อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลอุทธรณ์ชี้ผู้สมัคร สว.ทุกกลุ่มมีโพยทั้งสิ้น ยกฏีกา3509/2549 กระตุก กกต.ลงมติ14 ก.ย.โดยมิชอบโดนเอาผิดมาตรา 157
10 ก.ย.2569 - นายสุโรจน์ จันทรพิทักษ์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ กล่าวถึงการนัดประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในวันที่ 14 กันยายน เพื่อลงมติคดีฮั้ว สว. ว่าความเห็นส่วนตัวมองว่า กกต.ต้องยึดหลักกฎหมายและพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลักในการวินิจฉัย ซึ่งในบริบทของกฎหมายหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคำร้องคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา จะประกอบด้วย รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี 2560 หมวดที่ 12 องค์กรอิสระ ,พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 19 มาตรา 21 มาตรา 41 ถึงมาตรา 43 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 วรรค 1 และวรรค 2 ที่กกต.จะนำเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาคำร้องคดีการเลือกสว.วันที่ 14 กันยายน ประเด็นก็คือ ในบริบทของกฎหมายที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่ กกต.ต้องใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัย ถ้อยคำในตัวบทกฎหมายจะมีคำว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น ถ้าศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาให้สมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่
ตรงนี้มันจะเป็นเงื่อนแง่ทั้งหมดเลยว่า บริบททางกฎหมายเช่นนี้ กกต.ต้องใช้ดุลพินิจให้ละเอียดรอบคอบ คำว่า"มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า"คืออะไร ตรงนี้กกต.ทั้ง 7 คนต้องวางหลักให้กับประเทศ หลังพิจารณาแล้วว่า สำนวนคดีสว.ทั้งหมดที่เข้าสู่การพิจารณาของกกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกสว.ปี 2567 มีการฮั้วกันหรือไม่ จุดสำคัญคือ “ระดับของหลักฐานอันควรได้ว่า มันอยู่แค่ไหน” ตรงนี้เป็นสิ่งที่ กกต.ต้องคิดก่อนจะถึงวันลงมติ 14 กันยายนนี้
นายสุโรจน์ กล่าวต่อไปว่า ยกตัวอย่างให้เห็นภาพอย่างนี้ว่าถ้อยคำในตัวบทตรงที่ว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ถามว่าถ้าเปรียบเทียบกับคดีอาญาที่ศาลจะลงโทษจำเลย อันไหนมันจะมีน้ำหนักมากกว่า ผมมีความเห็นว่า ถ้อยคำในมาตรา 62 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.ปี 2561 คำว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผมเห็นว่าใกล้เคียงพอ ๆ กันกับ การชั่งน้ำหนักของศาลในคดีอาญาที่จะลงโทษจำเลย ผมมีมุมมองอย่างนี้ เพราะกฎหมายใช้คำว่า "อันควรเชื่อได้ว่า" กฎหมายไม่ได้ใช้คำว่า "น่าจะเชื่อได้ว่า" เห็นไหม คำว่า"น่าจะเชื่อได้ว่า"มันยังเบาไป แต่อันควรเชื่อได้ว่า หมายความว่าต้องมีหลักฐานแน่นเพียงพอที่จะฟังได้ว่ามีการฮั้วสว.เกิดขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นหน้าที่ของกกต.ทั้ง 7 คน คิดว่ากกต.ที่มาจากสายศาล เป็นอดีตตุลาการ เคยเป็นผู้พิพากษา ท่านต้องเป็นหลักให้กับประเทศในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนัก เพราะว่าทั้งชีวิตของท่านก็อยู่กับการชั่งน้ำหนักมาตลอด เมื่อมาทำหน้าที่เป็นกกต.จะต้องชี้ว่าพยานหลักฐานข้อเท็จจริงเท่านี้ในสำนวนนี้มี"หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" เพียงพอหรือยัง หรือยังไม่ได้ ตรงนี้ กกต.จะต้องวางกติกาวางกฎเกณฑ์ให้กับประเทศ
นายสุโรจน์ กล่าวถึงประเด็นเรื่องการฮั้วว่า ที่ผ่านมามีการพูดกันว่า ฮั้วสว. แต่ทีนี้เราเข้าใจหรือไม่คำว่าฮั้วคืออะไร ถ้าถามความเห็นผม คำว่าฮั้ว มันเกิดจากคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ศาลฎีกาตัดสินในการที่มีการยื่นประมูลแข่งขันประกวดราคากับหน่วยงานของรัฐ แล้วมีการกำหนดว่าอย่ายื่นประมูลสูงกว่านี้ คือฮั้วกันเพื่อให้บางคนได้ไป คำว่าฮั้วมันเกิดขึ้น จากแนวฎีกาอย่างนี้ สำหรับการเลือกสว. ผมคิดว่าอะไรคือการฮั้ว-การไม่ฮั้วการไม่ฮั้ว ในความเห็นผม คือ หนึ่ง ต้องมีอิสระ คือไม่เลือกเพราะถูกชักจูง ถูกครอบงำ หรือได้รับผลประโยชน์ และสอง มีเสรีในการใช้วิจารณญาณในการเลือกอย่างสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นในความเห็นผม ถ้าการเลือกสว.เป็นไปโดยอิสระ เป็นไปโดยเสรี อย่างที่ผมกล่าว แบบนี้เรียกว่า ฮั้วไม่ได้ เท่ากับไม่มีการฮั้ว แต่ถ้าข้อเท็จจริงมันปรากฏว่าการเลือกสว.นั้นไม่มีอิสระ เพราะถูกชักจูงถูกครอบงำ หรือได้รับผลประโยชน์ หรือว่าไม่ได้ใช้วิจารณญาณในการเลือกเลย ถ้าลักษณะแบบนี้ ผมคิดว่านี้คือการฮั้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากให้สังคมช่วยตระหนักข้อเท็จจริงว่า อะไรคือฮั้ว อะไรคือไม่ฮั้ว
ผมยกตัวอย่าง ให้ดูว่า ข้อเท็จจริงที่ผมจะกล่าวมันเป็นการฮั้วหรือไม่ ? หนึ่ง ถึงไม่มีโพยระบุชื่อคนๆหนึ่ง แต่คนเขาก็จะต้องเลือกคนๆนั้นอยู่แล้ว เห็นไหม คือไม่มีโพยให้เลือก แต่ปรากฏว่าได้รับโพยมา ก็มีคนที่เราจะเลือก แบบนี้เป็นการฮั้วหรือไม่ สอง คือมีโพยให้เลือกแต่ปรากฏว่าคนที่อยู่ในโพย มันตรงกับเราพอดี แบบนี้เป็นการฮั้วหรือไม่ สาม คือมีการรวมกลุ่มแนะนำตัวให้บุคคลอื่นเลือกคนในกลุ่ม เช่น เขาจับกลุ่มกันแล้วก็แนะนำตัวกันเป็นกลุ่ม แบบนี้ฮั้วหรือไม่ สี่ คือเลือกเพราะรู้จักกัน เคยอุปการะช่วยเหลือกัน ห้า เลือกเพราะมีคนร้องขอมา บอกให้ช่วยเลือกด้วย และหก เลือกตามที่มีการตกลงร่วมกันในการไปประชุมร่วมกันตามคำเชื้อเชิญ เช่น มีการเชิญชวนให้คนที่สมัครเป็นสว. ไปประชุมร่วมกัน แล้วก็มีการเสนอกลุ่มคนที่จะขอให้เลือก
ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ผมคิดว่า มันต้องมีอยู่ในสำนวนว่ามันมีพฤติกรรมเหล่านี้หรือไม่ และหากมีพฤติการณ์เหล่านี้ กกต.ทั้ง 7 คน จะใช้หลักกฎหมายมาปรับอย่างไร ว่าอะไรคือฮั้ว อะไรคือไม่ฮั้ว คำว่า ฮั้ว กันนั้น ศาลฎีกาได้ตัดสินวินิจฉัยครั้งแรกว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนในคำพิพากษาฎีกาที่2022/2519(ประชุมใหญ่)ซึ่งเป็นการสมยอมกันไม่ให้มีการประมูลแข่งขันราคากันอย่างแท้จริงในการประมูลงานของทางราชการ และต่อมาศาลฎีกาก็วินิจฉัยคดีตามหลักฎีกาดังกล่าว เช่น ฎีกาที่986/2521,ฏีกาที่3047-3048/2531และฎีกาที่1665/2565
"โดยความเคารพ ผมเชื่อว่าทุกกลุ่มทุกก๊วนที่รับสมัคร(เป็นสว.) ผมว่าเขามีโพยทั้งนั้น ทีนี้มันอยู่ที่ว่า กลุ่มไหนได้รับเลือกมากกว่ากัน ผมคิดว่าในสังคมไทย สิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ปัญหาเหล่านี้มันเป็นการยากในความเห็นส่วนตัวผมที่จะชี้ขาดว่าอะไรฮั้ว อะไรไม่ฮั้ว จุดแบ่งว่าลักษณะแบบนี้คือการฮั้วกัน หรือไม่ใช่การฮั้วกันคืออะไร ตรงนี้ ซึ่งผมคิดว่าสังคมน่าจะรอดูผลคำวินิจฉัยของกกต.ที่จะออกมาว่า กกต.ได้ให้เหตุผลครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ เพราะว่ามันจะมีปัญหาทันที ถ้ากกต.ใช้ดุลยพินิจที่ไม่ชอบ จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะศาลฎีกาวางแนวไว้ในปี 2549 คือฎีกาที่ 3509/2549 ศาลฎีกาวางหลักว่าถ้าการใช้ดุลพินิจนั้นมิได้อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผลแล้วก็เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ จึงเกินล้ำออกนอกขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย จะเป็นความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157
"เพราะฉะนั้น กกต. ต้องเคร่งครัดว่าถ้าพยานหลักฐาน มันบ่งชี้ได้ว่าเป็นการฮั้ว กกต.ก็ต้องสั่ง สั่งในเชิงที่ว่าส่งคำร้องไปศาลฎีกา แต่ถ้าสำนวนใด หลักฐานในสำนวนมันไม่พอฟังได้ว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ก็ยกคำร้องไป"นายสุโรจน์ระบุ
อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์กล่าวต่อไปว่า การทำหน้าที่ของกกต.มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 21 กฎหมายบัญญัติไว้เลยว่าการใช้อำนาจของกกต.ต้องเป็นประโยชน์เที่ยงธรรมกล้าหาญและปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ หากกกต.เบี่ยงเบนจากข้อกฎหมายดังกล่าวไปเมื่อใด ก็จะเป็นความผิดตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญาทันทีตามแนวฎีกาที่ศาลฎีกาได้วางหลักไว้เมื่อปี 2549