ก้าวแรก ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ฉลุย รอดู ‘ผลลัพธ์’ พยุงศก.ได้แค่ไหน

ผ่านไปแล้วสำหรับการเปิดลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ วันแรก ปรากฏว่า ประชาชนให้ความสนใจลงทะเบียนจำนวนมาก ตั้งแต่เปิดในเวลา 06.00 น. ของวันที่ 25 พฤษภาคม

แม้รัฐบาลจะเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้จนถึงวันที่ 29 พฤษภาคม แต่หลายคนเลือกที่จะชิงลงทะเบียนตั้งแต่วันแรก เพื่อไม่ให้โอกาสเป็น 1 ใน 30 ล้านคนหลุดลอยไป เหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา

ยิ่งรอบนี้ ไม่ใช่ 50/50 หรือ คนละครึ่ง เหมือนในอดีต แต่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่มเป็น 60/40 วงเงิน 4,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน ทุกคนต่างอยากได้รับสิทธิ์นั้น

และยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ค่าครองชีพสูงลิ่ว โดยเฉพาะราคาน้ำมัน การที่รัฐเข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่าย แม้จะไม่ได้เยอะมาก แต่ถือว่ามีประโยชน์   ส่วนการเปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ครั้งนี้ ได้รับการจับจ้องกันมากว่า จะมีปัญหาเหมือนกับหลายครั้งในอดีตหรือไม่ ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือ ‘ล่ม’

แต่ครั้งนี้กลับราบรื่น อาจจะมีการ ‘ค้าง’ บ้าง ในช่วงการเปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ช่วงแรกๆ เนื่องจากประชาชนแห่กันลงทะเบียนจำนวนมาก แต่ยังไม่ถึงกับล่ม

ขณะที่ขั้นตอนการลงทะเบียนไม่ซับซ้อน หากรู้ขั้นตอนใช้เวลาไม่นานก็เสร็จสิ้น ส่วนหนึ่งเพราะประชาชนส่วนใหญ่ผ่านการลงทะเบียนมาแล้วหลายครั้ง

นอกจากนี้รัฐบาลเองถอดบทเรียนความผิดพลาดในอดีตเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดเดิมๆ จนทำให้ตัวเองถูกด่า มีการเตรียมพร้อมไม่ให้ ‘ล่ม’ สามารถรองรับการแย่งลงทะเบียนในจำนวนมหาศาลได้

ขณะเดียวกัน ยังมีการเตรียมความพร้อมให้กับประชาชนที่ไม่มีมือถือ หรือมีมือถือเก่า หรือเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ สามารถเข้าไปติดต่อ สอบถาม และแก้ปัญหาได้ที่ธนาคารกรุงไทย ตั้งแต่ก่อนจะมีการเปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ในวันรุ่งขึ้น

เจ้าหน้าที่ธนาคารให้คำแนะนำ และแก้ปัญหากับประชาชนที่เดินทางไปขอความช่วยเหลือได้อย่างเป็นระบบ ระเบียบ ไม่วุ่นวายเหมือนครั้งอดีต

ภาพรวมรัฐบาลได้รับคำชมเยอะ

ดูแล้วสิทธิ์น่าจะเต็มภายใน 1-2 วันหลังเปิดลงทะเบียน เพราะแค่ช่วงบ่ายวันที่ 25 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันแรกของการลงทะเบียน มีการลงทะเบียนรับสิทธิ์ไปแล้วกว่า 20 ล้านคน อัพเดตล่าสุดเวลา 17.30 น. ของวันแรก เหลืออีกแค่ 6.4 ล้านสิทธิ์เท่านั้น

หลังจากนี้คือเฝ้าติดตามว่า เมื่อการจับจ่ายใช้สอยเริ่มขึ้นในวันที่ 1 มิถุนายน โครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ จะสามารถเข้ามาช่วยประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน

 ‘ผลลัพธ์’ ของโครงการจะเป็นอย่างไร เมื่อเปลี่ยนจาก 50/50 มาเป็น 60/40 มันจะคุ้มค่าหรือไม่ หรือจะเป็นแค่การเพิ่มวงเงินที่รัฐจะช่วย ให้ดูตื่นตาตื่นใจและมากกว่าของเก่า หรือแค่เปลี่ยนแบรนด์ในอดีตให้เป็นแบรนด์ของตัวเองเท่านั้น

ขณะเดียวกันต้องไม่มีประเด็นเรื่องของการเอื้อประโยชน์ หรือมีผู้ได้ประโยชน์จากโครงการนี้แบบดูจงใจมากกว่าที่ประชาชนจะได้

และสิ่งที่รัฐบาลต้องรับมือหลังจากนี้คือ เมื่อสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 กันยายน จะมีมาตรการอะไรเพื่อมาช่วยเหลือประชาชนอีก

เพราะโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เป็นเพียง ‘มาตรการระยะสั้น’ ที่เข้ามาช่วยประชาชนในช่วงที่ราคาน้ำมันอันมีผลกระทบมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

หากวันนั้นความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่จบ ราคาน้ำมันยังแพงอยู่ โครงการดังกล่าวก็เป็นเพียง ‘ยาระงับอาการปวด’ ชั่วคราวเท่านั้น

หากไปฟังเสียงพ่อค้าแม่ค้า หรือประชาชนทั่วไป พวกเขาดีใจที่รัฐเข้ามาช่วย แต่สิ่งที่ได้ยินมากที่สุดคือ อยากให้ดูเรื่อง ‘ราคาน้ำมัน’

รัฐอาจไม่ต้องมีโครงการแบบนี้ก็ได้ แต่ช่วยทำให้ราคาน้ำมันถูกลง โดยการปรับโครงสร้างเพื่อให้ถูกลงกว่าที่เป็นอยู่ หรือ การพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้ดีขึ้นกว่านี้

กล่าวคือ ถ้าทำให้เศรษฐกิจในประเทศดี โครงการแบบนี้ก็ไม่จำเป็น

หลายฝ่ายเองคาดหวังกับรัฐบาลชุดนี้เอาไว้มาก หลังได้ ‘มืออาชีพ’ หลายคนมาอยู่ใน ครม.ว่า จะแสดงฝีมือด้านเศรษฐกิจได้มากกว่านักการเมือง

ขณะที่โครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เป็นโครงการต่อยอดมาจากโครงการคนละครึ่ง โดยเอามาอัพเกรด ซึ่งยังไม่ใช่ของใหม่ในมุมของประชาชน

รัฐบาลต้องเตรียมคิด เตรียมแผนเอาไว้ เพราะเงินกู้มหาศาลที่นำมาใช้ ประชาชนหวังจะเห็นมากกว่านี้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จากความคับแค้น สู่การเปิดโปง อนุทิน-สีน้ำเงินพันฮั้วสว. เป้าใหญ่รอถล่มศึกซักฟอก

เริ่มโหมโรง-เรียกแขกกันแล้ว สำหรับ “ศึกซักฟอก เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ของพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชน

วิปฝ่ายค้านดีด'กธ.'เคลียร์'งูเห่า' ทดสอบคุณภาพ ตรวจสอบเชิงลึก

การที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน ได้ตัดสินใจปรับ พรรคกล้าธรรม ออกจาก องค์ประกอบวิปฝ่ายค้าน ไม่ใช่เพียงเรื่องความขัดแย้งเชิงกติกาการโหวตเท่านั้น แต่เป็นการ "ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการเมือง"

พลิกเกมคดีฮั้วสว.ล้างไพ่ดีเอสไอ ระวังดาบสองคม“หันทิ่มรัฐบาล”

มติ ครม.วันอังคารที่ 22 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา เกิดฟ้าผ่าดังเปรี้ยง เมื่อมีคำสั่งย้าย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ พ้นเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งไปลอยแพเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เทียบเท่าระดับ 11 ปลอบใจ พร้อมตีตั๋วข้ามห้วยดึง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เสียบเก้าอี้เบอร์ 1 ดีเอสไอแทนแบบไร้รอยต่อ

‘น้ำเงิน’เลี้ยงความหวัง‘กธ.’ เครื่องมือคานอำนาจ‘พท.’

‘พริษฐ์ วัชรสินธุ’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เตรียมนำเสนอรายชื่อ ‘กรรมการวิปฝ่ายค้านชุดใหม่’ ต่อผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่ออายุ'ไทยช่วยไทยพลัส 2' ลดค่าครองชีพหรือกู้เรตติ้ง?

คนไทยเฮ! อีกรอบ เมื่อรัฐบาล นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไฟเขียวต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ ออกไปอีก 2 เดือน

อธิบดีสรรพากรคนใหม่ ทวงภาษีทักษิณ1.7หมื่นล้าน ผวาซ้ำรอย"เบญจา"คุก2ปี

วิบากกรรมของ ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่หมด เพราะแม้พ้นโทษคดีป่วยทิพย์ชั้น 14 เมื่อ 11 พ.ค.2569 แต่ตอนนี้ยังมีชนักติดหลังอยู่อย่างน้อยที่เห็นก็ 2 เรื่อง