'วัชรินทร์' ชง อสส. ชี้ขาดคดีฟอกเงินหุ้น STARK ภาค 2 เป็นคดีนอกราชฯ

"วัชรินทร์" ชง อสส. ชี้ขาด คดีฟอกเงินหุ้น STARK ภาค 2 เป็นคดีนอกราชฯ พร้อมตั้งทีมร่วมสอบคดีสำคัญ หลังดีเอสไอส่งสำนวนอดีตผู้บริหารไซฟ่อนเงินที่ยักยอกไป บัญชีต่างประเทศ

26 สิงหาคม 2569 - สำหรับความคืบหน้าคดีหุ้น STARK ล่าสุดพนักงานสอบสวนดีเอสไอนำสำนวนหุ้น STARK สำนวนที่ 2 เป็นสำนวน ที่มีการกล่าวหา นายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีเเรก เเต่มาเป็นผู้ต้องหาที่ 1 ในคดีนี้ ร่วมกับพวก 8 รายกระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน จากที่นายศรัทธา ผู้ต้องหาได้ทำการไซฟ่อนเงินออกจากบัญชีของบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่นที่ตัวเองยักยอกมา 743 ล้านบาท มีการอนุมัติการโอนเงินเข้าบัญชีตนเอง ยังพบว่ามีการผ่องถ่ายเงิน โอนเงินไปบัฐชีบุคคลอื่นหลายรายการ เพื่อปกปิดแหล่งที่มา เเละยังพบว่ามีการโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารแห่งหนึ่งในสิงคโปร์

ดีเอสไอนำสำนวนมาส่งให้สำนักงานอัยการสอบสวนพิจารณายื่นไปยังอัยการสูงสุด มีความเห็นว่าคดังกล่าวเป็นคดีนอกราชอาณาจักรหรือไม่ เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา สำหรับชื่อผู้ต้องหาทั้ง 8 รายประกอบด้วย นายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินของ STARK ,นางสาวนาตยา ปราบเพชร ,นายภูวเดช คณานุรักษ์,นางสาวสิริวรรณ สุขภิญโย,นางสาวกุลธิดา สุวรรณวิไล ,นางสาวพรนภา วุฒิภาภรณ์ ,นายชลชาติ บุญเยี่ยมเยียน ,นางจิตรา แซ่หวัง


เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2569 ดร.วัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน เปิดเผย หลังรับสำนวนว่า คดี STARK คดีแรก อยู่ระหว่างการต่อสู้คดีในศาลอาญา ในส่วนคดีใหม่นี้ ทางดีเอสไอ ได้แยกสำนวนมาดำเนินคดีเองในความผิดฐานฟอกเงิน โดย ก.ล.ต. ไม่ได้เป็นผู้กล่าวโทษ เป็นกรณีที่ดีเอสไอกล่าวหาว่านายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ มีการนำเงินออกจากบริษัท STARK กว่า 700 ล้านบาท แล้วโอนผ่านบัญชีลูกน้องที่ร่วมกระทำผิดไปยังประเทศสิงคโปร์ ตอนเเรกดีเอสไอมองเป็นคดีในราชอาณาจักร จึงได้ทำการสอบสวนส่งให้สำนักงานอัยการคดีพิเศษ แต่ฝั่งอัยการสำนักงานคดีพิเศษพิจารณาแล้วเห็นว่า มีการโอนเงินออกไปเข้าบัญชีที่ประเทศสิงคโปร์ จึงเข้าข่าย "คดีนอกราชอาณาจักร" เเต่ทางดีเอสไอยืนยันว่าเป็นคดีที่เกิดในราชอาณาจักร สำนวนจึงถูกส่งมายังสำนักงานการสอบสวนเพื่อทำความเห็นเสนออัยการสูงสุด (อสส.) ชี้ขาดทางกฎหมาย เพราะหากตีความผิดผู้ต้องหาอาจใช้นำมาต่อสู้คดีได้

ซึ่งประเด็นนี้เป็นข้อกฎหมายสำคัญมาก เพราะหากเป็นคดีในราชอาณาจักร ดีเอสไอจะมีอำนาจสอบสวนฝ่ายเดียว และอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษจะเป็นผู้สั่งคดี แต่หากเป็น "คดีนอกราชอาณาจักร" กฎหมายบัญญัติว่าผู้มีอำนาจสั่งคดีคือ อัยการสูงสุด เท่านั้น

เบื้องต้น ทางสำนักงานการสอบสวนมีความเห็นตรงกับอัยการสำนักงานคดีพิเศษว่า คดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร เนื่องจากมีการโอนเงินไปต่างประเทศ โดยได้ทำความเห็นเสนออัยการสูงสุดพิจารณาหากอัยการสูงสุดมีคำสั่งและมอบหมายลงมา ตนพร้อมจะตั้งคณะทำงานโดยจัดทีมอัยการร่วมสอบสวน เนื่องจากคดี STARK เป็นคดีสำคัญมีความเสียหายทางเศรษฐกิจในตลาดหลักทรัพย์อีกทั้งมีผู้เสียหายจำนวนมาก และมูลค่าความเสียหายสูงมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีหุ้น STARKสำนวนเเรกที่ พนักงานอัยการคดีพิเศษ ได้ยื่นฟ้อง หรือ บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 1. นายวนรัชต์ ตั้งคารวคุณ (ทายาทตระกูลธุรกิจสีชื่อดัง) อดีตผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่กับพวกรวม 12 ราย (เเบ่งเป็นบุคคล 7 ราย บริษัทนิติบุคคล 5 ราย) ที่เกิดเหตุช่วงต้นปี 2566 หลังจากบริษัทไม่สามารถส่งงบการเงินปี 2565 ได้ตามกำหนดเวลา นำไปสู่การเข้าตรวจสอบพบ มีการสร้างยอดขายและลูกหนี้เทียมตกแต่งงบการเงินจนระดมทุนในตลาดหุ้นได้ สร้างความเสียหายแก่ผู้ถือหุ้นสามัญและผู้ถือหุ้นกู้รวมกันมากกว่า 38,000 – 40,000 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้คดีอยู่ระหว่างสืบโจทก์ของศาลอาญา ซึ่งจะมีคิวสืบถึงปลายปี ก่อนจะมากำหนดนัดในการสืบปีหน้าต่ออีกครั้ง

สำหรับกลุ่มจำเลยคดีหุ้น STARK สำนวนเเรกมีด้วยกันทั้งหมด 12 ราย(บุคคล7 รายอยู่ในเรือนจำ นิติบุคล5 ราย) ประกอบด้วย นายวนรัชต์ ตั้งคารวคุณ อดีตผู้บริหาร
,นายชนินทร์ เย็นสุดใจ อดีตประธานกรรมการ STARK,นายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ,นายกิตติศักดิ์ จิตต์ประเสริฐงาม อดีตผู้บริหาร ,นายชินวัฒน์ อัศวโภคี อดีตกรรมการ ,นางสาวยสบวร อำมฤต อดีตผู้บริหาร/เจ้าหน้าที่ ,นางสาวนาตยา ปราบเพชร อดีตพนักงานฝ่ายการเงิน

กลุ่มจำเลยที่เป็นนิติบุคคล (5 บริษัท) ประกอบด้วยบมจ. สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK) ,บริษัท เฟ้ลปส์ ดอด์จ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด,บริษัท อดิสรสงขลา จำกัด,บริษัท ไทย เคเบิ้ล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ,บริษัท เอเชีย แปซิฟิก ดริลลิ่ง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด

ถูกฟ้องฐาน5ความผิด ความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ,ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน,ร่วมกันยักยอกทรัพย์,ร่วมกันฟอกเงิน,ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

DSIหอบสำนวนส่งอัยการฟ้อง 'ชนนพัฒฐ์' นัดฟังคำสั่ง 28 ก.ย.

'ชนนพัฒฐ์' ยื่นร้องขอความเป็นธรรมอัยการ 9 ประเด็น หลังDSIนำตัวส่งฟ้อง คดีเว็บพนัน-อาชญากรรมข้ามชาติ นัดฟังคำสั่ง 28 ก.ย. เจ้าตัวมองเป็นเพียงพายุโหมที่ต้องแก้ไข ยินดีเข้ากระบวนการยุติธรรม

DSI ขยายผลคดีเว็บพนัน 'ชนนพัฒฐ์' จับสาวแอดมินคนสำคัญคาสงขลา

'ดีเอสไอ' ขยายผลทลายเครือข่ายเว็บพนัน 'ชนนพัฒฐ์' บุกรวบสาวแอดมินคนสำคัญคาเมืองสงขลา พบพฤติการณ์ตั้งทีมฟอกเงิน-ตัดเส้นทางบัญชีม้า เร่งประสานล่าตัวอีก 24 ผู้ต้องหาหนีกบดานเพื่อนบ้าน

เปิดเหตุผล 'อัยการสูงสุด' ชี้ขาดไม่ฟ้อง 'แทนไท' กับพวกรวม 6 คน คดีฟอกเงิน

สำนักงานอัยการคดีพิเศษได้มีหนังสือเเจ้งคำสั่งชี้ขาดอัยการสูงสุด สั่งไม่ฟ้อง นายแทนไท ณรงค์กูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไททัน แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ กับพวกรวม 6 ราย ในคดีความผิดฐาน สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้น

ตำรวจนำตัว 'บิ๊กโจ๊ก-ภรรยา' ส่งอัยการพิจารณาคดีร่วมกันฟอกเงิน

พ.ต.อ.ธรรมศักดิ์ สารบุญ ผกก. สน.บางรัก และคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ได้นำพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. และนางศิรินัดดา หักพาล ภรรยา พร้อมสำนวนการสอบสวนและความเห็นสมควรสั่งฟ้อง

‘ท็อดด์ แบลนช์’ อดีตทนายของทรัมป์ จะได้รับการแต่งตั้งเป็นอัยการสูงสุด

วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันสองคนได้ถอนการคัดค้านอดีตทนายความของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อวันจันทร์ หลังจากที่ท็อดด์ แบลนช์ยอมประนีประนอมในประเด็นที่เป็นข้อถกเถียง คณะกรรมการตุลาการวุฒิสภามีกำหนดลงคะแนนเสียงเกี่ยวกับแบลนช์ในวันอังคารนี้ ตามด้วยการลงคะแนนเสียงโดยวุฒิสภาทั้งหมดภายในสัปดาห์นี้

รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์เวียดนาม เอี่ยวหลอกคนไทยสูญกว่า 12 ล้านบาท พบฟอกเงินซื้อทองคำ

ตำรวจไซเบอร์ขยายผลจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์เวียดนามฟอกเงินผ่านทองคำ แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าหลอกชายสูงอายุโอนเงินกว่า 1.7 ล้าน นำไปซื้อทองหลบเลี่ยงการติดตามเส้นเงินของเจ้าหน้าที่