กรมปทุมวัน ระอุ! ก่อนวันเคาะชื่อ ผบ.ตร.คนที่ 14 เพียง 2 วัน ที่กำหนดการ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะเดินทางเข้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่วงบ่ายวันที่ 27 ก.ย. เสนอชื่อว่าที่ “พิทักษ์ 1” ให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) พิจารณาคัดเลือกตาม พ.ร.บ.ตำรวจฉบับใหม่
ตำรวจศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ PCT ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษจากคอมมานโด กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) กองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) หรือ 191 พร้อมอาวุธครบมือเข้าตรวจค้นบ้านพัก บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ภายในหมู่บ้าน ซ.วิภาวดี 60 หลังสโมสรตำรวจ ช่วงเช้าวันที่ 25 ก.ย.
ขณะที่ บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังไม่ทันตั้งตัว สวมชุดนอนสีขาว เสื้อยืดคอกลม กางเกงบ็อกเซอร์ โดยยังไม่ยอมให้เข้าตรวจค้นบ้าน อ้างเป็นถึง รอง ผบ.ตร. พร้อมกับไล่ชุดทำงานให้กลับ “กลับไปเลย ผมไม่ให้ค้น กลับไป!”
กระทั่งมีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ตร.สายตรงถึง พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ให้ไปที่เกิดเหตุ ถึงสามารถตรวจค้นบ้านทั้ง 4 หลังได้ โดยชื่อเจ้าของบ้านทั้งหมดเป็นญาติของรอง ผบ.ตร.
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกตะลึงให้กับสังคม เมื่อภาพของ บิ๊กโจ๊ก ปรากฏตามสื่อขึ้นเหนือล่องใต้ กำกับควบคุมสั่งการคลี่คลายคดีที่สำคัญๆ ระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคดีเว็บพนันออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่วันนี้กลับกลายถูกตำรวจชุด PCT เข้าค้นบ้าน อ้างคนใกล้ตัวพัวพันเกี่ยวกับพนันออนไลน์
บิ๊กโจ๊ก ไม่หลบหน้า แสดงความบริสุทธิ์ นำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านทุกหลัง พร้อมยืนยันไม่เคยเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ที่เกี่ยวข้องคือการปราบปรามคดี และไม่เคยรับเงินจากเว็บพนันออนไลน์ และยังจะทำงานตามปกติ ขณะที่ ผบช.สอท.ระบุว่า ปัดไม่ทราบสถานที่ดังกล่าวเป็นบ้านพักของ รอง ผบ.ตร. โดยได้รับการประสานงานจากตำรวจ PCT ของ ตร. ขอกำลังเข้าตรวจค้นในฐานะผู้เชี่ยวชาญ
มีรายงานปฏิบัติการ บิ๊กคลีนนิ่งเดย์ กวาดล้างบ้านตัวเอง ครั้งนี้ ตำรวจ PCT ได้สืบสวนจับกุมเว็บพนันออนไลน์ เครือข่าย บอสตาล หรือ นายพงษ์ศิริ ฐาราชวงศ์ศึก อดีตประธานสโมสรฟุตบอลลำพูน วอริเออร์ ขยายผลต่อจับกุม “มินนี่” สาวเจ้าของเว็บพนันออนไลน์หลายเว็บไซต์ พบมีเงินหมุนเวียนกว่าพันล้านบาท
ซึ่งการจับกุมครั้งนั้น “มินนี่” ซัดทอดว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงอยู่เบื้องหลัง บางนายเป็นเจ้าของเว็บพนัน ชุดสืบสวนใช้เวลาแกะรอยเส้นทางการเงินพบมีคนเกี่ยวข้องขอศาลออกหมายจับ 23 คน โดย 8 คนในนั้นเป็นตำรวจตั้งแต่ระดับ พล.ต.ต.-ส.ต.อ. ล้วนแต่เป็นมือขวาของ บิ๊กโจ๊ก ทั้งหมด
ปฏิบัติการบุกค้นบ้าน บิ๊กโจ๊ก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างที่ พล.ต.ท.วรวัฒน์ ผบช.สอท.ออกมาระบุไม่ทราบว่าเป็นบ้านของ “รอง ผบ.ตร.” และอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีการแต่งตั้ง “ผบ.ตร.” คนที่ 14 ที่ บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อาวุโสอันดับ 2 และเป็น 1 ในแคนดิเดตที่จะคว้าเก้าอี้ผู้นำองค์กรสีกากีที่ขับเคี่ยวกันมากับ บิ๊กต่อ-พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 4
ทั้งนี้ การแต่งตั้ง ผบ.ตร.เริ่มคุกรุ่นมาตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์นั่งหัวโต๊ะประธาน ก.ตร.ครั้งที่ 9/2566 ที่มีการคาดหมายว่านายกฯ เตรียมเสนอชื่อ บิ๊กต่อ-พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ให้ ก.ตร.พิจารณา แต่ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อม “บิ๊กโจ๊ก” ได้คัดค้านในที่ประชุมว่า ผบ.ตร.คนต่อไปต้องยึดหลักอาวุโส ทำให้บิ๊กตู่ยกเลิกวาระการแต่งตั้ง ผบ.ตร. โดยโยนให้นายกฯ เศรษฐาเป็นคนแต่งตั้งแทน
กระทั่งเกิดเหตุยิง พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว ตำรวจทางหลวง เสียชีวิตภายในงานเลี้ยงบ้านนายประวีณ จันทร์คล้าย หรือกำนันนก ปมขวางส่วยรถบรรทุก หลังเกิดเหตุ “บิ๊กโจ๊ก” รับผิดชอบงานสืบสวนสอบสวน ได้ลงพื้นที่ควบคุมคดีด้วยตัวเอง จับตำรวจที่เกี่ยวข้องคดีฆ่า 6 นาย และเตรียมสอบสวนเอาผิดกับตำรวจ 13 นาย ตั้งแต่ระดับ “พ.ต.อ.-จ.ส.ต.” ที่อยู่ในที่เกิดเหตุฐาน 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
โดยตำรวจส่วนใหญ่เป็นตำรวจทางหลวง สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ขณะดำรงตำแหน่ง ผบก.ช. ซึ่งในคดีนี้ บิ๊กต่อ ต้องเสียลูกน้องมือดีไปถึง 2 นาย นอกจาก พ.ต.ต.ศิวกรแล้ว พ.ต.อ.ชิรา ยาวไทยสงค์ หรือ ผกก.เบิ้ม ผกก.2 บก.ทล. ซึ่งเป็น 1 ใน 13 นาย ที่ถูกเค้นสอบเอาผิดอย่างหนัก ได้อัตวินิบาตกรรมตัวเองเสียชีวิตคาบ้านพัก
แต่การสืบสวนสอบสวนต้องชะงักเมื่อ บิ๊กเด่น-พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ติดเบรกสั่งโอนคดีจากภาค 7 มาให้ตำรวจสอบสวนกลางทำคดีแทน บิ๊กก้อง-พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก.ระบุต้องสอบสวนหาข้อเท็จจริงให้ชัดเจน และต้องปรึกษาข้อกฎหมายกับอัยการเพื่อหาข้อสรุป พฤติกรรมแบบไหนถึงจะเข้าข่าย 157 “โดยไม่ใช้อารมณ์ตัดสิน”
ขณะที่แวดวงสีกากีลือกันแซด ที่ บิ๊กโจ๊ก ลงมาสอบสวนเอาผิดตำรวจทั้ง 13 นาย เพราะเป็นคนของ บิ๊กต่อ หวังเปิดแผลสกัดหนทางสู่เก้าอี้ “ผบ.ตร.” คู่แข่งโดยตรง
กระทั่งสู่ปฏิบัติการเข้าตรวจค้นบ้าน บิ๊กโจ๊ก ก่อนเคาะชื่อ “ผบ.ตร.” เพียงไม่กี่วัน ลือกันว่า เป็นการเอาคืน “บิ๊กโจ๊ก” ถึงกับควันออกหู ซัดเป็น “การเมืองภายใน ตร.” นำกำลังเข้าค้นบ้านเกินกว่าเหตุ เฉพาะขอหมายค้นก็ผิดปกติ ไม่ระบุชื่อตัวเอง เชื่อถ้าศาลรู้ว่าเป็นบ้านตนเองคงไม่ออกหมายค้น เป็นขบวนการดิสเครดิต ลั่นใครทำต้องรับผิดชอบ
จับตาดูอย่ากะพริบ เมื่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยืนยันจะสู้เพื่อความถูกต้อง ไม่ว่า “บิ๊กโจ๊ก” จะได้รับการคัดเลือกเป็น ผบ.ตร.หรือไม่ เชื่อว่าเรื่องไม่จบง่ายๆ ฉายา “แมว 9 ชีวิต” ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“โครงสร้างเก่า-คนใหม่”บีอาร์เอ็น รัฐตรึงกำลังรักษาพื้นที่ปลอดภัย
การก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหมือนเป็น “วัฏจักร” ความรุนแรงที่มีขึ้นมีลงตามเหตุปัจจัยในแต่ละช่วงเวลา
ล่มซ้ำซาก สุญญากาศกสทช. สรณไม่ถอย-อนุทินลอยตัว
เป็นไปตามคาด ไม่มีอะไรพลิก กับภาพ ประชุมล่ม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันพุธที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา
'เคสไอ้ป๋อง'บทเรียนราคาแพงยุติธรรมไทย ฆาตกรพ้นคุกแต่สังคมรับเคราะห์
คดีฝังดิน 5 ศพ ในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่มีผู้ต้องหาคนสำคัญคือ นายฑณา เกิดทอง หรือ "ไอ้ป๋อง" อายุ 43 ปี
ปัจจัย ‘ภายใน-ภายนอก’ เร้ากระแสข่าวปรับครม.
กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาเป็นระยะ ทั้งที่ รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งจะทำงานมาได้ 4 เดือนเท่านั้น ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวถือว่าน้อยมาก หากเทียบรัฐบาลในอดีต ที่อย่างเร็วที่สุดจะปรับกันทุก 6 เดือน หรือครึ่งปี
โผมท.-คลองหลอดฝุ่นตลบ สิงห์น้ำเงินผงาด แต่ไม่ยกแผง
ปกติการจัดทัพ-ทำโผแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ซี 10 ของกระทรวงมหาดไทย ทั้ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย-อธิบดี-ผู้ว่าราชการจังหวัด-ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ก็ได้รับความสนใจจากแวดวงการเมืองพอสมควร ไม่แพ้โผทหาร-โผตำรวจ ยิ่งในช่วงการเมืองพีกๆ เช่น จะมีการเลือกตั้งใหญ่ หรือการเมืองแรงๆ มีโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจการเมือง โผมหาดไทยก็จะอยู่ในความสนใจของแวดวงการเมืองตามไปด้วย
ไร้ดีลลับแดงเขียวโมนาโก ระวังน้ำเงินสวนคืนเขี่ยพท.
เสถียรภาพของรัฐบาลอนุทินในวันนี้ ไม่ได้ถูกท้าทายจากตัวเลขเสียงในสภาเพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกทดสอบผ่าน “สงครามข่าวลือ” และความพยายามสร้างภาพความแตกแยกภายในเครือข่ายอำนาจของพรรคภูมิใจไทย

