรา 201 (Section 201) มาตรานี้มุ่งช่วยเหลืออุตสาหกรรมสหรัฐที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้า “โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าคู่ค้าทำผิด” เป็นการให้เวลาอุตสาหกรรมในบ้านได้ปรับตัว (เช่น กรณีภาษีแผงโซลาร์เซลล์ หรือเครื่องซักผ้าในอดีต)

มีลักษณะเป็นมาตรการชั่วคราวแต่เข้มข้น เพื่อสกัดกั้นสินค้าจากทุกแหล่งทั่วโลกพร้อมกัน

4) GSP (Generalized System of Preferences) เป็นการให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่ประเทศกำลังพัฒนา (ซึ่งไทยเคยได้ประโยชน์มหาศาล) ประธานาธิบดีสามารถ “ระงับหรือยกเลิก” สิทธินี้ได้หากประเทศนั้นไม่เปิดตลาดให้สหรัฐอย่างเพียงพอ หรือมีปัญหาเรื่องสิทธิแรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยโดนกดดันมาอย่างต่อเนื่อง

การกลับมาใช้กฎหมายฉบับปี 1974 จึงเป็นการเปลี่ยนโหมดจาก “สงครามฉุกเฉิน” มาเป็น “สงครามการค้าเชิงโครงสร้าง” ที่มีระเบียบแบบแผนและมีผลผูกพันในระยะยาวมากกว่าเดิม

ทรัมป์ไม่สามารถขึ้นภาษีง่ายๆ:

แม้ตอนนี้รัฐบาลทรัมป์อาศัยกฎหมาย 1974 Trade Act อย่างถูกกฎหมาย ผลคือการขึ้นภาษีต้องมีเหตุผลประกอบ ไม่ง่ายเหมือนสงครามการค้าปี 2025 ที่ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีตามใจชอบ ดังที่ทรัมป์เคยกล่าวว่า “ภาษีเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลง ขึ้นหรือลง ขึ้นกับความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน”

อีกทั้งมาตราต่างๆ มีบัญญัติชัดเจนว่าขึ้นได้เท่าไหร่ มีกำหนดเวลาใช้ ทรัมป์จะขู่ขึ้นทีละ 100% ไม่ได้อีกต่อไป

ประเด็นที่น่าติดตามคือ ทรัมป์ยังสามารถสร้างประโยชน์แอบแฝงที่มาพร้อมกับ 1974 Trade Act ได้มากน้อยแค่ไหน ดังที่มีผู้วิเคราะห์ว่าทรัมป์ใช้ภาษีเพื่อนำประเทศต่างๆ เข้ามาเจรจาต่อรองในเรื่องอื่นๆ ที่อาจไม่ใช่การค้า ไม่ใช่เศรษฐกิจ เช่น ให้ซื้ออาวุธสหรัฐมากขึ้น ให้ถอยห่างจากจีน รัสเซีย ฯลฯ ที่รวมการค้าระหว่างประเทศเข้ากับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศจึงไม่ใช่การค้าเสรี ที่ยึดถือกลไกตลาดเสรี แต่สัมพันธ์โดยตรงกับการเมืองระหว่างประเทศ สงครามเย็นใหม่ การจัดระเบียบโลกใหม่

ดังที่เคยนำเสนอแล้วว่า ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่า สิ่งที่ทรัมป์ 2.0 กำลังทำคือกระชับความเป็นอภิมหาอำนาจด้วยการเจรจาต่อรอง ตามแนวทางสัจนิยม (realism) ตั้งข้อสังเกตว่า อัตราภาษีตอบโต้ หรืออัตราภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ที่ตั้งกับหลายสิบประเทศเป็นการคำนวณอย่างหยาบๆ ไม่สมเหตุสมผล ดังนั้นเป้าหมายจึงไม่น่าจะอยู่ที่ภาษีเท่านั้น การนำประเทศต่างๆ เข้ามาเจรจาเป็นเรื่องที่กล่าวถึงมากตั้งแต่ก่อนขึ้นภาษี ถึงกับพูดว่ารัฐบาลทรัมป์จะงดขึ้นภาษีหากคุยกันรู้เรื่อง ถ้าเป็นเช่นนี้ หมายความว่าสหรัฐได้ประโยชน์บางอย่างที่เท่าเทียมหรือมากกว่าภาษีที่ขึ้นใช่หรือไม่

เรื่องนี้มีหลักฐานชัดเจน เช่น หลายประเทศเพิ่มสั่งซื้อสินค้า 3 หมวดที่สหรัฐอยากให้ซื้อ ได้แก่ พลังงาน อาวุธ และสินค้าเกษตรบางรายการ

เมื่อเรื่องถึงศาล รัฐบาลทรัมป์ก็หาวิธีการใหม่ ใช้กฎหมาย Trade Act of 1974 แทน แต่เนื่องจากมีข้อจำกัด ปลายเมษายน 2026 มีข่าวว่ารัฐบาลกำลังหาแนวทางอื่นๆ เพิ่มเติม นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าทรัมป์ต้องการแบบ IEEPA เพราะให้อำนาจประธานาธิบดีเต็มที่ จะขึ้นภาษีเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ ถ้าอยากรู้ว่าทำไมจึงชอบวิธีนี้ ต้องวิเคราะห์ให้ไกลว่าเรื่องภาษี

ผลโพลของ AP-NORC ที่นำเสนอเมื่อ 22 เมษายน 2026 ชี้ว่า คะแนนนิยมด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ร่วงหนัก กระทั่งกองเชียร์รีพับลิกันยังแผ่ว เนื่องจากไม่สามารถทำตามที่หาเสียง เงินเฟ้อยังสูง และตอนนี้คือผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

ไม่ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะพูดอย่างไร อธิบายอย่างไร ผลโพลหลายสำนักชี้ตรงกันว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ปลื้มนโยบายเศรษฐกิจ ไม่เห็นด้วยกับสงครามอิหร่าน 2026 ทรัมป์สามารถเลือกยืนหยัดนโยบายของตนต่อไป แต่ท้ายที่สุดจะส่งผลต่อเลือกตั้งกลางเทอมในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่จะแปลผลว่าคนอเมริกันต้องการอะไรจากนักการเมือง ผู้ปกครอง.  

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จากภาษีตอบโต้ของทรัมป์กลายเป็น Trade Act of 1974 (1)

ตลกร้ายของเรื่องนี้คือ ทรัมป์หาเสียงแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยชูนโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ผลสุดท้ายนอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหา ยังทำให้สินค้าแพง ดันเงินเฟ้อ ซ้ำเติมคนอเมริกันโดยแท้

นาโตยุโรปแก้ปัญหาช่องแคบเป็นอิสระจากสหรัฐ

การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นผลประโยชน์นานาชาติ เมื่อสหรัฐขวางเส้นทางเท่ากับขัดแย้งกับพันธมิตรนาโตยุโรปด้วย กลายเป็นอีกตัวอย่างที่ยุโรปดำเนินนโยบายต่างจากสหรัฐ

สงครามอิหร่านนำจักรวรรดิอเมริกาล่มสลาย? (3)

หลายสิบปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าเศรษฐกิจมีขึ้นมีลง ในอนาคตสหรัฐอาจมีอำนาจสัมพัทธ์น้อยกว่าจีน BRICS แต่ยังเป็นมหาอำนาจหนึ่งในโลกหลายขั้ว

สงครามอิหร่านนำจักรวรรดิอเมริกาล่มสลาย? (2)

ต่อให้มีการเจรจาและได้ข้อตกลง สถานการณ์โลกจะเลวร้ายมาก สุดท้ายความขัดแย้งยังอยู่ หากสหรัฐแพ้ เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าหนักเมื่อเทียบกับทองคำ

‘No Kings’ต่อต้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (2)

ทรัมป์มักใช้อำนาจมากที่สุดแม้สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย เกิดประเด็นใช้อำนาจเกินรัฐธรรมนูญ บางคนตีความว่าเป็นประธานาธิบดีที่ใช้อำนาจเยี่ยงราชา ไม่เห็นหัวประชาชน

สงครามอิหร่านนำจักรวรรดิอเมริกาล่มสลาย? (1)

หลายสิบปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าเศรษฐกิจมีขึ้นมีลง ในอนาคตสหรัฐอาจมีอำนาจสัมพัทธ์น้อยกว่าจีน BRICS แต่ยังเป็นมหาอำนาจหนึ่งในโลกหลายขั้ว