ชาวบ้านริมแม่น้ำโขง 8 จังหวัดส่งจดหมายถึงนายกฯหวั่นเขื่อนปากแบงกั้นแม่น้ำโขงเฉียดเขตแดนทำไทยเสียดินแดน-ทำลายแหล่งทำมาหากินของคนเล็กคนน้อย-เอื้อประโยชน์แค่กลุ่มทุนใหญ่-วอนทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้า
13 ก.ค.2567 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายทองสุข อินทะวงศ์ อดีตผู้ใหญ่บ้านห้วยลึก อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย นายนิวัตน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ และเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ได้ส่งจดหมายถึงนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อขอให้ทบทวนและยกเลิกการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบง ในโอกาสที่นายเศรษฐาและคณะจะเดินทางมาลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายโดยในวันที่ 13 กรกฎาคม โดยนายกรัฐมนตรีจะเดินทางมายังริมแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงแสน เพื่อรับฟังสถานการณ์เกี่ยวกับแม่น้ำโขงและศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาระบบชลประทานเพื่อการอุปโภคบริโภคและพบปะประชาชนใน อ.เชียงแสน
เนื้อหาในจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีและนายพีระพันธุ์ระบุว่า ในการประชุมของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ได้มีการนำเสนอความคืบหน้าของโครงการเขื่อนปากแบง (Pak Beng HPP) ซึ่งจะเป็นเขื่อนที่จะก่อสร้างกั้นแม่น้ำโขงสายหลัก ที่เมืองปากแบง แขวงอุดมไซ สปป.ลาว ห่างจากชายแดนไทย-ลาว ที่ อ.เวียงแก่น 70-92 กิโลเมตร มีกำลังการผลิตติดตั้ง 920 เมกะวัตต์ มีเป้าหมายขายไฟฟ้า 95 % ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน และจะต้องนำส่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิดแห่งประเทศไทย แล้วจึงดำเนินการเกี่ยวกับสินเชื่อจากสถาบันการเงินของไทย
ในจดหมายระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการจัดกระบวนการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงล่วงหน้าและข้อตกลง (PNPCA) ตามข้อตกลงแม่น้ำโขง มาตรา 5 ปี 2538 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2559-19 มิถุนายน 2560 ดำเนินการโดยกรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะสำนักงานเลขาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ในขณะนั้น มีการจัดเวทีให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการเขื่อนปากแบงแก่ประชาชนจำนวน 4 ครั้ง โดยประชาชนที่ได้เข้าร่วมเวทีมีคำถามและข้อกังวลจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตข้ามพรมแดนที่จะเกิดขึ้นจากเขื่อนปากแบงอย่างยิ่งในประเด็นดังนี้
1. ผลกระทบจากภาวะ “น้ำเท้อ” จากอ่างเก็บน้ำของเขื่อนปากแบงในเขตชายแดนไทยในเขต อ.เวียงแก่น, อ.เชียงของ และ อ.เชียงแสน ซึ่งมีชุมชนตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง และบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำสาขาน้ำโขง เช่น น้ำอิง น้ำงาว เป็นพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรจำนวนมาก 2. ผลกระทบสะสมจากเขื่อนจิงหง ที่ตั้งอยู่ในประเทศจีน ทางตอนบน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและประชาชนไทยที่อยู่ท้ายน้ำในเขตจ.เชียงราย มากว่า 20 ปี โดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าและไม่มีมาตรการบรรเทาผลกระทบ 3.ผลกระทบต่อการอพยพของปลาและการประมงของชุมชนริมแม่น้ำโขง 4. ผลกระทบต่อการเก็บ ไก-สาหร่ายแม่น้ำโขง ในช่วงฤดูแล้งที่เป็นสินค้าเศรษฐกิจท้องถิ่นสำคัญของคนทั้ง 3 อำเภอ ที่สร้างรายได้คนละร่วมแสนบาท 5. ผลกระทบต่อเส้นเขตแดนชายแดนไทย-ลาว ที่มีเกาะแก่งเป็นจำนวนมาก อาจจะเสียดินแดนทางอธิปไตยจากกรณีภาวะน้ำเท้อตลอดทั้งปี
จดหมายระบุด้วยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 8 ปี เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ได้ส่งความคิดเห็นต่อหน่วยงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงความไม่จำเป็นและความบกพร่องของเขื่อนปากแบงในประเด็นต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้ 1.ความไม่สมบูรณ์ของเอกสารรายงานการศึกษาผลกระทบทั้งหมดของโครการเขื่อนปากแบง มีการใช้ข้อมูลเก่า ไม่เป็นปัจจุบัน ส่งผลกระทบทำให้เกิดการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนและมาตรการที่จะป้องกัน ติดตามและบรรเทาผลกระทบข้ามพรมแดน ไม่ตรงตามข้อเท็จจริง และไม่มีมาตรฐาน
2.ประชาชนในพื้นที่ทั้ง 3 อำเภอติดแม่น้ำโขง ในจังหวัดเชียงราย ไม่เคยได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับภาวะน้ำเท้อจากการกักเก็บน้ำของเขื่อนปากแบง ว่าน้ำจะท่วมเข้ามาในพื้นที่ของชุมชนตนอย่างไร มีระดับสูงขนาดไหนและจะเสียหายอย่างไร ระยะเวลาเท่าใด ซึ่งหากเกิดผลกระทบจากน้ำเท้อดังกล่าว จะทำให้แม่น้ำโขงมีสภาพเป็นอ่างเก็บน้ำ และจะมีน้ำท่วมขังตลอดทั้งปี ประชาชนไทยที่อาศัยการไหลของน้ำในการประมง จะไม่สามารถทำมาหากินทั้งการจับปลา การเก็บไก และยังมีความเสี่ยงของน้ำท่วมในพื้นที่การเกษตรขนาดใหญ่ในที่ราบลุ่มน้ำงาว และน้ำอิง ซึ่งเป็นที่ทำกินของประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะเป็นพื้นที่ปลูกส้มโอและข้าว พืชเศรษฐกิจของชุมชนอำเภอเวียงแก่นและเชียงของ ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบและผู้พัฒนาโครงการยังไม่สามารถชี้แจงข้อมูลผลกระทบที่แท้จริง มาตราการ และกลไกที่ใช้ในกระบวนการแก้ไขปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนดังกล่าวได้
3.ความไม่จำเป็นของการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบง เนื่องจากพลังงานสำรองของไทยนั้นมีมากถึง 45% และปัจจุบันคนไทยต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในราคาแพง พลังงานจากเขื่อนนี้จึงไม่จำเป็นต่อประชาชนไทย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทั้งยังไม่สามารถที่จะเรียกได้ว่า เป็นพลังงานสะอาด เพราะต้องแลกด้วยวิถีชีวิต เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขงในเขตชายแดนไทยลาว ซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติ และระบบนิเวศของแม่น้ำโขงที่ต้องเสียสมดุลอย่างรุนแรง สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และเสียพื้นที่ดูดซับคาร์บอนที่สำคัญ
“การตรวจสอบผลกระทบข้ามพรมแดนและการละเมิดสิทธิของประชาชน โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ได้ทำหน้าที่ในการปกป้องสิทธิของประชาชน และไม่มีแนวทางที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ตามรัฐธรรมนูญ
พวกเราขอแสดงความคิดเห็นว่าตลอดการดำเนินการในการปกป้องแม่น้ำโขงและเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการปรึกษาหารือและกระบวนการตัดสินใจ ตามรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรไทย และ พรบ.ข้อมูลข่าวสาร ปี 2540 กระบวนการร้องเรียนตามกลไกของรัฐที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมและนำความคิดเห็นเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจดังกล่าวในครั้งนี้ถือว่า ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง พวกเราในฐานะประชาชนหมดความเชื่อมั่น”จดหมายของชาวบ้านลุ่มน้ำโขงระบุ
ในช่วงท้ายของจดหมายระบุด้วยว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงขอยืนยันว่าพลังงานจากเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำจากแม่น้ำโขง ไม่ใช่พลังงานสะอาด แต่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมระบบนิเวศรุนแรง แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบกลับไม่มีการนำความเสียหายนี้มาคำนวณในต้นทุน ทำให้เอกชนรายใหญ่เป็นผู้ได้ผลประโยชน์ ขณะที่ความเสี่ยงและภาระตกอยู่กับประชาชน ผู้พัฒนาโครงการซึ่งเป็นเอกชนรายใหญ่นำเสนอว่าเขื่อนแม่น้ำโขงเป็นพลังงานที่เสถียรและต้นทุนต่ำ เป็นการมองไม่เห็นผู้คนลุ่มน้ำได้รับผลกระทบ ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งโขง ขอให้ท่าน ในฐานะนายกรัฐมนตรี พิจารณาทบทวนและยกเลิกการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบง โดยขอให้คำนึงถึงประชาชนริมฝั่งแม่น้ำโขง ที่ต้องแบกรับภาระผลกระทบข้ามพรมแดนเป็นกลุ่มแรก ท่ามกลางความไม่ชัดเจนของกระบวนการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากผลกระทบข้ามพรมแดนดังกล่าวในอนาคตต่อไป รวมทั้งประชาชนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือนที่ต้องแบกภาระต้นทุนจากเขื่อนที่ไม่มีความจำเป็นใดๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เชียงรายเดินหน้าปั้น “เมืองอาหารปลอดภัย” เชื่อม 18 อำเภอ จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างสุขภาพดี–เศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน
เชียงรายเดินหน้าขับเคลื่อน “ระบบอาหารปลอดภัย เมืองเชียงราย สู่สุขสมดุล” ยกระดับระบบอาหารตั้งแต่แหล่งผลิตถึงผู้บริโภค เชื่อมเครือข่ายเกษตรกรทั้ง 18 อำเภอ
ทลายโกดังแปรรูปไม้เชียงราย! “รมว.สุชาติ” สั่งด่วนขยายผลกวาดล้างทุนข้ามชาติ สกัดจับไม้ประดู่ท่อนล็อตใหญ่ 109 ท่อน ลั่นฟันไม่เลี้ยงให้ถึงตัวการใหญ่
วันนี้ (7 กันยายน 2569) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยถึงยุทธการปราบปรามอาชญากรรมทางทรัพยากรธรรมชาติอย่างเด็ดขาดและเป็นรูปธรรม
แผ่นดินไหวเขย่าเมียนมา ขนาด 4.0 ก่อนตามมาอีก 2 รอบ
กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า เมื่อเวลา 04:20 น. ตามเวลาประเทศไทย เกิดแผ่นดินไหวประเทศเมียนมา ขนาด 4.0 ขนาด 4.0 ความลึก 10 กิโลเมตร
กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา รุกเชียงราย ยกร่างสมุดปกขาว 'ไทย–จีน' ในระเบียบโลกใหม่
กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา รุกเชียงราย ยกร่างสมุดปกขาว ‘ไทย–จีน’ ในระเบียบโลกใหม่ ปลดล็อกคอขวด R3A-ดันด่านกวนเหล่ย หนุน SME ไทยพ้น ‘ทางผ่านสินค้า’
ผู้ว่าฯ เชียงรายยกทัพของดี 4 จังหวัด บุกกรุง เปิด ‘อุตสาหกรรมแฟร์ล้านนาตะวันออก 2026’
เชียงรายนำทัพ พะเยา-แพร่-น่าน ขนสินค้าเด่นภูมิปัญญาล้านนาตะวันออกเปิดตลาดกลางกรุง ในงาน “อุตสาหกรรมแฟร์ล้านนาตะวันออก 2026” ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ดันผู้ประกอบการท้องถิ่นเชื่อมตลาดระดับประเทศ ชวน “ชม ชิม ช้อป ใช้” ถึง 16 ส.ค.นี้
น้ำโขงวิกฤต ระดับน้ำเพิ่มสูง เอ่อทะลักท่วมบ้าน ขนย้ายสัตว์เลี้ยง-กระสอบข้าว หนีจ้าละหวั่น
สถานการณ์อุทกภัยจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ และประเทศลาวตอนบน ทำให้ฝนตกหนักถึงหนักมาก เกิดน้ำไหลหลากในหลายพื้นที่ของ จ.นครพนม โดยมีรายงานว่า ต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน ซึ่งเป็นจุดลำน้ำสงครามไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง มีระดับน้ำสูงขึ้นเกิดจากน้ำโขงหนุน ไม่สามารถไหลลงได้ จึงเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ชาวบ้านได้เคลื่อนย้ายสัตว์เลี้ยง เช่น โค กระบือ และสุกรไปอยู่ที่อื่นเป็นการชั่วคราว บางบ้านต้องขนกระสอบข้าวเปลือกหนีน้ำ

