
“รวมไทยสร้างชาติ” ภายใต้การนำของ ‘เสี่ยตุ๋ย’ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง มี ‘รากแก้ว’ มาจาก ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม
คำว่า ‘รวมไทยสร้างชาติ’ เป็นคำที่ ‘บิ๊กตู่’ ชื่นชอบ เช่นเดียวกับคำว่า ‘ประชารัฐ’ ที่มาของชื่อพรรค ‘พลังประชารัฐ’ แต่กาลก่อน
‘รากแก้ว’ ของทั้ง ‘รวมไทยสร้างชาติ’ และ ‘พลังประชารัฐ’ ล้วนมาจาก ‘บิ๊กตู่’ ด้วยกันทั้งสิ้น
แม้ ‘พีระพันธุ์’ จะยืนยันว่า พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ได้เป็นพรรคอะไหล่ของพรรคพลังประชารัฐ แต่มิอาจปฏิเสธได้ว่ามันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นทางเดินให้กับ ‘บิ๊กตู่’
เพราะตั้งแต่วางโครงสร้างจวบจนตั้งพรรค ‘บิ๊กตู่’ รับรู้ในทุกขั้นตอน
อยู่แค่ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ จะอยู่ในสถานะ ‘แบงก์พัน’ หรือ ‘แบงก์ย่อย’ ของ ‘บิ๊กตู่’ ในการเลือกตั้งครั้งหน้าเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ยังไม่ชัดเจน
ต่างจาก ‘พลังประชารัฐ’ ที่วัตถุประสงค์ชัดเจนว่า เป็น ‘นั่งร้าน’ ของ ‘บิ๊กตู่’ ตั้งแต่วันแรกที่ไปยื่นจดจัดตั้งกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อหลายปีก่อน
อีกความต่างคือ พรรคพลังประชารัฐเน้นการกวาดต้อนนักการเมืองไม่ว่าจะอยู่ขั้วไหนให้มากระจุกตัวกันอยู่ที่จุดเดียว ในขณะที่จุดเริ่มต้นของพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นการรวมตัวกันของนักการเมืองที่ส่วนใหญ่เคยอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะสาย กปปส.ที่คนมักเรียกกันว่า ‘ทีมลุง’
ขณะเดียวกัน ‘รวมไทยสร้างชาติ’ มีลักษณะคล้ายกับ ‘รวมพลังประชาชาติไทย’ ของ ‘สุเทพ เทือกสุบรรณ’ ต่างกันที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้มืออาชีพในพรรคประชาธิปัตย์มาเยอะกว่า และมีโอกาสจะโตได้มากกว่า
แต่จะโตเท่ากับพรรคพลังประชารัฐเมื่อปี 2562 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า ‘ลมใต้ปีก’ เพราะต้องยอมรับว่า คีย์แมนสำคัญที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐกลายเป็นพรรคขนาดใหญ่ในเวลารวดเร็วได้มาจากเพาเวอร์และบารมีของ ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค
นักการเมืองที่เดินเข้าซุ้มพลังประชารัฐในครั้งนั้น มีทั้ง ‘สมัครใจ-จำเป็น’ เดดไลน์สุดท้ายก่อนตัดสินใจส่วนใหญ่ล้วนแต่ผ่านการพูดคุยกับ ‘บิ๊กป้อม’ มาแล้วทั้งนั้น
ในขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวออกมาตลอดว่า ‘บิ๊กป้อม’ ไม่ค่อยโอเคสักเท่าไหร่ เพราะไม่ต้องการให้กระจัดกระจายกันไปอยู่ที่อื่น แต่ต้องการให้รวมกันอยู่ที่พรรคพลังประชารัฐแห่งเดียว
แม้แต่ตัว ‘พีระพันธุ์’ เอง ครั้งหนึ่ง ‘บิ๊กป้อม’ ยังต้องการมัดให้อยู่ด้วยกัน โดยดึงรุ่นน้องเซนต์คาเบรียลรายนี้ไปพรีเซนต์การปฏิรูปโครงสร้างพรรคพลังประชารัฐใหม่ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคมาแล้ว แต่สุดท้ายพิมพ์เขียวของ ‘พีระพันธุ์’ ไม่ได้รับการตอบสนอง
เมื่อแตกตัวออกมา จึงไม่รู้ว่ารุ่นพี่เซนต์คาเบรียลอย่าง ‘บิ๊กป้อม’ จะยังซัพพอร์ตอยู่หรือไม่
เพราะในบรรดาพรรคใหม่ วันนี้มีเพียง ‘พรรครวมแผ่นดิน’ ของ ‘บิ๊กน้อย’ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หัวหน้าพรรคเท่านั้นที่ ‘บิ๊กป้อม’ ออกมาพูดชัดว่าเป็นพรรคพันธมิตร
แต่ไม่ว่าอย่างไร ‘บิ๊กตู่’ จำเป็นต้องมี ‘รวมไทยสร้างชาติ’ เอาไว้เผื่อเหลือ-เผื่อขาดไว้ก่อน เพราะวันนี้ไม่มีใครรับประกันได้ว่า เมื่อถึงการเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐจะยังเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอยู่หรือไม่
ต่อให้ ‘บิ๊กป้อม’ หรือใครต่อใครในพรรคพลังประชารัฐจะยืนยันหนักแน่นว่า จะเสนอชื่อ ‘บิ๊กตู่’ เหมือนเดิม แต่อย่างที่ทราบกันภายในพรรคเองมีบางส่วนที่คิดว่า ‘บิ๊กตู่’ ไปต่อไม่ไหว โดยเฉพาะทีมหลังม่านป่ารอยต่อฯ ที่เปิดปฏิบัติการขย่ม 2 ป. ป.ประยุทธ์ และ ‘ป.ป๊อก’ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยมาหลายครา
ฉะนั้น หากถึงเวลาพรรคพลังประชารัฐตุกติกขึ้นมา ‘บิ๊กตู่’ ยังมีทางไป
ขณะเดียวกัน ในส่วนของ ‘บิ๊กตู่’ ต้องพูดว่ายังอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ เพราะยังต้องร่วมทำงานกันอีกหลายเดือน และรักษาไมตรีไม่ให้ขัดข้องหมองใจกับพี่ใหญ่
เช่นเดียวกับการที่ระบุว่า กำลังคิดเรื่องจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคอยู่ ซึ่งไม่แปลกอะไร เพราะพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคที่เสนอชื่อ ‘บิ๊กตู่’ เป็นนายกฯ ตราบใดที่พรรคยังประกาศว่าสนับสนุน ก็ไม่มีเหตุต้องตีตัวเหินห่าง
และหากถึงวันเลือกตั้ง ไม่มีการบิดพลิ้วเปลี่ยนแผน พรรคพลังประชารัฐก็ยังคงจะเป็น ‘นั่งร้านหลัก’ เฉกเช่นเดิม เพราะมีศักยภาพมากกว่าพรรคอื่นๆ ในองคาพยพ
เพียงแต่วันนี้วันที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ‘บิ๊กตู่’ จำเป็นต้องมีตัวเลือกมากกว่าหนึ่งไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย และไม่เสียหายอะไรหากจะมีมากกว่า 1 พรรคเสนอชื่อ ‘บิ๊กตู่’ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
แต่ที่น่าสนใจคือ 2 พรรคนี้ จะเป็น ‘กัลยาณมิตร’ หรือ ‘คู่แข่ง’ ในสนามเลือกตั้ง เพราะทั้งพรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคพลังประชารัฐต่างระบุว่า จะส่งผู้สมัครครบทุกเขต
หาก ‘บิ๊กป้อม’ ไม่มองพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพันธมิตร และมองว่าเป็นอุปสรรค เพราะผลเสียมันจะเกิดขึ้นกับทั้งคู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ที่ดูแล้วเป็น ‘พื้นที่เป้าหมาย’
วันนี้การมีพรรครวมไทยสร้างชาติมันอาจชัดเจนว่าเป็นพรรค ‘บิ๊กตู่’ แต่มันกำลังสร้างความไม่ชัดเจนให้กับผู้ตามที่ไม่รู้ว่า ตกลงเอาอย่างไร ต้องอยู่พรรคไหนในการเลือกตั้งครั้งหน้า.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วิปฝ่ายค้านดีด'กธ.'เคลียร์'งูเห่า' ทดสอบคุณภาพ ตรวจสอบเชิงลึก
การที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน ได้ตัดสินใจปรับ พรรคกล้าธรรม ออกจาก องค์ประกอบวิปฝ่ายค้าน ไม่ใช่เพียงเรื่องความขัดแย้งเชิงกติกาการโหวตเท่านั้น แต่เป็นการ "ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการเมือง"
พลิกเกมคดีฮั้วสว.ล้างไพ่ดีเอสไอ ระวังดาบสองคม“หันทิ่มรัฐบาล”
มติ ครม.วันอังคารที่ 22 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา เกิดฟ้าผ่าดังเปรี้ยง เมื่อมีคำสั่งย้าย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ พ้นเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งไปลอยแพเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เทียบเท่าระดับ 11 ปลอบใจ พร้อมตีตั๋วข้ามห้วยดึง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เสียบเก้าอี้เบอร์ 1 ดีเอสไอแทนแบบไร้รอยต่อ
‘น้ำเงิน’เลี้ยงความหวัง‘กธ.’ เครื่องมือคานอำนาจ‘พท.’
‘พริษฐ์ วัชรสินธุ’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เตรียมนำเสนอรายชื่อ ‘กรรมการวิปฝ่ายค้านชุดใหม่’ ต่อผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร
ต่ออายุ'ไทยช่วยไทยพลัส 2' ลดค่าครองชีพหรือกู้เรตติ้ง?
คนไทยเฮ! อีกรอบ เมื่อรัฐบาล นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไฟเขียวต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ ออกไปอีก 2 เดือน
อธิบดีสรรพากรคนใหม่ ทวงภาษีทักษิณ1.7หมื่นล้าน ผวาซ้ำรอย"เบญจา"คุก2ปี
วิบากกรรมของ ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่หมด เพราะแม้พ้นโทษคดีป่วยทิพย์ชั้น 14 เมื่อ 11 พ.ค.2569 แต่ตอนนี้ยังมีชนักติดหลังอยู่อย่างน้อยที่เห็นก็ 2 เรื่อง
สางปม'โกง-ขายชาติ'ลดเงื่อนไข บริหารสมดุลเครือข่าย'สีน้ำเงิน'
ไม่รู้ว่ามีแรงฮึดจากไหน สัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวกลางวงข้าราชการกระทรวงมหาดไทยในประเด็นร้อนที่เกี่ยวพันกับข้อกล่าวหาเรื่อง ทุจริต-โกงชาติ

