จิตวิทยาการตลาด?

 “แผนใหญ่ของพวกเรามีครบทุกอย่าง

ตรวจสอบรัฐบาล ตรวจสอบเหล่าองค์กรอิสระ ชำแหละระบอบสีน้ำเงิน ติดอยู่แค่เรื่องเดียวคือ ‘ทุน’ ทุกภารกิจต้องลงมือทำจริง และการลงมือทำจริงต้องมีแรงหนุนจากประชาชน

พรรคประชาชนขอเป็นด่านหน้า ไปสู้ ไปลงมือ แต่เราต้องใช้ทรัพยากร พลังข้อมูล และ ‘ทุนจากประชาชน’ เพื่อดันหลังให้สู้ต่อได้อย่างสมศักดิ์ศรี”

เนี่ย..เพจ “พรรคประชาชน” โพสต์พร้อมคลิป ซึ่งดู-อ่านแล้วบอกไม่ถูก จะขำหรือสังเวชดี?

เอางี้ละกัน ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ผมเคยเห็นฝ่ายค้านมาแล้วสารพัดรูปแบบ ทั้งฝ่ายค้านมืออาชีพ ฝ่ายค้านรุ่นเก๋า หรือฝ่ายค้านหน้าใหม่ไฟแรง

แต่สิ่งหนึ่งที่ถือเป็น “บรรทัดฐาน” และ “สำนึกพื้นฐาน” ร่วมกันของ สส.ทุกยุคสมัยก็คือ หน้าที่ในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐบาล..

ซึ่งถือเป็น “หน้าที่หลัก” ที่ถูกค้ำประกันด้วย “เงินเดือนและภาษี” ของประชาชนอยู่แล้ว!

ฉะนั้น..การที่พรรคประชาชนออกมาประกาศศึกว่าจะชำแหละ “ระบอบสีน้ำเงิน” แต่ตั้งโต๊ะ “ขอรับบริจาคเงินทุน” ก็อดที่จะสงสัย-ใคร่รู้ไม่ได้..

มีด้วยหรือที่ สส.ฝ่ายค้านจะลุกขึ้นมาทำงานตามหน้าที่ แต่ต้องรอให้ประชาชนโอนเงินให้ก่อนน่ะ?

เพราะหากลองสแกนดู “สิทธิประโยชน์” ของคนเป็น สส.ในสภาทุกวันนี้ นอกจากเงินเดือนเรือนแสนแล้ว ยังมีงบประมาณผู้ช่วย สส. งบทีมงาน งบผู้เชี่ยวชาญ..

รวมถึง “เอกสิทธิ์” ในการเข้าถึงข้อมูลและกลไกคณะกรรมาธิการอีกนับไม่ถ้วน ซึ่งงบประมาณทั้งหมดนี้ล้วนควักออกมาจากกระเป๋าเงินภาษีของชาวบ้านทั้งสิ้น!

นั่น..หมายความว่าประชาชนจ่าย “ค่าจ้าง” ให้พวกคุณเข้าไปทำหน้าที่ “ผู้แทน” ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่เลือกตั้ง!

การขอรับบริจาคโดยอ้างว่าเป็น “ทุน” เพื่อดันหลังให้สู้ต่อได้อย่างสมศักดิ์ศรี จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถาม..

นี่..คือการทำหน้าที่ตามอุดมการณ์ หรือเป็นเพียงแค่ “จิตวิทยาการตลาด” เพื่อเช็กยอดความนิยมและดูดเงินในกระเป๋าสาวกกันแน่?

เออ..แต่ที่แน่ๆ “ส้มว่าอะไรดี อาจารย์หนวดก็ว่าดี” ส่วนจะยินดี “ควักเงิน” ร่วมบริจาคหรือไม่ ไม่รู้ (ว่ะ)!

ครับ..พูดถึงการเปิดรับบริจาค และจากกรณี “มูลนิธิองค์กรทำดี” ของคุณบุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เกิดปัญหาจนกลายเป็นกระแสดรามา..

พร้อมกับที่ “ทนายจุ๊กกรู๊” พูดในรายการทีวีว่า ตอนนี้หน่วยงานราชการกำลังกวาดล้างอินฟลูฯ พวกรับบริจาค มูลนิธิ และเชื่อว่าไม่น่าเหลือแม้แต่มูลนิธิเดียว

ทำให้คุณเปิ้ล-นาคร ศิลาชัย เจ้าของแกง “แม่หม้อจูน” และได้เพิ่งก่อตั้ง “มูลนิธิไทยนาคา” ต้องรีบออกมาโพสต์..

“หลักการการเงินของมูลนิธิไทยนาคา เราทำเหมือนบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เลยครับ บาทเดียวก็หลุดไม่ได้ ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงครับ”

พร้อมขยายความว่า.. “ประชุมทุกเดือน..รายงานการประชุม, ทีมบัญชีตรวจสอบรายรับรายจ่ายให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์, แต่งตั้งทีมออดิตตรวจสอบ

ติดตามการยื่นรายงานการเงินกับสรรพากร, เช็กข้อกฎหมายเกี่ยวกับการขอออกใบกำกับภาษีกับกระทรวงการคลังและกรมสรรพากร

ตรวจสอบใบขอรับบริจาคที่ยื่นไปกับกระทรวงกลาโหมให้ถูกต้อง, รายงานการทำงานของทุกฝ่ายทั้งในภาคปฏิบัติ, ฝ่ายบัญชีและฝ่ายกฎหมาย.....

บันทึกการประชุม... เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจในครั้งต่อไป .....กดติดตามการทำงานและขอความช่วยเหลือได้ที่เพจมูลนิธิไทยนาคา #มูลนิธิไทยนาคา”

ก็..สบายใจ-หายหวังเหวิดกันนะจ๊ะ!.

 

สันต์ สะตอแมน

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กลัวไม่ได้เป็น ‘เจ้าสัวมือเติบ’?

เคยสังเกตกันบ้างไหม?.. ในสังคมออนไลน์ยุคนี้ จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ทำงานหนักมาก..มากกกจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะยังมีมนุษย์ที่ทุ่มเทพลังแรงกายได้ถึงเพียงนั้น!

กลยุทธ์'ชิงพื้นที่สื่อ'?

เมื่อเรื่องที่ดิน 100 ไร่ กลายเป็น “เรื่องรักร้าว”! ทัศนคติ-มุมมองของผู้ติดตามชม นอกจากจะคิดเห็นไม่ตรงกันแล้ว บางคนอาจเกิดคำถามขึ้นมาในใจ.. “ดรามาน้ำตาคลอ” หรือ “วิชาเบี่ยงเบนความสนใจ” กันแน่ (วะ)?

ข้อจำกัด-ล้านกรอบ?

“กะเพรา กระเพาะ กระเพื่อม” นี่คือ..หัวข้อบทกลอนของ “น้าหมู” คุณพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ศิลปินเพื่อชีวิตรุ่นใหญ่ ก่อนที่จะร่ายต่อว่า..

ประเทศไทยอ่อนแอ?

จะชี้แจง-อธิบายว่ากระไร? เนี่ย..วันนี้ (27 ต.ค.) แหละ จะได้ฟัง-ได้รู้ แต่ที่ทราบก่อนคือ คุณบุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ในฐานะภรรยาของสามีที่ตกเป็นข่าวว่าบุกรุกป่าสงวน 100 ไร่ในจังหวัดนครนายก..

เอาไง..ไทยพีบีเอส?

บุรุษหนึ่ง..ใช้แก้วฟาดใบหน้าหญิงสาวเพียงเพราะเธอปฏิเสธ “ชนแก้ว” ในร้านเหล้า!