นักวิเคราะห์ ชี้คนอายุ 21-30 ปี เป้าหมายอันดับ 1 มิจฉาชีพยุค AI สูญเงินล้านมากกว่าผู้สูงอายุ

14 มิ.ย.2569-ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ดาต้าชี้ชัด! สูญเสีย 100 ล้านต่อวัน ทำไมคนอายุ 21-30 ปี คือเป้าหมายอันดับ 1 ของมิจฉาชีพยุค AI?” เนื้อหาระบุว่า ​หลายคนมักคิดว่า “ผู้สูงอายุ” คือกลุ่มที่เปราะบางและตกเป็นเหยื่อกลโกงออนไลน์ได้ง่ายที่สุดในสังคม ​แต่จากชุดข้อมูลและสถิติล่าสุดจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) กลับสะท้อนความจริงที่สวนทาง…

​ตัวเลขสถิติคดีพุ่งเป้าไปที่ “กลุ่มคนหนุ่มสาวและวัยเริ่มต้นทำงาน อายุ 21-30 ปี” ซึ่งกลายมาเป็นเหยื่ออันดับ 1 ที่ครองแชมป์การถูกล่อลวงมากที่สุดในปัจจุบัน แม้ภาพรวมจำนวนคดีจะเริ่มลดลงจากการปราบปรามบัญชีม้า แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ “มูลค่าความเสียหายต่อเคส” กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

​สถิติความเสียหายล้างพอร์ตเศรษฐกิจไทย: ปัจจุบัน มูลค่าความเสียหายจากคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรวมของประเทศเฉลี่ยสูงถึง 70-100 ล้านบาทต่อวัน และหากนับรวมความเสียหายสะสมในแต่ละปี มูลค่ารวมทะลุไปกว่า มากกว่า 50,000 ล้านบาท

​ที่น่ากังวลที่สุดคือ เงินจำนวนมหาศาลนี้ กว่า 40% ถูกดึงออกจากกระเป๋าของกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนวัยทำงานตอนต้น ซึ่งบางรายสูญเงินเก็บทั้งชีวิตตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาทภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง!

​ในฐานะนักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์สังคม ผมขอพามาแกะรอยข้อมูลเชิงลึกว่า พวกเขาโดนหลอกด้วยวิธีไหนจนสูญเงินล้าน? และในฐานะประชาชนเราจะ มียุทธศาสตร์ระวังตัวอย่างไร? ในโลกที่ความจริงถูกบิดเบือนครับ​

เจาะแผนประทุษกรรม: เจนดิจิทัลโดนหลอกอย่างไร?

​เมื่อวิเคราะห์จาก Data คดีออนไลน์ มิจฉาชีพจะใช้ 3 กลยุทธ์หลักที่ออกแบบมาเพื่อทลายกำแพงความไว้ใจของคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ

​1. กลโกง “ของถูก-ของฟรี” สู่ “กับดักภารกิจลงทุน” (แชมป์ปริมาณคดีสูงสุด): มิจฉาชีพจะเปิดเพจปลอมยิงโฆษณาขายสินค้าแบรนด์เนม เครื่องสำอาง หรือที่พักในราคาถูกเกินจริง หรือใช้จิตวิทยาหลอกว่า “แจกของฟรี/แจกต้นไม้ฟรี” เมื่อเหยื่อสนใจ จะถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์เพื่อ “ทำกิจกรรม/ทำภารกิจ” เช่น กดไลก์ รีวิวสินค้า หรือดูวิดีโอเพื่อรับค่าคอมมิชชัน ช่วงแรกจะได้เงินจริงหลักสิบหลักร้อยเพื่อซื้อใจ ก่อนจะเริ่มบีบให้โอนเงินสำรองก้อนใหญ่หลักหมื่นหลักแสนเพื่อปลดล็อกภารกิจสุดท้าย แล้วเชิดเงินหนี

​2. “เพราะความมั่น” ในเทคโนโลยี (Overconfidence) จนตกเป็นเหยื่อกลุ่ม “แอบอ้างบุคคลขั้นสูง”: เพราะความมั่น ว่าตัวเองเป็น Digital Native เติบโตมากับอินเทอร์เน็ต รู้ทันเทคโนโลยี และไม่มีทางโดนหลอกง่ายๆ ความมั่นใจนี้จึงกลายเป็นช่องโหว่ชั้นดี เพราะมิจฉาชีพในปัจจุบันใช้อาวุธระดับสูงอย่าง Generative AI ที่สามารถสร้างระบบ รูปภาพ หรือแม้แต่ Deepfake เสียงของบุคคลใกล้ชิด รวมถึงอีเมลปลอมตัวเป็นผู้บริหารระดับสูง (CEO Fraud) หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ได้แนบเนียนจนแทบแยกด้วยตาเปล่าไม่ออก เมื่อความมั่นใจมาเจอกับเทคโนโลยีลวงตาระดับสูง การตรวจสอบเชิงลึก (Deep Verification) จึงถูกละเลย และรีบโอนเงินไปเพราะกลัวความผิด

​3. กลโกง “งานออนไลน์-รายได้เสริมแฝงแอปดูดเงิน” (แชมป์มูลค่าความเสียหายสูงสุด): ใช้ความกดดันด้านค่าครองชีพของคนรุ่นใหม่มาเป็นเครื่องมือ หลอกจ้างงานกดรับออเดอร์ ทำงานที่บ้านรายได้ดี โดยให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันนอก Official Store (ไม่ได้โหลดจาก App Store หรือ Play Store โดยตรง) ซึ่งแอปเหล่านี้จะมีมัลแวร์ฝังอยู่ เมื่อเหยื่อกรอกข้อมูลและกดยอมรับสิทธิ์ มิจฉาชีพจะสามารถควบคุมสมาร์ตโฟนระยะไกลและโอนเงินออกจากโมบายแบงก์กิ้งจนหมดบัญชี

​ยุทธศาสตร์ระวังตัว: ปรับ Mindset สู่ยุค “Zero Trust”

​ในฐานะนักยุทธศาสตร์สังคม ผมขอย้ำว่าระบบการเตือนภัยแบบเดิมที่บอกแค่ว่า “อย่าหลงเชื่อ” มันไม่เพียงพออีกต่อไป ในโลกยุค 2026 เราจำเป็นต้องใช้ “ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยเชิงรุก” 3 ข้อนี้ครับ:

​1. “เช็กชื่อบัญชีก่อนโอน” (The Ultimate Defense): จำไว้เป็นกฎเหล็ก หากเป็นการลงทุน ซื้อของ หรือทำธุรกิจในนามบริษัท ชื่อบัญชีปลายทางต้องเป็นชื่อบัญชีนิติบุคคล (บริษัท) ที่จดทะเบียนถูกต้องเท่านั้น หากอ้างว่าเป็นบริษัทใหญ่แต่ให้โอนเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา หรือชื่อบัญชีไม่ตรงกับชื่อบริษัท ให้สันนิษฐานไว้ก่อนทันทีว่าเป็น “บัญชีม้า” 100% และห้ามโอนเด็ดขาด

​2. “เลิกซื้อของนอกระบบ” (No Off-Platform Trading): หลีกเลี่ยงการตกลงซื้อขายสินค้าผ่านการคุยส่วนตัวใน Facebook, Instagram หรือ X (Twitter) โดยไม่มีระบบกระเป๋าเงินกลาง (เช่น ระบบตะกร้าของแพลตฟอร์ม) คุ้มครอง เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่มีกลไกคืนเงินเมื่อเกิดการโกง

​3. “ลดความมั่น ลงมาตั้งคำถามเสมอ” (Zero Trust Mindset): เราต้องยอมรับว่า AI ยุคนี้เก่งพอที่จะปลอมเป็นใครก็ได้ หากมีการทักมาขอยืมเงินหรือสั่งให้โอนเงินด่วน ให้วางสายหรือออกจากแชตนั้น แล้วโทรกลับไปหาบุคคลนั้นผ่านเบอร์โทรศัพท์ปกติ (Voice Call) เพื่อยืนยันตัวตนเสมอ ห้ามเชื่อแค่ข้อความหรือเสียงในสายแอปพลิเคชันเด็ดขาด

​มุมมองทางยุทธศาสตร์ ​การที่คนรุ่นใหม่ตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่มันคือ “ภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม” เม็ดเงินมหาศาลที่ควรจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยกลับต้องไหลออกสู่นอกประเทศและกลุ่มทุนสีเทาอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

​การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ภาครัฐและเจ้าของแพลตฟอร์มต้องร่วมมือกันปิดช่องโหว่การยิงโฆษณาลวงโลกอย่างเด็ดขาด ขณะที่ภาคประชาชนต้องเร่งสร้าง “ความจริงร่วม” (Shared Fact) ร่วมกันแชร์ชุดข้อมูลและเตือนภัยอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้มีใครต้องตกเป็นเหยื่อรายต่อไปครับ

​คุณล่ะครับ เคยเจอประสบการณ์หรือเกือบตกเป็นเหยื่อของกลโกงรูปแบบไหนกันบ้าง? มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมร่วมกันครับ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ระวัง! มิจฉาชีพเกาะบอลโลก ลวงพนันออนไลน์ ส่งลิงก์ฉกข้อมูลส่วนตัว

รัฐบาลเตือนแฟนบอลไทย! ระวังมิจฉาชีพเกาะกระแสฟุตบอลโลก 2026 หลอกเล่นพนันออนไลน์–ขายตั๋วปลอม–ส่งลิงก์ดูบอลสดเถื่อน ย้ำ '4 ไม่' รู้ทันก่อนสูญเงิน

สภาผู้บริโภคฟ้องแล้ว! ให้ 'เฟซบุ๊ก' ชดใช้ 230 ล้าน ศาลนัด 3 ส.ค.

สภาผู้บริโภคยื่นฟ้อง 'สถาบันการเงิน-เฟซบุ๊ก-เพลตฟอร์มออนไลน์' คดีละเมิดสิทธิผู้บริโภค ฐานปล่อยมิจฉาชีพใช้ระบบหลอกลวงปชช. เรียกค่าเสียหาย 230 ล้านบาท ศาลเเพ่งนัดพร้อม 3 ส.ค.

ชาวบ้านผวาหนัก! โจ๋นับสิบไล่แทงกัน ปาระเบิดปิงปองกลางดึก

เกิดเหตุกลุ่มวัยรุ่นยกพวกก่อเหตุทะเลาะวิวาท ใช้อาวุธมีดดาบไล่ทำร้ายคู่อริ พร้อมปาระเบิดปิงปองและใช้อาวุธปืนยิงท้าทายกันกลางดึก

รัฐบาลเตือนประชาชนทำบุญอย่างมีสติ อย่าหลงกลมิจฉาชีพ

รัฐบาลเตือนประชาชนทำบุญอย่างมีสติไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ กำชับตรวจเข้มคุมราคาสินค้า คาดวันหยุดยาว-ไทยช่วยไทย ดันค่าใช้จ่ายสะพัดกว่า 4 พันล้านบาท 

มุกใหม่โจร! ส่งอีเมล์อ้างเป็นCEO-บ.คู่ค้า สั่งโอนเงิน 3 เคสสูญร้อยล้าน

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 17 - 23 พ.ค. 69

เตือน 'มิจฉาชีพ' ฉวยส่งลิงก์ ลวงลงทะเบียน 'ไทยช่วยไทยพลัส'

รัฐบาลเตือนอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพฉวยโอกาสส่งลิงก์ผ่าน SMS ให้เพิ่มเพื่อนทาง line หลอกลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)' ย้ำลงทะเบียนรับสิทธิผ่านแอปฯ 'เป๋าตัง' เท่านั้น