กังขาปราบหมูเถื่อน ลูบหน้าปะจมูก ‘เศรษฐา’ โฟกัสแก้หนี้ หลังดิจิทัลติดหล่ม

เพราะยังอยู่ในกระบวนการ "รอ" กระทรวงการคลังส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ที่จะนำมาใช้ในโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท ทำให้ปมร้อนเรื่องการแจกเงินดิจิทัลดูเบาๆ ลงไป จะกลับมาวูบวาบใหม่ต่อเมื่อมีการส่งเรื่องให้ "กฤษฎีกา" แล้ว และมีคำตอบกลับมา ความร้อนแรงของเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท น่าจะคุกรุ่นอีกครั้ง 

สัปดาห์ที่ผ่านมา โฟกัสของสังคมเลยหันไปที่กรณี "ขบวนการหมูเถื่อน" และการไล่ล่านายชวลิต ทองด้วง หรือ "แป้ง นาโหนด" ผู้ต้องขังหลบหนี ที่กำลังเย้ยตำรวจ เผยแพร่คลิปสั่นสะเทือนกระบวนการยุติธรรม  

โดยการปราบปรามขบวนการหมูเถื่อนเกี่ยวพันกับรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง โดยตรง เพราะเป็นหน้าที่ในการแก้ไขปัญหา ที่สำคัญเป็นนโยบายของนายเศรษฐา ที่ให้เดินหน้าจับปลาตัวใหญ่เอามาลงโทษให้ได้   

ตั้งแต่แอ็กชันก่อนเดินทางสหรัฐอเมริกาหนก่อน ที่แสดงปฏิกิริยาหงุดหงิดใส่ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่าทำไมจึงแก้ไขปัญหาเรื่องหมูเถื่อนช้า ทั้งที่สั่งการไปนานแล้ว จากนั้นไม่นาน 21 พ.ย. "เศรษฐา" สั่งการผ่าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ให้ดีเอสไอไล่ล่า "ปลาตัวใหญ่" ในคดีหมูเถื่อน รวมถึงคดีหุ้น STRAKE และหุ้น MORE โดยเดดไลน์ว่า ในกลางสัปดาห์นี้จะต้องได้ "ปลาตัวใหญ่"  

แต่ปรากฏว่ายังไม่ถึงกลางสัปดาห์ดี การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 28 พ.ย. มีมติเด้ง พ.ต.ต.สุริยา จากอธิบดีดีเอสไอ ไปนั่งเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ตามที่ พ.ต.อ.ทวี ในฐานะกำกับดูแลดีเอสไอเสนอ  

หลายฝ่ายให้น้ำหนักไปที่กรณี พ.ต.ต.สุริยา "ชนตอใหญ่" หลังพาพนักงานสอบสวนคดีหมูเถื่อนบุกตรวจค้นสำนักงานใหญ่ของห้างดังเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เป็นสาเหตุที่ทำให้กระเด็นตกเก้าอี้ 

สังคมกังขาฝ่ายบริหาร การเปลี่ยนม้ากลางศึก เด้งข้าราชการที่กำลังสอบสวนเรื่องนี้อยู่ น่าจะมีเหตุมาจากเพราะไม่กล้าชนกับ "ขาใหญ่" ที่ว่า พ.ต.ต.สุริยาทำงานไม่ทันใจ ไม่ได้ประสิทธิภาพเกี่ยวกับคดีหมูเถื่อน น่าจะเป็นแค่เศษเสี้ยวเดียวของเหตุผลในการเด้งออกไปเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด 

เพราะมีอีกกระแสข่าวออกมาสักพักว่า ผู้มีอำนาจในกระทรวงอยากจะเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอมานานแล้ว เพราะอยากจะเอาคนของตัวเองอย่าง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ รองอธิบดีดีเอสไอ ขึ้นมาแทน  

โดย พ.ต.ต.ยุทธนานั้นมีความสนิทสนมกับคนในรัฐบาลชุดนี้มาก เป็นน้องรักของ พ.ต.อ.ทวี โดยโอนย้ายจากกองปราบปรามมาดีเอสไอพร้อมๆ กันในยุคก่อตั้งดีเอสไอ    

อย่างไรก็ดี การเด้ง พ.ต.ต.สุริยา ครั้งนี้ ท่ามกลางความคลางแคลงสงสัยในหลายเรื่อง ทำให้รัฐบาลนายเศรษฐาถูกปรามาสมากขึ้นกว่าเดิม ว่าจะไม่สามารถปราบปรามขบวนการหมูเถื่อนสำเร็จ เพราะมี "ตัวละคร" สำคัญๆ หลายภาคส่วนที่รัฐบาลจะไม่กล้าปะทะด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองอักษรย่อ ‘ป.-ฉ.-ส.’ ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกมาใบ้ หรือเอกชนยักษ์ใหญ่ต่างๆ เหล่านี้ทำให้หลายคนเชื่อว่า สุดท้ายแอ็กชันที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงการลูบหน้าปะจมูกของรัฐบาลเท่านั้น  

ในเมื่อรัฐบาลมีข้อมูล มีการเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบแล้ว แต่หากลงเอยด้วย "ปลาตัวเล็ก" คำถามย่อมมีแน่ว่า แล้วที่ย้าย พ.ต.ต.สุริยา เพียงเพราะให้งานมีประสิทธิภาพ หรือเพราะมีเรื่องอื่นที่มากกว่านั้นกันแน่  

ขณะที่โฟกัสของรัฐบาลตอนนี้เหมือนเน้นไปที่ฐานเสียงตัวเองอย่าง "คนรากหญ้า" ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามตีฆ้องร้องป่าวเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งในและนอกระบบ 

โดยเมื่อวันอังคาร ภายหลังการประชุม ครม. นายเศรษฐานั่งร่วมแถลงกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จุดพลุแก้ "หนี้นอกระบบ" เป็นวาระแห่งชาติ 

นายเศรษฐาถึงขั้นใช้คำว่า "หนี้นอกระบบ" เป็น Modern World Slavery เป็นการค้าทาสในยุคใหม่ที่ได้พรากอิสรภาพ ความฝันไปจากผู้คนในยุคสมัยนี้ โดยปัญหานี้เรื้อรังและใหญ่เกินกว่าที่จะแก้ปัญหาได้โดยไม่มีภาครัฐเป็นตัวกลาง 

ส่วนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย ประชุมเดินหน้าแก้หนี้สินสวัสดิการข้าราชการตำรวจ และข้าราชการทั่วไป ขณะที่ก่อนหน้านั้น นายกิตติรัตน์เพิ่งจะประชุมร่วมกับกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กันใหม่ 

เรื่องหนี้นอกระบบ หนี้ กยศ. หนี้สวัสดิการข้าราชการตำรวจ และข้าราชการทั่วไป คนที่อยู่ในข่ายนี้ล้วนเป็นผู้มีรายได้น้อยทั้งสิ้น ซึ่งดูเหมือนรัฐบาลจะให้น้ำหนักกับคนกลุ่มก้อนนี้มากๆ  

คนกลุ่มนี้คือกลุ่มก้อนใหญ่ ที่หากแก้ไขได้สำเร็จ ย่อมมีผลต่อฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย โดยที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคะแนนเก่าของพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด เพิ่งจะโดนพรรคก้าวไกลดึงไปในการเลือกตั้งครั้งนี้ 

เป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยพยายามดึงคนกลุ่มนี้กลับมา โดยใช้เรื่องใกล้ตัวอย่างการแก้ไขหนี้สินที่คนเหล่านี้ต้องการที่สุดมาดึงดูด 

ในเมื่อเรื่องแจกเงินดิจิทัลยังลูกผีลูกคน ก็ต้องหาประเด็นที่ใกล้ตัวประชาชนอย่างหนี้สินมาแอ็กชันก่อน. 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เบื้องหลังโผครม.'อนุทิน2' จัดสมดุลอำนาจ-ฝ่าวิกฤตศก.

หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี 35 คน รายชื่อส่วนใหญ่ไม่พลิกจากโผที่สื่อคาดการณ์ไว้ แต่ ของจริง อยู่ที่เบื้องหลังการจัดวางตัวบุคคล ซึ่งสะท้อนการคุมเกมอำนาจภายในพรรคสีน้ำเงินอย่างรอบคอบ ทั้งการให้รางวัล “คนทำงาน” การกันแรงกระเพื่อม และการล็อกเสถียรภาพรัฐบาลตั้งแต่วันแรก

'รทสช.'อยู่ยากใน‘รัฐบาลหนู2’ เจอพิษน้ำมัน ซัดกันเองฉ่ำ!

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อีกหนึ่งพรรคร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” หลังจาก รทสช.พ่ายในสนามเลือกตั้ง ได้ สส.เพียง 2 คน โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ได้สละที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อให้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ทำหน้าที่แทน ควบคู่กับ นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ ส่วนพีระพันธุ์ขอลุยทำหน้าที่ขับคลื่อนพรรคเพียงหมวกเดียว

อาฟเตอร์ช็อกน้ำมันแพง จับตามาตรการช่วยเหลือ วัดกึ๋น รบ.

คำขอโทษประชาชนของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี ในงาน Meet The Press ภายใต้หัวข้อ ‘1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม’

'วิกฤตน้ำมัน'ผลพวงลากยาว หยิกเล็บเจ็บเนื้อ'ครม.หนู2'

อารมณ์คนในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน ค่าครองชีพพุ่งสูง เดือดยิ่งกว่าอุณหภูมิช่วงหน้าร้อนหลายเท่าตัว แม้กระทั่งภาพจำในช่วงรัฐบาลรักชาติยึดคืนอธิปไตยกลับคืนมลายหายไปสิ้น แปรเปลี่ยนเป็นเสียงบ่น ก่นด่าแทน

ปล่อย“ไอ้โม่ง”ลอยนวล รัฐบาล“อนุทิน”เสี่ยงพัง!

เหตุการณ์ “ลักหลับประชาชน” คืนวันที่ 25 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 26 มีนาคม กลายเป็นแรงกระแทกทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลตัดสินใจปล่อยลอยตัวดีเซล ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีถึง 6 บาทต่อลิตร สร้างภาระค่าครองชีพที่ถาโถมใส่ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้