ทดสอบ“แผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ” ระบบรับมือวิกฤตที่ต้องใช้ได้จริง

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในภูมิภาคอื่น เช่น สงคราม “รัสเซีย-ยูเครน” หรือสัญญาณการโจมตีครั้งใหม่ของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านกำลังใกล้เข้ามา ทำให้ชาติต่างๆ เพิ่มความระมัดระวังเกี่ยวกับความมั่นคงระดับประเทศและผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน

หลายประเทศในยุโรปแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมสำรองเสบียงและสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพให้ได้ 3 วัน เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในช่วงที่ระบบสาธารณูปโภคหรือบริการฉุกเฉินยังเป็นอัมพาต รวมถึงกรณีเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความเสี่ยงจากการโจมตีระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบไฟฟ้า เครือข่ายการสื่อสาร หรือระบบประปา ซึ่งอาจหยุดชะงักชั่วคราว

การแจ้งเตือนประชาชนในยุโรป ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกหันมาสร้างความพร้อมให้กับประชาชนในประเทศตัวเองเพื่อรับมือกับวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้น ผ่านการกระตุ้นเตือนให้ติดตามข่าวสาร ควบคู่ไปกับเตรียมรับมือในลักษณะของการตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตระหนก

สำหรับประเทศไทยแม้จะเป็น second line of defense ของสหรัฐ ไม่มีผลกระทบเท่ากับประเทศแนวรับแรก แต่อาจโดน “หางเลข” ในเรื่องวิกฤตราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อค่าครองชีพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

และถ้าเหตุการณ์สงครามยืดเยื้อ และขยายวงออกไปด้วยปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ทุกประเทศย่อมได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงต้องมีแผนรับมือของรัฐที่พร้อมใช้ตลอดเวลา

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล  บอกว่า การแจ้งเตือนใน 17 ประเทศ ให้ประชาชนเตรียมความพร้อม เป็นเรื่องที่ต้อง ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก

ขณะที่ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า “ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นปฏิบัติการทางทหาร เราก็ติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีคนไทยอยู่ที่นั่นด้วย ส่วนคนไทยที่อยู่ในภูมิภาคนั้น ได้มีการเตรียมการจากกองทัพไทย หากกรณีที่มีความจำเป็น ก็มีการเตรียมการในเรื่องการอพยพ

ส่วนคนไทยที่อยู่ในประเทศที่มีการประกาศให้สำรองอาหาร ก็ขอให้คนไทยในประเทศเหล่านั้นติดตามการแจ้งเตือนของประเทศนั้นๆ พร้อมย้ำว่า ไทยเตรียมพร้อมรับในทุกสถานการณ์

สำหรับประเทศไทยมีแผน 5 ปี ที่เรียกว่า “แผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ” และ “แผนบริหารวิกฤตการณ์” พ.ศ.2566-2570 ซึ่งจัดทำโดยกองความมั่นคงด้านการเตรียมพร้อมและป้องกันประเทศ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

แผนฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพในการเตรียมพร้อมเผชิญและบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ โดยมุ่งเน้นภัย 5 ด้าน ได้แก่ ไซเบอร์ โรคติดต่ออุบัติใหม่ หรืออุบัติซ้ำ, การก่อการร้าย, พลังงาน และอาหาร พร้อมทั้งขับเคลื่อน 2 มิติหลัก คือ การพัฒนาศักยภาพการเตรียมพร้อมของประเทศในภาวะปกติและการบริหารวิกฤตการณ์เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนั้น สมช.ยังสื่อสารให้สังคมมองว่า ไทยกำลังเผชิญสถานการณ์ด้านใดบ้าง โดยจัดลำดับไว้ดังนี้

ภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างพื้นที่ต่างความเสี่ยง บางพื้นที่อาจเผชิญกับเขตอุทกภัย แต่ในพื้นที่ชายฝั่งอาจจะพบเหตุวาตภัย หรือหากเป็นช่วงหน้าแล้งพื้นที่ป่า รวมถึงพื้นที่ชุมชนอาจจะประสบเหตุภัยได้เช่นเดียวกัน

สถานการณ์ในพื้นที่ขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งไทยไม่ได้เผชิญสถานการณ์ความขัดแย้งเพียงเพราะตะวันออกกลางเท่านั้น หากยังมีในพื้นที่อื่นๆ ทะเลจีนใต้ รวมถึงนโยบายหรือยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจที่อาจส่งผลกระทบต่อไทย

เหตุอื่นที่ไม่คาดคิด แม้บางเหตุมีความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยต่ำแ ต่ภาครัฐจะเตรียมความพร้อมและให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนน้อยที่สุด

พร้อมย้ำความพร้อมของประเทศในการรับมือที่ไม่คาดคิด ผ่านการเตรียมความพร้อมของภาครัฐ การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยและพร้อมสื่อสารกับประชาชนเพื่อให้ไทยรับมือตรวจสอบสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเปิดแคมเปญที่ชื่อว่า “ไทยพร้อม”

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐรับทราบถึงแผนดังกล่าวเป็นอย่างดี ซึ่งมีการร่างแผนเฉพาะของแต่ละกระทรวงไว้แล้ว เมื่อพบสัญญาณว่าจะประสบภัยด้านต่างๆ จะส่งผลกระทบ ก็จะนำแผนดังกล่าวขึ้นมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ส่วนห้วงเวลาการฝึกซักซ้อม จะดำเนินการ 2 ปีต่อครั้งตามวงรอบ

และในวันพุทธที่ 5 พ.ย.นี้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ สมช.จะเรียกประชุมตัวแทนของทุกหน่วยงาน เพื่อฉายภาพสถานการณ์ความมั่นคงที่จะเกิดขึ้น และจะนำแผนที่มีอยู่นำไปซักซ้อมให้เกิดความพร้อม เมื่อเกิดเหตุจะได้นำไปใช้ปฏิบัติได้จริง

ไม่เฉพาะแต่เรื่องผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง เช่น เรื่องพลังงาน น้ำมัน สินค้านำเข้าบางประเภท แต่หมายรวมถึงภัยพิบัติด้านอื่นๆ ที่คนไทยต้องได้รับความเดือดร้อน เพราะหน่วยงานรัฐไม่ใช้แผนที่มีอยู่ให้เป็นรูปธรรม เช่น บทเรียนเรื่องน้ำท่วมที่ผ่านมา

เพราะรัฐมีสารพัดแผนและยุทธศาสตร์ ที่เขียนเป็นเอกสารเต็มไปหมด แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ได้หยิบขึ้นมาใช้งาน เพราะไม่ได้มีการซักซ้อม สอบถาม ประสานงานกันอย่างจริงจัง

 เมื่อเกิดน้ำท่วม ตึกถล่ม ไฟไหม้ ไม่มีความชัดเจนว่าใครเป็น “เจ้าภาพหลัก” กลายเป็นความวุ่นวาย สับสนของคนหน้างาน จบลงที่ทุกข์ยากของประชาชนที่ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินไว้ไม่ได้ เนื่องจากระบบแจ้งเตือนภัยไร้ประสิทธิภาพ หรือเมื่อเกิดเหตุแล้วการแก้ไขปัญหาก็ล่าช้า

จนกลายเป็นสัญญาณเตือนว่า ต่อจากนี้ “คนไทย” ก็ควรจะมีแผนเตรียมพร้อมของตัวเองอยู่เหมือนกัน ไม่ควรจะรอพึ่งการช่วยเหลือจากรัฐเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อปิดจ๊อบวิกฤตทุกครั้งก็จะจบลงที่คำว่า “ถอดบทเรียน” เท่านั้น เมื่อเกิดเหตุครั้งต่อไปปัญหาก็ซ้ำรอยเหมือนเดิม

ส่วนความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดสงครามในตะวันออกกลาง หน่วยงานรัฐถ้าไม่เร่งวางมาตรการลดผลกระทบเรื่องพลังงาน ค่าครองชีพที่พุ่งสูง ก็เชื่อว่าจะเกิดความปั่นป่วนเหมือนที่เคยเกิดขึ้น ตอกย้ำวิกฤตศรัทธาต่อภาครัฐที่รับมือปัญหาได้ไม่ดีเท่าที่ควร.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขู่หักคอคน‘ล็อกสเปก’

"อนุทิน" โต้ปมล็อกสเปกโซลาร์ประชาชน เผยยังอยู่ขั้นตอนประมูล กาหัวคนเรียกหัวคิว ขู่ “ใครทำผมก็หักคอ”