'นักไวรัสวิทยา' หวั่น โควิดสายพันธุ์ 'XBB - BQ.1.1' ผสมกันได้ จะหนีภูมิคุ้มกัน ติดเชื้อได้สูงขึ้นอีก

'ดร.อนันต์' คาด ไวรัส XBB กับ BQ.1.1 อยู่ร่วมกันก็อาจเกิดการผสมกันได้ ไวรัสที่ออกมาจะมีแนวโน้มเพิ่มความสามารถในการหนีภูมิคุ้มกัน และ ติดเชื้อได้สูงขึ้นอีก

19 ต.ค.2565 - ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก ระบุว่า

XBB กับ BQ.1.1 เป็นไวรัส 2 สายพันธุ์ที่มีคนพูดถึงกันเยอะมากตอนนี้ และ มีแนวโน้มจะเข้าทดแทน BA.5 ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เดิมในช่วงหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึง โดย XBB มีการระบาดในภูมิภาคเอเชีย ส่วน BQ.1.1 เป็นสายพันธุ์ที่ระบาดในยุโรป และ สหรัฐอเมริกา

ไวรัส 2 สายพันธุ์นี้มีการเปลี่ยนแปลงบนหนามสไปค์ส่วนใหญ่เหมือนกัน แต่ก็มีบางตำแหน่งที่สร้างความแตกต่างกันได้ จากภาพจะเห็นว่าตำแหน่งการกลายพันธุ์บน XBB มีมากกว่า BQ.1.1 โดยบางตำแหน่งเชื่อว่ามีผลทำให้แอนติบอดีจากภูมิที่เคยสร้างขึ้นจากวัคซีน หรือ ติดจากสายพันธุ์อื่นๆในธรรมชาติมาจับได้ไม่ดี ประกอบด้วย L368I, V445P, G446S และ F490S ส่งผลให้ XBB หนีภูมิคุ้มกันเข้ามาติดเซลล์ของมนุษย์ได้ดี

แต่ BQ.1.1 มีตำแหน่ง L452R ซึ่ง XBB ยังไม่มี ตำแหน่งนี้เป็น signature ของไวรัส Delta และ BA.5 ซึ่งทราบว่าช่วยทำให้ไวรัสจับกับโปรตีนตัวรับ ACE2 บนผิวเซลล์ได้ดี ได้แน่นขึ้น ดังนั้นถ้าเทียบเรื่องการหนีภูมิ BQ.1.1 อาจจะด้อยกว่า XBB แต่ถ้ามีโอกาสให้ไปจับกับ ACE2 ได้ ไวรัสตัวนี้มีโอกาสติดเซลล์ได้ดีกว่า XBB

เป็นที่น่าสังเกตว่าตำแหน่งสำคัญมากๆของ Delta อย่าง P681R ที่ทำให้ไวรัสเดลต้าโตดีและเกิดการหลอมรวมของเซลล์ได้อย่างมหาศาล ยังไม่เกิดขึ้นในไวรัสตระกูล Omicron ซึ่งไวรัสทั้ง BQ.1.1 และ XBB เลือกการเปลี่ยนแปลงที่ตำแหน่งนี้เป็น P681H ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่พบได้จากตระกูล Alpha ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีคำอธิบายแน่ชัดว่า ทำไม P681R ถึงพบได้แต่ใน Delta แต่ไม่เสถียรในสไปค์ของโอมิครอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ธรรมชาติเลือกมา

ตอนนี้ BQ.1.1 อาจเปลี่ยนแปลงตัวเองเพิ่มไปเหมือน XBB หรือ XBB อาจนำ L452R เข้ามาให้ตัวเองติดเซลล์เก่งขึ้นเหมือน BQ.1.1 หรือ ถ้าไวรัสทั้ง 2 สายพันธุ์มาอยู่ร่วมกันก็อาจเกิดการผสมกันระหว่าง XBB - BQ.1.1 ได้เช่นกัน ซึ่งไวรัสที่จะออกมาก็จะมีแนวโน้มเพิ่มความสามารถในการหนีภูมิคุ้มกัน และ ติดเชื้อได้สูงขึ้นอีก ส่วนความรุนแรงยังเป็นสิ่งที่ประเมินไม่ได้จากการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนสไปค์ คงต้องดูการตอบสนองจากโฮสต์เป็นตัวประเมินครับ

 

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'นักไวรัสวิทยา' กระทุ้งถึงเวลาทบทวนวัคซีนป้องกันโควิด-19 ตัวใหม่

'ดร.อนันต์'ชี้ไวรัสโควิดเปลี่ยนไวมาก โดยไปในทิศทางที่หนีภูมิจากวัคซีนเดิมไปเรื่อยๆ เผยอาจถึงเวลาต้องทบทวนการกระตุ้นด้วยวัคซีนตัวใหม่แบบจริงจังแล้ว

'ดร.อนันต์' สยบดราม่าข่าวตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโควิด เป็นผู้ที่ฉีดวัคซีนมากกว่าผู้ไม่เคยฉีด

'ดร.อนันต์'สยบดราม่าข่าวตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโควิดเป็นผู้ที่ฉีดวัคซีนมากกว่าผู้ไม่เคยฉีด

'ดร.อนันต์' แชร์ประสบการณ์การเขียนงานลงวารสารวิชาการ

'ดร.อนันต์' แชร์ประสบการณ์งานวิจัย ชี้ปกติจะไม่รู้ใครเป็นผู้ประเมินงาน ที่สำคัญจะไม่ติดต่อเพราะกลัวเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน บอกสุดงงเป็นเรื่องใหม่ที่ผู้เขียนติดต่อผู้ประเมิน

'ดร.อนันต์' ชำแหละธุรกิจการ Shopping งานวิจัย กังวลคนมีงบฯมาก 'ซื้อ' ทั้งฉบับเป็นของตัวเองได้

'ดร.อนันต์' ชำแหละธุรกิจการ Shopping งานวิจัย จะไม่ผิดกฎหมายในบางประเทศ แต่ผิดจริยธรรมขั้นรุนแรง ที่น่ากังวลถ้ามีงบประมาณเพียงพอสามารถ'ซื้อ'งานวิจัยทั้งฉบับเป็นของตัวเองได้ จะทำให้ยากมากต่อการจับความผิดปกติ

นักไวรัสวิทยายอมรับคัดกรองก่อนเดินทาง 48 ชม.ไร้ประโยชน์

นักไวรัสวิทยาเปิดหลักฐาน บอกการคัดกรองก่อนเดินทาง 48 ชม.ไม่ช่วยอะไรเลย ชี้หากอยากได้ผลดีต้องตรวจวันเดินทางแต่การปฏิบัติจริงไม่มีใครใช้กัน

งานวิจัยชี้ เข็มกระตุ้นเกิน 3 เข็มขึ้นไป ไม่ได้ช่วยให้ภูมิคุ้มกันชนิดเม็ดเลือดขาว T cell สูงขึ้น

'ดร.อนันต์' เผยงานวิจัย เข็มกระตุ้นที่เกิน 3 เข็มขึ้นไป ไม่ได้ช่วยให้ภูมิคุ้มกันชนิดเม็ดเลือดขาว T cell สูงขึ้น ประโยชน์ของการกระตุ้นภูมิด้วยวัคซีนจะเป็นจากแอนติบอดีเป็นหลัก แต่ในร่างกายได้ไม่นานเท่า T cell การป้องกันการติดเชื้อจึงยาก