กรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 อดีต 2 กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คือ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธาน ป.ป.ช. และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.
ในคดีที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. และอดีตเลขาธิการ ป.ป.ช. รวม 12 คน มีส่วนปกปิดเอกสารการครอบครองนาฬิกาหรูของ บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ถือเป็น ‘คดีประวัติศาสตร์’
นายวีระเกาะติดเรื่องการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร ซึ่งไม่ได้อยู่ในรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน มาตั้งแต่ปี 2562 ตั้งแต่เป็นคดีใน ป.ป.ช.จนมีการตีตกข้อกล่าวหาไป
นายวีระพยายามยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. ขอให้เปิดเผยข้อมูลในคดีดังกล่าว แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง จึงหันไปใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ก่อนที่คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารจะมีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช.ต้องเปิดเผยเอกสาร แต่ ป.ป.ช.ยังไม่ได้ตอบสนองความต้องการอยู่เช่นเดิม
จากนั้นในปี 2564 นายวีระนำเรื่องไปฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อบังคับให้ ป.ป.ช.เปิดเผยเอกสาร 3 รายการสำคัญ ได้แก่ รายงานแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด, ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทุกคนที่รับผิดชอบ และรายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในส่วนที่เกี่ยวข้อง
กระทั่งในปี 2566 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุด สั่งให้ ป.ป.ช.ต้องเปิดเผยข้อมูลทั้ง 3 รายการแก่นายวีระ
‘ป.ป.ช.’ พยายามต่อสู้ถึงอำนาจของตัวเอง และขอพิจารณาคดีใหม่ แต่ศาลปกครองสูงสุดยกคำร้อง และบังคับให้ ป.ป.ช.ส่งมอบเอกสารภายในวันที่ 11 สิงหาคม 2566 แต่ ป.ป.ช.ยังพยายามต่อสู้เฉกเช่นเดิม
ที่สุดนายวีระไปยื่นต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ เอาผิด 12 ราย ก่อนที่ต่อมาจะทยอยถอนฟ้องจนเหลือ 4 ราย คือ พล.ต.อ.วัชรพล, น.ส.สุภา, นายวิทยา อาคมพิทักษ์ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และ นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ก่อนที่จะขอถอนฟ้องทั้งหมดก่อนวันที่ศาลจะตัดสิน โดยอ้างว่า บุคคลเหล่านี้ได้ทำหนังสือขอโทษนายวีระเป็นทางการแล้ว เพียงแต่ศาลให้ถอนฟ้องแค่นายวิทยาและนายณัฐจักรเท่านั้น
พล.ต.อ.วัชรพล และ น.ส.สุภา พยายามขอคัดค้านคำสั่งไม่อนุญาตให้ถอนฟ้อง แต่ไม่เป็นผล ที่สุดจึงถูกพิพากษาจำคุกคนละ 3 ปี ไม่รอลงอาญา ปัจจุบันได้ประกันตัวออกมาสู้คดีในชั้นอุทธรณ์
คดีนี้ถูกจับจ้องมาก เพราะผู้ที่ถูกพิพากษาจำคุกคือระดับอดีตประธาน ป.ป.ช. อดีตรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และอดีตกรรมการ ป.ป.ช. ที่ครั้งหนึ่งถูกยกย่องว่าเป็น ข้าราชการตงฉิน
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีความ ‘แปลก’ ในคดีเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้นายวีระยื่นถอนฟ้องจำเลยออกไปหลายคน แม้แต่วันก่อนที่ศาลจะพิพากษายังยื่นถอนฟ้องจนไม่เหลือจำเลยในคดีนี้สักคนเดียว เพียงแต่ศาลไม่ให้ถอนฟ้อง 2 ราย คือ ในราย พล.ต.อ.วัชรพล และ น.ส.สุภา
นายวีระให้สัมภาษณ์ในรายการทีวีว่า สาเหตุที่ถอนฟ้องเพราะจำเลยทั้ง 2 รายได้เขียนคำขอโทษมาถึงตัวเอง แต่มีสิ่งที่ ‘ย้อนแย้ง’ กันตรงที่นายวีระระบุว่า ที่ยอมถอนฟ้องให้เพราะรู้อยู่แล้วว่า ท้ายที่สุดศาลจะไม่ให้ถอนฟ้อง
มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า มีความพยายามล็อบบี้เพื่อจบคดีกันก่อนศาลตัดสินหรือไม่ แต่สุดท้าย ‘ศาล’ ไม่เล่นด้วย เพราะศาลเห็นว่า “ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และอาจเกิดความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ”
อย่างไรก็ดี บรรทัดฐานจากคดีนี้อาจจะนำไปสู่เรื่องอื่นๆ ได้ ก่อนหน้านี้ที่ ‘องค์กรอิสระ’ เหมือนดินแดนสนธยาที่ใครแตะต้องไม่ได้ อาจต้องปรับกระบวนทัศน์ใหม่
โดยเฉพาะหลายคดีก่อนหน้านี้ที่คลางแคลงใจประชาชน ‘จบ’ แบบคาใจ ไม่มีรายละเอียดให้ประชาชนได้ตรวจสอบ และตั้งข้อสังเกต ไม่ว่าจะเป็นคดีการถือครองหุ้นของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ไปยื่นถึง ป.ป.ช. เพื่อขอตรวจสอบเอกสารและสำนวนคดีนายศักดิ์สยาม เพื่อนำข้อมูลประกอบการยื่นศาลฎีกาตรวจสอบการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้มีมติว่าจะส่งหรือไม่ส่งให้
นอกจากนี้ยังมีการยื่นคำร้องต่อ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เพื่อส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกา ให้ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช. ที่ต้องจับตาดูว่า ‘โสภณ’ จะยื่นหรือไม่
ตลอดจนคดีที่คาใจคนในสังคมอย่าง คดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ที่แม้วันนี้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะถูกจำคุกเรียบร้อยแล้ว แต่ยังมีปริศนาอีกหลายเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้มีการเปิดเผยให้สาธารณชนรับทราบ แม้จะมีการไปยื่นเรื่องขอดูแล้วก็ตาม
การที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ตัดสินจำคุกอดีตกรรมการ ป.ป.ช. ยังเป็นการ "ส่งสัญญาณไปถึงผู้มีอำนาจ" ในปัจจุบันให้ตระหนักและระมัดระวังเรื่อง ‘การใช้อำนาจ’ รวมถึง ‘ป.ป.ช.’ องค์กรตรวจสอบการทุจริตหลักของประเทศ ที่ระยะหลังถูกมองว่า เป๋ไปเป๋มาเยอะ หากทำอะไรผิดครรลองคลองธรรม อาจมีจุดจบเช่นนี้ได้
ยิ่งปัจจุบัน ‘องค์กรอิสระ’ ถูกมองว่า โดนแทรกแซงโดยเครือข่ายผู้มีอำนาจในปัจจุบันจนแทบจะเบ็ดเสร็จ ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
แต่หากใช้อำนาจในทางมิชอบ หรือเอื้อประโยชน์พวกพ้องจนเกินไป ก็พร้อมจะมีกลไกเข้ามากระตุกเฉกเช่นครั้งนี้ได้เหมือนกัน!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ล้างกระดาน"ภูเก็ต"ใหม่ รีเซตเชื่อมั่น"ปราบอิทธิพล"
กลายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่อลหม่านในช่วงที่ผ่านมา สำหรับ ‘ภูเก็ต’ ไข่มุกแห่งอันดามัน ที่นอกจากความสวยงามแล้ว ยังเต็มไปด้วย ‘ผลประโยชน์มหาศาล’
มหากาพย์ฮั้วสว.เกมวัดใจกกต. ส่งศาลหรือฟอกขาวกลุ่มสีน้ำเงิน
คดีมหากาพย์ฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถูกจุดพลุขึ้นมาเขย่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีกระลอก เมื่อพรรคประชาชน โดย "ไอติม" นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หงายไพ่เด็ดเปิดคลิปวิดีโอหลักฐานแฉกรรมการ กกต.และเจ้าหน้าที่ระดับสูง เดินยึดโพยรายชื่อและหมายเลขคาคูหาเลือก สว.ระดับประเทศ ทว่ากลับปล่อยผ่านไฟเขียวให้โหวตต่อจนจบพิธีกรรม กลายเป็นเบ็ดล็อกคอ กกต.ชุดใหญ่ บีบให้ต้องเลือกระหว่างการทำหน้าที่ผู้คุมกฎ หรือยอมถูกตราหน้าเป็นนั่งร้านกางปีกป้องขบวนการกินรวบสภาสูงที่มีรายชื่อผู้ต้องสงสัยกว่า 229 ชีวิต
ปมที่ดิน จุดตายนักการเมือง-เศรษฐี “สหายแสง-ศุภชัย”ไม่ใช่รายสุดท้าย
จากกรณีเมื่อ 11 มิ.ย. ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีของ ศุภชัย โพธิ์สุ หรือสหายแสง อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีต
ไชยชนกลุยไฟTH-AI Passport บนข้อกังขา 'สีน้ำเงินคอนเนกชัน' แจงไม่เคลียร์เสี่ยงฉุดรัฐบาลทรุด!
เสียรังวัดทางการเมืองมากพอสมควรสำหรับ ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม-เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ลูกชายพี่ใหญ่-บิ๊กบราเธอร์ขั้วสีน้ำเงิน เนวิน ชิดชอบ ที่กำลังถูกตรวจสอบอย่างหนักกับความพยายามเดินหน้า
‘ชัชชาติ’ เมินถูกคุ้ยปมแต่งตั้ง
“กกต.” เผยเลือกผู้ว่าฯ กทม.-สก.ยังไร้เรื่องร้องเรียน “ชัชชาติ” เมินถูกยื่น ป.ป.ช.ตรวจสอบ มอบฝ่าย กม.ดูคนแอบอ้าง “ชัยวัฒน์” โอ่กระแสดีขึ้น ผู้สมัคร
ร้องป.ป.ช.ฟัน‘ชัชชาติ’ ตั้ง17บิ๊กกทม.ผิดม.157
"จิรายุ” ควง "คริส” ร้อง ป.ป.ช.ฟัน “ชัชชาติ” ผิดมาตรา 157 ปมตั้ง ผอ.-ผู้ตรวจ 17 คน

