คดีมหากาพย์ฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถูกจุดพลุขึ้นมาเขย่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีกระลอก เมื่อพรรคประชาชน โดย "ไอติม" นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หงายไพ่เด็ดเปิดคลิปวิดีโอหลักฐานแฉกรรมการ กกต.และเจ้าหน้าที่ระดับสูง เดินยึดโพยรายชื่อและหมายเลขคาคูหาเลือก สว.ระดับประเทศ ทว่ากลับปล่อยผ่านไฟเขียวให้โหวตต่อจนจบพิธีกรรม กลายเป็นเบ็ดล็อกคอ กกต.ชุดใหญ่ บีบให้ต้องเลือกระหว่างการทำหน้าที่ผู้คุมกฎ หรือยอมถูกตราหน้าเป็นนั่งร้านกางปีกป้องขบวนการกินรวบสภาสูงที่มีรายชื่อผู้ต้องสงสัยกว่า 229 ชีวิต
แต่เรื่องนี้เกิดรอยปริร้าวในชั้นไต่สวนอย่างรุนแรง หลังคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 กางเส้นทางการเงินและเครือข่ายบล็อกโหวต ชี้มูลความผิดผู้สมัคร สว.ตัวจริง 138 คน พ่วงลิ่วล้อฝั่งการเมืองและระดับรัฐมนตรีอีก 91 คน ในข้อหาร่วมกันจัดตั้งโหวตเตอร์ แต่เรื่องกลับหักมุมแทงข้างหลังพวกเดียวกันเอง เมื่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง ดัดหลังด้วยมติลับ 5 ต่อ 2 เสียง เสนอให้ยกคำร้องทั้งหมด โดยอ้างว่าหลักฐานน้ำหนักไม่พอ เผือกร้อนก้อนนี้จึงถูกโยนกลับมาให้ กกต.ชุดใหญ่ ฝั่งสื่อมวลชนรวมถึงนักวิชาการสายรัฐศาสตร์มองไปในทิศทางเดียวกันว่า คงหนีไม่พ้นบทมวยล้มต้มคนดู อาจจะสั่งเชือดลิงแค่ 20 กว่าคน เพื่อลดแรงเสียดทาน แล้วปล่อยขุนพลหลักร้อยกว่าชีวิตเสวยสุขในสภาสูงต่อตามแผนจัดตั้งเดิม
โดยนายพริษฐ์ออกมาเรียกร้องให้ กกต.ชุดใหญ่เร่งส่งสำนวนคดีไปให้กับศาลฎีกา โดยให้ 4 เหตุผลประกอบไว้ดังนี้
1.หลักฐานในคดีนี้ เช่น โพย คลิปเสียง หลักฐาน การนัดหมาย หรือเส้นทางการเงินนั้นมีความชัดเจนและหนักแน่นกว่าหลักฐานในคดีก่อนหน้าที่ กกต.เคยมีมติส่งเรื่องไปที่ศาล หาก กกต.ไม่ส่ง เรื่องไปที่ศาล กกต.จะถูกตั้งคำถามได้ว่าใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันหรือไม่กับคดีความอื่นๆ
2.คณะอนุกรรมการ คณะที่ 36 ที่มีมติยกคำร้องทั้ง 229 ราย มีปัญหาในความชอบธรรม ทั้งเหตุผลในการตั้ง ตลอดจนกระบวนการ พิจารณาและคุณสมบัติของอนุกรรมการ หาก กกต.ไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล โดยอ้างมติของคณะอนุกรรมการคณะที่ 36 จะถูกมองว่า กกต.ใช้คณะชุดที่ 36 เป็นเครื่องมือในการฟอกขาว
3.กกต.ส่วนใหญ่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจาก กรรมการ 4 ใน 7 ราย ถูกรับรองให้เข้าสู่ตำแหน่ง โดย สว.ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวน ประกอบด้วย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ นายณรงค์ รักร้อย และนายจิรุตม์ วิศาลจิตร หาก กกต.ไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล ก็จะถูกตั้งคำถามได้ว่า การเข้าสู่ตำแหน่ง กกต.นั้นต้องแลกมากับเงื่อนไขช่วยน้ำเงินด้วยหรือไม่
และ 4.กกต.ถูกตั้งคำถามถึงการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมาในการตรวจสอบคดีโกง สว. เช่น คลิปที่ปรากฏเจ้าหน้าที่ กกต.เดินเก็บโพยพร้อมเตือนผู้สมัครในวันเลือกตั้ง ดังนั้นหาก กกต.ไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล จะถูกตั้งข้อครหาว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือรู้เห็นเป็นใจกับการโกง สว.หรือไม่
ฝั่ง กกต.พากันดาหน้าเคลียร์ไฟไหม้ นำโดย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. และนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการ กกต.หงายการ์ดคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีหมายเลขแดง อท 13/2568 มาเป็นยันต์ตีความเข้าข้างตัวเองว่า กฎหมายไม่ได้เขียนข้อห้ามเรื่องพกโพยเข้าคูหา เจ้าหน้าที่จึงไม่มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ยิ่งจังหวะที่สื่อมวลชนไล่บี้ถาม นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ว่าโพยของกลางปัจจุบันยังอยู่ดี หรือถูกสั่งทำลายหลักฐานทิ้งไปแล้ว เจ้าตัวกลับทำเพียงส่งยิ้มปฏิเสธคำถาม อ้างสั้นๆ แค่ศาลวินิจฉัยจบแล้ว พฤติกรรมซุกขยะไว้ใต้พรมเช่นนี้ ยิ่งทำให้สาธารณชนปักใจเชื่อว่านี่คือขบวนการฟอกขาวอุ้มพวกพ้องหรือไม่
ในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยืนยันแม้ ทางคณะอนุกรรมการคณะที่ 36 จะมีมติเห็นควรตีตกสำนวนฮั้ว สว. แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานอั้งยี่และฟอกเงินที่ทางดีเอสไอรับผิดชอบแต่อย่างใด เพราะอยู่ภายใต้กฎหมายคนละฉบับกัน
อย่างไรก็ตาม ในเดือน ส.ค.จะครบรอบ 90 วัน ในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว มีการคาดเดาว่า กกต.กำลังหาทางลง โดยเริ่มส่งสัญญาณปรับยุทธวิธีถอยฉากเพื่อเอาตัวรอดจากวงล้อมวิกฤตศรัทธา บอร์ด กกต.อาจเลือกหักมติของชั้นอนุกรรมการชุดที่ 36 แล้วพิจารณา "ส่งไม้ต่อ" โยนสำนวนร้อนฉ่านี้ให้ศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ชะตาขั้นสุดท้าย ยุทธวิธี "ยืมมือศาล" เช่นนี้ ถือเป็นทางออกทางเดียวที่จะช่วยปลดชนวนข้อครหาเรื่องความสมยอมทางการเมือง และล้างมลทินเรื่องการอุ้มเครือข่ายสายสีน้ำเงิน เพราะในแง่การเมือง การโยนภาระไปให้ศาลยุติธรรมวินิจฉัย ไม่เพียงแต่จะช่วยลดแรงเสียดทานจากประชาชนที่กำลังเดือดดาล แต่ยังเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่จะเซฟบอร์ด กกต.ไม่ให้ต้องเผชิญหน้ากับวิบากกรรมทางกฎหมายในภายหลัง
การเลือกเดินหมากในลักษณะผ่าทางตันเช่นนี้ เท่ากับเป็นการลอกคราบ กกต.จากจำเลยสังคมกลับมาเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยใช้วิธีรวบรวมพยานหลักฐานที่มีอยู่แล้วส่งฟ้องศาลฎีกาตามช่องทาง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.เพื่อผลักภาระความรับผิดชอบทั้งหมดออกจากอก แทนการใช้อำนาจทุบโต๊ะสั่งยกคำร้องในชั้นองค์กรอิสระ ไม่ให้ฝ่ายค้านหรือภาคประชาชนสามารถกางข้อกฎหมายมาฟ้องร้องเด็ดหัวกรรมการทั้ง 7 คน ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 ได้ เกมล้างมลทินเชิงชั้นเจตนาในด่านสุดท้ายของ กกต.จึงไม่ใช่เรื่องของการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกติกาอย่างบริสุทธิ์ใจ หากแต่เป็นพิมพ์เขียวการเอาตัวรอดเพื่อรักษาหัวโขนตำแหน่งของตนเอง โดยเปลี่ยนสถานะของคดีฮั้ว สว.ให้กลายเป็นเผือกร้อนในมือของระบบศาลแทน
ส่วน กกต.เล็งที่จะฟัน สว.หรือผู้ที่เกี่ยวข้องมีหลายรายนั้น คงต้องรอบทสรุปในเดือน ส.ค.นี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ประธาน กกต. แจงคดีฮั้วสว.สอบตามกรอบกฎหมาย ไม่มีดึง ไม่อืด ไม่ล่าช้า
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต. ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมของ กกต. ถึง
ปมที่ดิน จุดตายนักการเมือง-เศรษฐี “สหายแสง-ศุภชัย”ไม่ใช่รายสุดท้าย
จากกรณีเมื่อ 11 มิ.ย. ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีของ ศุภชัย โพธิ์สุ หรือสหายแสง อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีต
'พริษฐ์' กาง 4 เหตุผลจี้ 'กกต.' ส่งคดีฮั้วสว. ให้ศาลชี้ขาด
'พริษฐ์' กาง 4 เหตุผล จี้ 'กกต.' ส่งคดีฮั้ว สว.ไปศาลชี้ขาด คาด ก.ย.ได้ข้อสรุป ชี้ หลักฐานหนักแน่นเพียงพอ-เสี่ยงเป็นเครื่องมือฟอกขาว เตือน เตือน หากไม่ส่งอาจถูกตั้งข้อครหาปฏิบัติหน้าที่แบบปิดตาข้างเดียว โยน กกต.แจงปมอนุญาตนำโพยเข้าสถานที่เลือก
‘ไอติม’ โหมโรงเตรียมลุยงบฯ 70 ยันโครงการ ‘TH-AI Passport’ เจอตรวจสอบหนักแน่
ไอติม" โหมโรง บอกฝ่ายค้านเตรียมลุยงบฯ 70 ควบ พ.ร.บ.โอนงบฯ 69 จี้ตรวจสอบ "TH-AI Passport" ชี้ TOR มีพิรุธ เผยเคยติงระบบสะสมทักษะ สมัย "ภูมิใจไทย" เป็นเจ้ากระทรวง อว. แต่ยังดันต่อ ชม "อ.เชน" รับไม้ต่อแล้วรื้อ TOR อุดรอยรั่ว ยอมรับซักฟอกรอบนี้ไม่ทัน ขอคุยพรรคร่วมฝ่ายค้านก่อน
ไชยชนกลุยไฟTH-AI Passport บนข้อกังขา 'สีน้ำเงินคอนเนกชัน' แจงไม่เคลียร์เสี่ยงฉุดรัฐบาลทรุด!
เสียรังวัดทางการเมืองมากพอสมควรสำหรับ ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม-เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ลูกชายพี่ใหญ่-บิ๊กบราเธอร์ขั้วสีน้ำเงิน เนวิน ชิดชอบ ที่กำลังถูกตรวจสอบอย่างหนักกับความพยายามเดินหน้า
เลิก‘ลดหย่อนภาษี’บัตรคนจน รัฐกัดฟันลดสเปก สยบกระแสร้อน
ในที่สุดก็ต้านทานกระแสไม่ไหว! รัฐบาลยอมถอยหลังถูกถล่มปรับหลักเกณฑ์ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือ “บัตรคนจน” ปี 2569

