
กระบวนการยุติธรรมประเทศไทย ที่ประกอบด้วย “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ”
พบว่า กันยายนปีนี้ 2569 จะมีการเปลี่ยนผ่าน “ผู้นำสูงสุด” พร้อมกันทั้งหมด
ไล่ตั้งแต่ ต้นน้ำ คือตำรวจ ที่ “บิ๊กต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.” จะเกษียณอายุราชการ 30 กันยายน
ส่วนกลางน้ำ อัยการ-สำนักงานอัยการสูงสุด ก็เช่นกัน เพราะ “อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด” จะพ้นจากตำแหน่ง
ซึ่งก่อนหน้านี้ ที่ประชุมคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ได้มีมติแต่งตั้ง โกวิท ศรีไพโรจน์ รองอัยการสูงสุด ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดคนที่ 21 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
ขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการที่ วุฒิสภามีการตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ โดยเมื่อมีการเปิดสมัยประชุมวุฒิสภา จะมีการเสนอรายงานให้ที่ประชุมโหวต เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ โกวิท เป็นอัยการสูงสุดคนใหม่
คาดการณ์ไว้ว่า ไม่น่ามีอะไรพลิก เพราะวุฒิสภา โดยเฉพาะ “สว.สีน้ำเงิน” คงไม่กล้าหักกับ ก.อ. ผนวกกับนายโกวิท พบว่า เป็นเพื่อนร่วมรุ่นวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 61 กับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ
จึงคาดว่า สว.สีน้ำเงิน คงโหวตฉลุยให้โกวิทเข้าไปเป็น อัยการสูงสุดคนใหม่ ที่จะอยู่ในตำแหน่ง 2 ปี ซึ่งจะมีความแตกต่างจากอัยการสูงสุดหลายคนก่อนหน้านี้
เพราะช่วงหลัง ส่วนใหญ่จะเป็น อสส.แค่ปีเดียว ไล่ตั้งแต่ สิงห์ชัย ทนินซ้อน - นารี ตัณฑเสถียร - อำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ - ไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ จนมาถึง อิทธิพร แก้วทิพย์ อสส.คนปัจจุบัน และหลังจากหมดยุคโกวิท ในอีกสองปีข้างหน้า หากดูบัญชีลำดับอาวุโส ของวงการอัยการ ที่จะเรียงลำดับขึ้นมาเป็นอัยการสูงสุด พบว่า ส่วนใหญ่จะเป็น อสส.แค่คนละ 1 ปีเท่านั้น
สำหรับ โกวิท ว่าที่อัยการสูงสุดคนใหม่ พบว่าเคยผ่านตำแหน่งสำคัญหลักๆ ก็มีเช่น อธิบดีอัยการสำนักงานปราบปรามการทุจริต เป็นต้น
ขณะที่ ปลายน้ำ ที่ไม่ใช่งานราชทัณฑ์-การบังคับคดี แต่เป็นศาลยุติธรรม พบว่า ปีนี้ “อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา” พ้นจากตำแหน่งประธานศาลฎีกา ซึ่ง 6 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้แต่งตั้ง นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ รองประธานศาลฎีกา ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนที่ 52 ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.
สำหรับนายวีระพงศ์ ที่ผ่านมาเคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญ อาทิ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, ผู้พิพากษาศาลฎีกา, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 และรองประธานศาลฎีกา
เท่ากับว่า “อัยการ-ศาลยุติธรรม” ได้ผู้นำคนใหม่เรียบร้อย จะเหลือก็แต่ “ตำรวจ-วงการสีกากี” ว่าสุดท้าย บิ๊กสีกากีคนไหนจะขึ้นมาเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ ที่ตามข่าวก็คือ จะรู้กันในกลางสัปดาห์นี้ พุธที่ 22 ก.ค.
เพราะวันดังกล่าว เวลา 13.00 น. จะมีการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ซึ่งมีวาระสำคัญคือ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล จะเสนอชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่ ให้ที่ประชุม ก.ตร.เห็นชอบ ตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ
โดยปีนี้ มีบิ๊กสีกากี พล.ต.อ. ที่เป็นแคนดิเดตชิง ผบ.ตร. ด้วยกัน 4 นาย ประกอบด้วย พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร, พล.ต.อ.สำราญ นวลมา และ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์
สำหรับโปร์ไฟล์ 4 แคนดิเดตดังกล่าว
-อาวุโสอันดับ 1 “บิ๊กไมค์” พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี นรต.รุ่น 43 เกษียณอายุราชการ 2571 กำกับดูแลงานกฎหมายและคดี เส้นทางการเติบโต ครองตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. 2 ปี, ผู้ช่วย ผบ.ตร. 2 ปี, ผบช. (ผู้บริหารหน่วย) 3 ปี, รอง ผบช. 1 ปี, ผบก. (ผู้บริหารหน่วย) 4 ปี, รอง ผบก. 5 ปี และ ผกก. (ผู้บริหารหน่วย 4 ปี) รวมเวลาระดับ พ.ต.อ.-พล.ต.อ. 21 ปี เคยเป็น ผบช.รร.นรต., ผู้ช่วย ผบ.ตร.ดูแลงานด้านการปราบปรามยาเสพติดและงานบริหาร
-อาวุโสอันดับ 2 "บิ๊กหวาน" พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. นรต.รุ่น 42 เกษียณอายุราชการ 2570 รับผิดชอบงานป้องกันและปราบปราม เส้นทางการเติบโต ครองตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. 2 ปี, ผู้ช่วย ผบ.ตร. 2 ปี, ผบช. (ผู้บริหารหน่วย) 1 ปี, รอง ผบช. 4 ปี, ผบก. (ผู้บริหารหน่วย) 4 ปี, รอง ผบก. 5 ปี (ตำแหน่งอาจารย์), ผกก. (ผู้บริหารหน่วย) 5 ปี (ตำแหน่งอาจารย์) รวมระยะเวลา 23 ปี
-อาวุโสอันดับ 3 “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา นรต.รุ่น 50 เกษียณปี 2576 คุมงานด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ เส้นทางเติบโต ครองตำแหน่งรอง ผบ.ตร. 1 ปี, ผู้ช่วย ผบ.ตร. 3 ปี, ผบช. (ผู้บริหารหน่วย) 1 ปี, รอง ผบช. 1 ปี, ผบก. (ผู้บริหารหน่วย) 2 ปี, รอง ผบก. 3 ปี (มีการยกเว้นหลักเกณฑ์ลดระยะเวลาดำรงตำแหน่ง) และ ผกก. (ผู้บริหารหน่วย) 4 ปี รวมระยะเวลา 15 ปี
-อาวุโสอันดับ 4 “บิ๊กแมน” พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ นรต.รุ่น 43 เกษียณอายุราชการปี 2572 มีหน้าที่งานจเรตำรวจ เส้นทางเติบโต ครองตำแหน่งรอง ผบ.ตร. 1 ปี, ผู้ช่วย ผบ.ตร. 2 ปี, ผบช. (ผู้บริหารหน่วย) 3 ปี (วตร. (สบ 8) 2 ปี), รอง ผบช. 1 ปี, ผบก. (ผู้บริหารหน่วย) 4 ปี, รอง ผบก. 5 ปี และ ผกก. (ผู้บริหารหน่วย) 4 ปี รวมเวลา 20 ปี
ประมวลกระแสหลายส่วน พบว่าแวดวงการเมืองและวงการสีกากี ดูจะมองไปในทิศทางเดียวกันว่า คู่ชิง-คู่เทียบ ชิง ผบ.ตร.ปีนี้ อยู่ที่คู่ระหว่าง “บิ๊กไมค์-บิ๊กราญ” โดย พล.ต.อ.นิรันดร มีจุดแข็งคือ อาวุโสที่สุดในสี่แคนดิเดต ผบ.ตร.ปีนี้ ส่วน พล.ต.อ.สำราญ เป็นชื่อที่ถูกจับตาและพูดถึงมาตลอดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่า มีโอกาสลุ้นเป็น ผบ.ตร. แม้จะอาวุโสลำดับที่สาม แต่ได้แรงส่ง-แรงหนุนจากฝ่ายการเมือง และมีแบ็กอัปไม่ธรรมดา ซึ่งเป็นที่รู้กันในวงการสีกากีว่าคือใคร
อย่างไรก็ตามหาก บิ๊กราญ ได้ขึ้นเป็น ผบ.ตร. ในปีนี้ เท่ากับจะเป็น ผบ.ตร.ร่วม 7 ปี เพราะเกษียณปี 2576 หากไม่เกิดเหตุให้โดนเด้ง-โดนย้าย เสียก่อน ซึ่งการที่อยู่ยาวร่วม 7 ปี ก็เป็นจุดที่ทำให้บางฝ่ายอาจไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะรีบดัน พล.ต.อ.สำราญ ขึ้นมาเป็น ผบ.ตร.รอบนี้ โดยเฉพาะพวกบิ๊กสีกากีทั้งหลาย ที่เตรียมขยับตำแหน่งสูงขึ้นในช่วงเจ็ดปีต่อจากนี้ และหวังขึ้นเป็น ผบ.ตร. เพราะเท่ากับหมดโอกาสลุ้น เว้นแต่ พล.ต.อ.สำราญ จะอยู่ไม่ถึงเจ็ดปี
ในช่วงใกล้โค้งสุดท้าย ก่อนประชุม ก.ตร. จับกระแสจากหลายทิศทาง ส่วนใหญ่ยังคงมองว่า มีแนวโน้มสูงที่นายกฯ อนุทินจะเสนอชื่อ พล.ต.อ.สำราญ เป็น ผบ.ตร. เพราะว่าไปแล้ว พล.ต.อ.สำราญ ก็มีคอนเน็กชันการเมืองค่ายสีน้ำเงิน และก็ไม่ใช่บิ๊กตำรวจที่เป็นคนแปลกหน้าสำหรับนายกฯ
เนื่องจาก พล.ต.อ.สำราญ สมัยเป็นนายตำรวจติดตาม พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีต ผบ.ตร. เจอกับนายกฯ บ่อยครั้ง เพราะอนุทินเคยเป็นลูกเขย พล.ต.อ.สนอง วัฒนวรางกูร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ที่มีห้องทำงานส่วนตัวอยู่ในตึก-ห้องเดียวกับ พล.ต.อ.สันต์ สมัยเป็นรอง ผบ.ตร. ซึ่งอยู่ที่ชั้นสองตึกสำนักงานส่งกำลังบำรุงที่กรมตำรวจ ปทุมวัน
ทำให้เวลาอนุทินไปหาอดีตพ่อตาที่กรมตำรวจ ปทุมวัน ที่ไปบ่อยครั้ง ตัวอนุทินจึงเจอกับ พล.ต.อ.สำราญ ตั้งแต่ยังเป็นตำรวจยศพันตำรวจอยู่ตลอด รวมถึงการเจอตามงานต่างๆ ทำให้มีความคุ้นเคยกันดี และช่วงหลัง งานในความรับผิดชอบของ พล.ต.อ.สำราญ เช่น การสืบสวนสอบสวนคดีนอมินีต่างชาติ เข้ามาตั้งรกรากและทำธุรกิจหลายอย่างในประเทศไทยตามจังหวัดต่างๆ เช่น ภูเก็ต ชลบุรี รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวเช่น เกาะสมุย ก็ดูจะเข้าตานายกฯ อนุทิน ทำให้มีการมองกันมาตลอดว่า บิ๊กราญ มีโอกาสเข้าวิน
อย่างไรก็ตาม ช่วงใกล้โค้งสุดท้าย ชื่อของ พล.ต.อ.ธัชชัย รอง ผบ.ตร. ที่เคยสร้างผลงานการปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จนมีชื่อเสียงโด่งดัง และปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญเรื่องอาชญากรรมไซเบอร์ ที่เป็นอาชญากรรมรูปแบบใหม่ เคยผ่านงานเป็น ผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) พบว่า ก็เป็นอีกหนึ่งชื่อที่เริ่มถูกพูดถึงว่า อาจเป็นอีกหนึ่งทางออกก็ได้ เพราะอาวุโสอันดับสอง และเหลืออายุราชการอีกปีเดียว เพราะเกษียณ 2570 แล้วปีหน้าค่อยดัน พล.ต.อ.สำราญเป็น ผบ.ตร. ก็อาจเป็นสูตรที่ลงตัว
ทว่าสูตรนี้ จะติดตรงที่ลักษณะการทำงานการเมืองของอนุทิน มัก “วางเกมยาว” ทำให้อาจมองว่า พล.ต.อ.ธัชชัย มาอยู่ปีเดียวแล้วเกษียณ การทำงานระยะยาวจะไม่ต่อเนื่อง
พบว่า ที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่มีการตั้ง ผบ.ตร. ที่อาวุโสน้อยกว่าแคนดิเดตคนอื่น แต่รัฐบาลก็ใช้วิธีการปลอบใจ ให้กับคนที่พลาดเก้าอี้ อีกทั้งเพื่อป้องกันการร้องเรียนจนเกิดปัญหาภายหลัง อันเป็นกรณีที่เกิดขึ้นหลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ ฉบับปัจจุบัน ที่ให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ
ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นสมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ที่มีการดัน พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เป็น ผบ.ตร.คนใหม่ ในช่วงเดือนกันยายน 2566 โดยที่ตอนนั้น พล.ต.อ.ต่อศักดิ์เป็นรอง ผบ.ตร. ที่มีลำดับอาวุโสลำดับที่ 4 จากรอง ผบ.ตร. ที่เป็นแคนดิเดตรวม 4 คน ในการแต่งตั้งปี 2566 โดยข้ามอาวุโสอันดับหนึ่ง พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.ในเวลานั้น ที่เหลืออายุราชการอีกเพียง 1 ปี แต่ต่อมาช่วงต้นปี 2567 รัฐบาลเศรษฐาใช้วิธีดัน พล.ต.อ.รอย ข้ามห้วยไปเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำให้ พล.ต.อ.รอย ได้เกษียณในระดับ 11 และไม่เกิดปัญหาการร้องเรียนอะไรตามมา
ส่วนการตั้ง ผบ.ตร.ในยุคอนุทิน จะเหมือนยุครัฐบาลเศรษฐาหรือไม่ คาดว่าก่อนถึงการประชุม ก.ตร.ฝ่ายการเมือง คงต้องมีการเคลียร์ทางให้เรียบร้อย ก่อนที่อนุทินจะเสนอชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่ ให้ ก.ตร.เห็นชอบ
การเปลี่ยนผ่านผู้นำองค์กรกระบวนการยุติธรรม ปีนี้ ไฮไลต์จึงอยู่ที่ การชิงเก้าอี้ ผบ.ตร.คนที่ 16.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ประเดิมศึกชิงเก้าอี้ “ผบ.ตร.คนที่16 “กรมปทุมวัน”คึก4แคนดิเดตชิงดำ
บรรยากาศ “กรมปทุมวัน” ช่วงนี้คักคักเป็นพิเศษ เข้าสู่ช่วงการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับนายพล โดยเฉพาะหัวเรือใหญ่ผู้นำองค์กรสีกากี “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ที่จะเกษียณอายุราชการ วันที่ 30 ก.ย.นี้ หลังจากที่นั่งกุมบังเหียนมาครบ 2 ปีเต็ม
หลุมดำ 'งบประมาณ-เงินกู้' ในช่วงวิกฤต พยุงความเชื่อมั่น-เลิกแบกการเมือง
การตั้ง "งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570” เป็นปัญหาที่ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลยอมรับตรงกันว่ามีความ “ตึงตัว” จากภาระรายจ่ายประจำ เม็ดเงินส่วนใหญ่ใช้ไปกับการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ
ชิงปธ.ศาลรธน.คนใหม่ หลังจบพ.ร.ก.4แสนล้าน คิวร้อนต่อไปปิดคดีบัตรเลือกตั้ง
มติของที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่วินิจฉัยว่า “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” ที่ออกโดยมติคณะรัฐมนตรี รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
ป.ป.ช.เชือดยกเข่งโกงสอบ “ล้างบ้านมท.-สถ.”ปราบทุจริต บทพิสูจน์ความกล้า“รัฐบาลอนุทิน"
การสืบสวนสอบสวน ทุจริตสอบเข้ารับราชการท้องถิ่น ที่เป็นการทลายขบวนการทุจริตสอบเข้ารับราชการครั้งใหญ่ในรอบหลายปีที่ผ่านมา จะมี 3 แท่งดำเนินการในเรื่องนี้
ปลดล็อกกุ้ง-คืบหน้าดับไฟใต้ ความหวังก่อน ‘อนุทิน’ ไปมาเลเซีย
"อนุทิน ชาญวีรกูล" นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เตรียมเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคมนี้
อนุทิน-เอกนิติ ขาไม่สั่น ศาลรธน.ชี้ขาดพ.ร.ก. 4 แสนล้าน
ก่อนถึงวันชี้ชะตา “พระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท” ว่าจะได้ไปต่อหรือสะดุดลง?

