พรรคเพื่อไทย ฉีกเอ็มโอยู 312 เสียง พลิกจับมือกับพรรคขั้วรัฐบาลเดิม โดยมี พรรคสองลุง ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ และ พรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมขบวนด้วย
นำมาซึ่งความล้มละลายต่อศรัทธาของประชาชน โดยมองว่าเป็นพรรคหักหลังเพื่อน จากเดิมประกาศก่อนเลือกตั้ง ไม่มีลุง เช่นเดียวกันกับพรรคก้าวไกล แต่หลังเลือกตั้งพฤติกรรมคล้ายชื่อเพลง อยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคน เปลี่ยนเป็น อยากเก็บลุงไว้ทั้งสองคน
ไม่นับเครดิตของเจ้าของพรรคเพื่อไทยอย่าง ทักษิณ ชินวัตร ที่คำพูดไร้ความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะการเลื่อนแล้วเลื่อนเล่า หาทางกลับเมืองไทยไม่ได้เสียที ด้วยเหตุยังจัดตั้งรัฐบาลไม่สะเด็ดน้ำ
ขณะที่แคนดิเดตนายกฯ อย่าง เสี่ยนิด-เศรษฐา ทวีสิน อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ ก็ถูกคำพูดเก่าๆ นำย้อนเกล็ดฉายซ้ำผ่านทุกแพลตฟอร์มทางสื่อ จนกลายเป็น เด็กเลี้ยงแกะ
สภาพของพรรคเพื่อไทยเวลานี้จึงไร้เครดิตในทางสังคม และไม่มีอำนาจต่อรองทางการเมือง
แต่ไฉนจึงกล้าตั้งเงื่อนไขสูงมองพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลต่างๆ ดัง "ลูกไก่ในกำมือ" ให้ตีเช็คเปล่า โหวตนายกฯ ผ่านไปก่อนและค่อยมาคุยว่าใครจะนั่งเก้าอี้ไหน และไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองนั่งกระทรวงเดิม
ทั้งที่ตัวเองมีมือเพียง 141 เสียง ส่วนพรรคขั้วรัฐบาลเดิมรวมเสียงกันได้ไม่ต่ำกว่า 157 เสียง อาทิ พรรคภูมิใจไทย 71 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 40 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา จำนวน 10 เสียง รวมเสียง สว.ที่มาพร้อมกับพรรคสองลุงอีกจำนวนมาก ที่จะพาพรรคเพื่อไทยไปถึง 375 เสียง สู่เก้าอี้นายกฯ และมีโอกาสพานายใหญ่กลับบ้านในรอบ 17 ปี
เสี่ยอ้วน-ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุถึงโควตารัฐมนตรีว่า จำนวน สส. 9 คน จะได้ 1 รัฐมนตรี พร้อมล็อกสเปกว่า
"ใครเคยอยู่กระทรวงไหนมา เราอาจบอกว่า ไม่ต้องอยู่กระทรวงเดิม เพื่อแสดงความโปร่งใส ดังนั้นต้องคุยกันหลังจากนี้ แต่อย่างที่บอก ถ้าคุณไม่เลือกก็อยู่นอกสมการ ถ้าอยู่ในสมการก็จะคุย โควตาพรรคคุณจะเลือกก็ได้ แต่ขอดูตัวคน ถ้าเขายอมก็ได้"
เช่นเดียวกับ เศรษฐา แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์เสียงแข็ง เห็นด้วยกับหลักการห้ามให้พรรคการเมืองเดิมในรัฐบาลที่แล้วนั่งกระทรวงเดิม
ทั้งที่เมื่อพลิกกลับไปดูในอดีตเป็นพรรคที่มีเรื่องทุจริตมากที่สุด มีคนต้องติดคุกและหนีคดีออกไปต่างประเทศไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ก็คือพรรคการเมืองภายใต้ระบอบทักษิณนั่นเอง
เสี่ยท็อป-วราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา สะท้อนไปที่พรรคเพื่อไทยให้ตกลงเรื่องโควตารัฐมนตรีก่อนการโหวตนายกฯ หรือหากเป็นไปได้ก็อยากนั่งทำงานในกระทรวงเดิมเพื่อสานงานต่อ
นอกจากนี้ยังมีเสียงจาก พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ยื่นข้อเสนอต่อคณะผู้แทนจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ต้องแบ่งกระทรวงให้เป็นที่ยุติชัดเจนก่อนการโหวตนายกฯ และไม่มีเงื่อนไขห้ามนั่งในกระทรวงเดิม เพราะต้องการทำงานต่อเนื่องได้ทันที
โดยมีรายงานว่า พรรคภูมิใจไทยได้โควตา 4 รัฐมนตรีว่าการ 4 รัฐมนตรีช่วย นำโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่ 4 ขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทยจะมอบให้
พรรคพลังประชารัฐได้ 2 รัฐมนตรีว่าการ และ 3 รัฐมนตรีช่วย นำโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
พรรครวมไทยสร้างชาติได้ 2 รัฐมนตรีว่าการ 2 รัฐมนตรีช่วย ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และพรรคชาติไทยพัฒนา ได้อย่างน้อย 1 รัฐมนตรีว่าการ และต้องการทำงานที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
ในส่วนของพรรคพลังประชาชน และพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีความทับซ้อนในเก้าอี้กระทรวงพลังงานเช่นกัน เพราะ ลุงจากบ้านป่ารอยต่อฯ ต้องการยึดไว้เพื่อกดดันนายทุนใหญ่ หลังจบไม่สวยในการทำการเมืองในรัฐบาลที่แล้ว จึงต้องดูว่าพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร
กลับมาที่พรรคเพื่อไทยจะรับข้อเสนอเหล่านี้หรือไม่ เพราะพรรคเพื่อไทยมีเพียง 141 เสียง และถูกกดดันจากพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ที่รวมกันอย่างน้อย 157 เสียง พ่วง สว.จำนวนมาก ที่พร้อมยกระดับ หากไม่รับเงื่อนไข จะกำหนดเกมไปสู่การเปลี่ยนตัวเป็น อุ๊งอิ๊ง ขึ้นมาเป็นนายกฯ แทน ตามยุทธวิธีของ ฝ่ายอนุรักษนิยม ต้องการจับเป็นตัวประกันควบคุม คุณพ่อโทนี่ ให้อยู่ในหูในตา
สอดรับสัญญาณที่ สว.ตัวตึงอย่าง เสรี สุวรรณภานนท์ กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ตะโกนไม่ยอมรับเศรษฐา เพราะยังติดใจเรื่องคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ที่เคยประกาศแก้ไขมาตรา 112 และเรื่องการเลี่ยงภาษีหรือไม่ และยังมีกรณี ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จะมีหลักฐานใหม่อะไรออกมาแฉเพื่อชาติ จนน่วมไปก่อนหรือไม่
ฉะนั้นหากเงื่อนไขต่างๆ ยังไม่เคลียร์ก่อนวันเลือกนายกฯ ก็มีความเสี่ยงสูงว่า "เศรษฐา" อาจถูกโหวตคว่ำกลางสภาฯ ไปสู่การแคนดิเดตนายกฯ ในลำดับถัดๆ ไปของพรรคเพื่อไทย จนหมดกระดาน หรือจะยอมรับข้อเสนอพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล นำโดย “ลุงบ้านป่ารอยต่อฯ” ที่ยังมีอำนาจแฝงอยู่.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยกระดับ“ล้อมคอก”อาวุธปืน “บิ๊กต่าย”ประมืองานร้อน"ทิ้งทวน"
เพียงสัปดาห์เดียวเกิดเหตุสลดถึง 2 เคส ที่สังคมไทยต้องนำมาถอดบทเรียนอีกครั้ง ศุกร์ที่ 7 ส.ค. “เหตุกราดยิง” ภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี นักเรียนชาย ม.3 พกอาวุธปืนขนาด 9 มม.มาจากบ้าน พร้อมกระสุน 98 นัด ก่อเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด เดินลั่นไกใส่ครู-นักเรียน ไม่ต่างกับในเกมหรือภาพยนตร์
'อนุทิน' ปัดดีลการเมือง หลังควง 'เศรษฐา' ดูมวยราชดำเนิน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีไปดูมวยไทยที่เวทีราชดำเนินกับ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี จนถูกโยงว่ามีการพูดคุยทางการเมือง ว่า ไม่มี ก็เป็นการเปิดหูเปิดตา
วิ่งหัวชนกำแพง อภิสิทธิ์ชน 'พรรคส้ม'รอมหาชนทุบเอง
กลายเป็นชนวนร้อนสั่นสะเทือนไปทั้งสภาฯ และโซเชียลมีเดีย เมื่อสงครามวาทกรรม “วิ่งหัวชนกำแพง” ถูกจุดพลุขึ้นโดย “ไหม” น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แห่งค่าย พรรคส้ม ที่ออกมาเปิดใจสะท้อนสภาวะถดถอยและความกดดันของการสู้กับระบบ
เปิดลึก มหาดไทย ขยับ รีเซ็ต คุมอาวุธปืน ฝ่ายกฎหมายแทงสวน
จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ กราดยิงกลางโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ทำให้จากเดิมที่มีความเชื่อกันว่า”โรงเรียน-สถานศึกษา”คือ Safe Zone พื้นที่ปลอดภัย ต้องถูกสั่นคลอน ส่งผลให้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีการบ้านเร่งด่วนคือการทำให้สังคมเชื่อมั่นว่า โรงเรียนยังเป็นพื้นที่ปลอดภัย และอีกหนึ่งเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยับแรงๆ ทันทีก็คือ การยกระดับความเข้มงวดในการ”ควบคุมอาวุธปืน”เพราะแม้ปืนที่ก่อเหตุจะเป็นปืนในบ้านของผู้ก่อเหตุ แต่ทำให้สังคมเล็งเห็นถึงอันตราย ความไม่ปลอดภัยหากการควบคุมอาวุธปืนยังไม่มีประสิทธิภาพ
สอบท้องถิ่น-ฮั้วสว.-ผลงานไม่ออก บั่นทอนเชื่อมั่น'รัฐบาลอนุทิน'
สัปดาห์ก่อนมีกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาต้นสัปดาห์นี้มีข่าวลือพลิกขั้วรัฐบาล ส้ม-แดง-เขียว พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม จับมือกัน
'โครงสร้างเก่า-คนใหม่' บีอาร์เอ็น รัฐตรึงกำลังรักษาพื้นที่ปลอดภัย
การก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น“วัฏจักร” ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภาครัฐพยายามใช้ทุกสูตรในการแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่ความรุนแรงจะยุติลงได้อย่างสมบูรณ์

