
เสียรังวัดทางการเมืองมากพอสมควรสำหรับ ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม-เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ลูกชายพี่ใหญ่-บิ๊กบราเธอร์ขั้วสีน้ำเงิน เนวิน ชิดชอบ ที่กำลังถูกตรวจสอบอย่างหนักกับความพยายามเดินหน้า
โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport)
ซึ่งเป็นโครงการในความรับผิดชอบของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ต้องการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึง AI ระดับโปรที่ต้องเสียเงินในการใช้งาน โดยมีเป้าหมายรองรับคนไทยอย่างน้อย 5 ล้านคน ภายใต้งบประมาณในการทำโครงการร่วม 1,600 ล้านบาท จากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ที่ ไชยชนก คงหมายมั่นปั้นมือให้เป็นโครงการที่จะสร้างเครดิตให้ตัวเองว่ากระทรวงดิจิทัลฯ และรัฐบาลภูมิใจไทยทำให้คนไทยเข้าถึง AI ได้ร่วม 5 ล้านคน อันจะเป็นหนึ่งในผลงานที่นำไปต่อยอดทางการเมืองได้ ที่จะส่งผลต่อภาพลักษณ์การเมืองของรัฐบาลภูมิใจไทย ที่บางกลุ่มถึงตอนนี้ก็ยังมองว่า รัฐบาลสีน้ำเงินเป็นรัฐบาลแบบบ้านใหญ่ ได้เป็นรัฐบาลเพราะคนต่างจังหวัดเลือก สส.เขต ภูมิใจไทยกันจำนวนมาก จนชนะการเลือกตั้ง คนกลุ่มนี้จึงมักมองภูมิใจไทยว่าเป็นพรรคการเมืองที่ไม่ทันยุคสมัย
มุมมองแบบนี้ “ไชยชนก” ก็รับรู้ดี จึงต้องการผลักดันให้ TH-AI เกิดให้ได้ เพราะหากทำสำเร็จ ที่เห็นแน่ๆ คือจะเป็นการอัปเกรด-รีแบนด์ภาพจำทางการเมืองของพรรคสีน้ำเงินในสายตาชนชั้นกลาง-คนรุ่นใหม่ได้ไม่มากก็น้อย
จึงทำให้ ไชยชนก รมว.ดีอี-เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เดินหน้าเต็มที่ แม้กระแสการตรวจสอบ-การวิพากษ์วิจารณ์ว่าโครงการดังกล่าวว่ามีช่องโหว่-ช่องว่างหลายจุด โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นเรื่องล่อแหลมทางการเมือง ที่ฝ่ายค้านพยายามชี้ให้เห็นว่าบริษัทที่ได้งานในโครงการมีความเชื่อมโยง มีสายสัมพันธ์บางอย่างกับรัฐบาล-พรรคสีน้ำเงิน
ในช่วงแรกจะพบว่า ไชยชนกไม่ค่อยสนใจกระแสวิจารณ์โครงการดังกล่าวมากนัก เพราะต้องการเดินหน้าเต็มสูบเพื่อให้เป็นผลงานของตัวเองในการเป็น รมว.ดิจิทัลฯ จะได้พิสูจน์-สร้างการยอมรับ ทำให้คนเห็นได้ว่า ที่ขึ้นมาเป็น รมว.ดิจิทัลฯ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยได้ ตัวเองก็ "เป็นคนมีของ” ไม่ใช่ได้ตำแหน่งมาเพราะการเป็น
"ลูกเนวิน-นามสกุลชิดชอบ” จึงทำให้ช่วงแรกๆ ไชยชนกดูเหมือนจะประเมินกระแสหลายอย่างผิดพลาด จนหลุดคำพูดบางคำกลางที่ประชุมสภา เช่น ตอนที่ลุกขึ้นชี้แจงประเด็นดังกล่าวที่ฝ่ายค้านตั้งกระทู้สดถาม รมว.ดีอี กลางที่ประชุมสภา โดยฝ่ายค้านอภิปรายทำนองว่าโครงการดังกล่าวมีความผิดปกติหลายอย่าง แล้วไชยชนกก็ลุกขึ้นชี้แจง
“ผมเป็นเพียงผู้กำหนดนโยบายว่าตรงกับนโยบายของรัฐบาลและเป้าหมายของตัวเองหรือไม่ และพิจารณาว่าโครงการคุ้มค่ากับงบประมาณของแผ่นดินหรือไม่ เรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง หรือ TOR ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของเขา แต่หากมีข้อสงสัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงทุกอย่าง ใครจะได้รับโครงการ รับงาน ไม่ได้เป็นประเด็นและเป็นเรื่องของผมครับ" (ไชยชนก รมว.ดิจิทัลฯ 28 พ.ค.2569)
จนสุดท้าย เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า หลายจุดของโครงการ TH-AI ที่เป็น จุดบอด-หลุมดำ ก็เริ่มถูกขยายความมากขึ้น จนสังคมเริ่มพูดถึงโครงการนี้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่เป็นการพูดถึง ในเชิงลบ ที่ไม่เป็นผลดีกับ ไชยชนก-กระทรวงดีอี และรัฐบาลสีน้ำเงิน
โดยเฉพาะการที่ฝ่ายค้านตีประเด็นเรื่องเครือข่ายเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการประมูลงาน จนได้งานไปว่ามีความเชื่อมโยงทางการเมืองและธุรกิจกับเครือข่ายการเมืองพรรคสีน้ำเงิน ทำนองได้งานเพราะ
สีน้ำเงินคอนเนกชัน
โดยเฉพาะกับการนำเสนอข้อมูลในบางประเด็นที่ทำให้เกิดข้อกังขาตามมาจากสังคม
เช่น การที่ สส.พรรคประชาชนชี้ว่าโครงการดังกล่าวดำเนินการแบบเร่งรีบ ใช้เวลาแค่ 34 วัน ตั้งแต่ประกาศการประกวดราคาไปจนถึงวันที่บริษัทต่างๆ ต้องยื่นเสนอราคา
อย่างไรก็ตาม กระทรวงดิจิทัลฯ ก็ออกมาโต้แย้งโดยกางไทม์ไลน์ที่มาที่ไปอย่างละเอียด เช่น พยายามนำเสนอประเด็นว่า หากดูจากที่มีการนำเรื่องให้ที่ประชุม “คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” อนุมัติโครงการและเห็นชอบโครงการ ก็เกิดขึ้นช่วงเดือน พ.ย.2568 จากนั้นก็ผ่านอีกหลายขั้นตอน จนกระทั่งช่วง 11 มีนาคม 2569 จึงประกาศผู้ชนะการยื่นประกวดราคาและมีการลงนามสัญญากับกระทรวงดีอีช่วงเดือนเมษายน ที่ก็กินเวลาไปร่วม 6 เดือน
กระนั้นหากดูจากคำอภิปรายของ สส.ฝ่ายค้าน พรรคประชาชน คือ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ที่ถือว่าเป็นผู้เปิดประเด็นเรื่องนี้ ชี้ไปว่า 34 วันดังกล่าว นับจากตั้งแต่ประกาศการประกวดราคาไปจนถึงวันที่บริษัทต่างๆ ต้องยื่นเสนอราคา ที่เมื่อมีการตรวจสอบไทม์ไลน์ที่มาที่ไปโครงการนี้โดยละเอียด ก็ถือว่าข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำเสนอใกล้เคียงพอสมควร
และเมื่อกระแสวิจารณ์โครงการ TH-AI แรงขึ้นเรื่อยๆ พบว่าฝ่ายไชยชนก-ทีมการเมืองข้างกาย รวมถึงคนในพรรคภูมิใจไทยบางส่วน ที่เข้ามาช่วยไชยชนกในการตอบโต้เรื่องนี้ พยายามเปลี่ยนจังหวะจากที่ไชยชนก-กระทรวงดิจิทัลฯ โดนรุกไล่ ก็ปรับจังหวะเป็นตั้งรับแล้วยืนสู้
เห็นได้จากการจัดเวที TH-AI Passport Forum เมื่อ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่ง ก.ดิจิทัลฯ เปิดเวทีนี้เพื่อหวังแสดงให้เห็นว่ารับฟังความคิดเห็นทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน ให้เอาข้อมูล-เหตุผลมายันกันตลอด 3 ชั่วโมง ทว่าจากข่าวและภาพที่ปรากฏ ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ตามมาว่ามีการ "ขนคน-เซตคน” เข้ามาในงาน อย่างไรก็ตาม เวทีดังกล่าวก็จบไปแล้ว แต่สิ่งที่เห็นก็คือ ท่าทีของไชยชนก-ก.ดิจิทัลฯ แม้จะยืนกรานเดินหน้าโครงการTH-AI Passport ต่อ แต่มีการปรับจังหวะให้อ่อนลงด้วยการแสดงท่าทีพร้อมจะมีการแก้ไขหลักเกณฑ์บางข้อในทีโออาร์กับบริษัทที่ได้งานดังกล่าวให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการวัดผลว่าผู้ลงทะเบียนและได้สิทธิ์ในโครงการมีการใช้งานจริงมากน้อยแค่ไหน และใช้แล้วได้ผลอย่างไร ทำให้เกิดการพัฒนาทักษะเรื่อง AI มากขึ้นหรือไม่
พูดง่ายๆ พยายามบอกกับสังคมว่าจะเดินหน้าโครงการต่อ แต่จะนำหลักเรื่อง KPI มาวัดผลโครงการด้วย ไม่ใช่ว่าพอมีการลงทะเบียนอะไรเสร็จก็จบเลย แต่จะมีการตรวจสอบการใช้งาน-การเข้าถึงของผู้ได้สิทธิ์ว่า ได้มีการใช้ AI ตามโครงการดังกล่าวมากน้อยแค่ไหน หากใช้น้อย ไม่เกิดผลตามที่ตั้งเป้าไว้ ทาง ก.ดิจิทัลฯ จะไม่มีการเบิกจ่ายเต็มวงเงินให้กับบริษัทที่บริหารโครงการ รวมถึงจะมีการเพิ่มออปชันต่างๆ มากขึ้นในสัญญากับผู้ได้งาน เพื่อลดกระแสคัดค้านจากบางฝ่าย ภายใต้การเน้นย้ำว่า ก.ดิจิทัลฯ จะบริหารสัญญาให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ไม่ยกเลิกโครงการ
อีกทั้งจะพบว่า key massage ในการสื่อสารโครงการดังกล่าวก็เปลี่ยนแปลงไป จากที่ช่วงแรก ฝ่ายการเมืองใน ก.ดิจิทัลฯ พยายามชูว่าโครงการนี้ทำให้คนไทยเข้าถึง AI ได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเน้นชูว่าคนไทยจะได้ใช้ฟรี แต่ช่วงหลังเปลี่ยนแนวสื่อสารทางการเมืองใหม่ เป็นการเน้นชูว่าโครงการดังกล่าวจะทำให้เกิดการพัฒนาทักษะ AI กับคนไทยร่วม 5 ล้านคน เพราะแม้บางคนอาจใช้ AI อยู่แล้ว แต่เป็นการใช้ฟรีแบบธรรมดา แต่เมื่อได้สิทธิ์ในโครงการดังกล่าว จะได้ใช้ AI แบบเสียเงินที่มีความพรีเมียมมากขึ้น ที่จะทำให้คนไทยได้ Upskill-Reskill ตัวเอง
กลยุทธ์แบบนี้ ภาษานักการตลาดก็คือ การเปลี่ยนจุดขาย-สร้างจุดขายใหม่ในสินค้าตัวเดิม รวมถึง ก.ดิจิทัลฯ ก็เน้นสื่อสารเรื่องผลลัพธ์เชิงนโยบายว่าเป็นโครงการที่ควรเดินหน้าต่อ ประเทศได้ประโยชน์ เพื่อพยายามกลบกระแสวิจารณ์เรื่องกระบวนการต่างๆ ของโครงการที่ถูกเพ่งเล็งว่าไม่โปร่งใส มีสิ่งผิดปกติหลายจุดนั่นเอง
ตรงนี้จับอาการทางการเมืองได้ว่า รัฐบาล-พรรคภูมิใจไทย-บิ๊กการเมืองขั้วสีน้ำเงิน เริ่มหวั่นไหวบ้างแล้ว จึงหาทางลดโทนกระแสวิจารณ์ทางลบโครงการ TH-AI ลง โดยแม้ยืนกรานไม่ล้มโครงการ แต่ก็พยายามประนีประนอมและสื่อสารกับสังคมว่าจะปิดทุกจุดอ่อนของโครงการให้ได้เพื่อเดินหน้าต่อ
ส่วนสาเหตุที่ทำให้ขั้วอำนาจสีน้ำเงินเริ่มนั่งไม่ติด ขอประเมินว่าคงเพราะรู้ดี หากไม่รีบตัดไฟแต่ต้นลม ลงมาคุมสถานการณ์ แล้วปล่อยให้เรื่อง TH-AI ทำรัฐบาลติดลบไปเรื่อยๆ เพราะแจงข้อกังขาของสังคมไม่ได้ ผลที่ตามมาอาจรุนแรงกว่าที่คิด
เพราะเสี่ยงจะฉุดคะแนนนิยมรัฐบาลให้ดำดิ่งลงได้ หากประมาท-ประเมินสถานการณ์ผิด!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รมช.ดีอี ลุยสร้างเครือข่ายต้าน 'เฟกนิวส์' ภาคอีสาน ยกระดับสร้างภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันภัย 'สแกมเมอร์'
นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน การจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างการรับรู้ให้รู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center: AFNC) จังหวัดอุบลราชธานีจัดการตนเองขององค์กรชุมชนทั่วประเทศเพื่อความยั่งยืนจากฐานราก
รัฐบาลสั่งขรก.ไว้ทุกข์-ลดธงครึ่งเสา 15 วัน พร้อมเตรียมงานพระราชพิธีพระศพ
ครม.น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ' สั่งสถานที่ราชการลดธงครึ่งเสา 15 วัน นายกฯ นำคณะรัฐมนตรีถวายน้ำสรงพระศพ 13 มิ.ย. ไม่ห้ามจัดกิจกรรม-งานรื่นเริง ให้ ปชช.ดำเนินชีวิตปกติ
นายกฯ แถลงการณ์ถวายความอาลัย 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ' ชวนคนไทยน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ
นายกฯ แถลงการณ์ผ่านทีวีพูล ถวายความอาลัย 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ' เชิญชวนพสกนิกรชาวไทยร่วมน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้
ระวัง! มิจฉาชีพเกาะบอลโลก ลวงพนันออนไลน์ ส่งลิงก์ฉกข้อมูลส่วนตัว
รัฐบาลเตือนแฟนบอลไทย! ระวังมิจฉาชีพเกาะกระแสฟุตบอลโลก 2026 หลอกเล่นพนันออนไลน์–ขายตั๋วปลอม–ส่งลิงก์ดูบอลสดเถื่อน ย้ำ '4 ไม่' รู้ทันก่อนสูญเงิน
นายกฯ เรียกประชุม ครม.นัดพิเศษ สั่งแต่งกายไว้ทุกข์
นายกฯ เรียกประขุม ครม.นัดพิเศษ ภายหลังมีประกาศสำนักพระราชวังแถลงการณ์ 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ' สิ้นพระชนม์
'ปกรณ์' ผุดทีมรัฐ-เอกชน รื้อกฎหมายเอื้อทำธุรกิจ เร่ง 2 เดือน ชงครม.
'ปกรณ์' เผยผลหารือ กกร. เห็นพ้องตั้งทีมรัฐ-เอกชน ลุยปรับปรุงกฎหมายลำดับรองให้เอื้อการทำธุรกิจ เน้นพุ่งเป้า 7 กลุ่มรับอุตสาหกรรมใหม่ ตั้งเป้า 2 เดือน ชง ครม.

