จำกัดอำนาจ-ขนาด ‘เพื่อไทย’ ฝ่ายอนุรักษนิยมยังหวาดระแวง

ยังเหลืออีก 1 ด่านให้ต้องลุ้น แม้จะรอดจากกรณีถือหุ้นไอทีวีไปได้ สำหรับ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ กับพรรคก้าวไกล

และที่ระทึกกว่ากรณีถือหุ้นไอทีวีของนายพิธาด้วย นั่นคือ กรณีหัวหน้าพรรคก้าวไกลและพรรคก้าวไกล ใช้เรื่องการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นนโยบายหาเสียง ถือเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยในวันที่ 31 มกราคมนี้

กรณีนี้ถูกจับตามองมากกว่า เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ขัดรัฐธรรมนูญ โทษหนักถึงขั้น ‘ยุบพรรค’

ไม่เพียงนายพิธาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกรรมการบริหารพรรคอื่นๆ ที่มีพวกแกนนำ ตัวตึง มากมาย ไม่ว่าจะเป็นนายชัยธวัช ตุลาธน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล อยู่ในนั้นด้วย

อย่างไรก็ดี ก่อนวันที่ 31 มกราคม หลายฝ่ายให้น้ำหนักว่า พรรคก้าวไกลมีโอกาสรอด เมื่อดูจากสัญญาณที่นายพิธารอดพ้นจากกรณีถือครองหุ้นไอทีวี

ซึ่งในมิติทางการเมือง ยังไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องกำจัดหรือตัดตอน ‘พิธา’ และ ‘พรรคก้าวไกล’ ในเวลานี้ 

การยุบพรรคก้าวไกลตอนนี้ ไม่ได้สร้างผลบวกให้กับฝ่าย ‘อนุรักษนิยม’ มากนัก เพราะเทอมของรัฐบาลยังเหลืออีกกว่า 3 ปี พวกเขายังมีเวลาที่จะตั้งพรรคใหม่ ชูผู้นำคนใหม่ ขึ้นมาโปรโมตแบบเหลือเฟือ เหมือนกับตอนยุบพรรคอนาคตใหม่ ตัดสิทธิ์นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และกรรมการบริหารพรรค แต่ยังสามารถสร้างนายพิธาขึ้นมาแทนได้

กอปรกับการขับเคลื่อนของพรรคไม่ได้ยึดติดว่าจะต้อง ‘พิธา’ หรือใครเท่านั้นเป็นตัวชูโรง แต่สามารถปั้นตัวละครใหม่ๆ ขึ้นมาใหม่ได้เสมอด้วยความนิยมในตัวของพรรค ต่างจากพรรคอื่นๆ ที่ต้องใช้ตัวผู้นำเป็นแรงดึงดูดให้กับพรรค โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่ต้องใช้บุญเก่าของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพรรคไทยรักไทยในอดีต

นอกจากนี้ บริบททางการเมืองของพรรคก้าวไกลกับพรรคอนาคตใหม่ในอดีตมีความแตกต่างกัน วันที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ ขณะนั้นเป็นช่วงที่เสียงของรัฐบาลกับฝ่ายค้านมีระยะห่างที่กระชั้นชิดมาก การยุบพรรคอนาคตใหม่ทำให้กระดานทางการเมืองเปลี่ยน เสียงระหว่าง 2 ฝ่ายห่างกันมากขึ้น รัฐบาลทำงานได้ง่ายขึ้น

แต่วันนี้เสียงของรัฐบาลมีถึง 314 เสียง มากกว่าฝ่ายค้านเป็นร้อยๆ ที่นั่งในสภา พรรคก้าวไกลจึงไม่ได้สร้างความลำบากอะไรให้กับการบริหารประเทศมากนัก นอกจากการตรวจสอบตามกลไกปกติ ไม่จำเป็นต้องกำจัดทิ้ง

อีกทั้งการล้างบางพรรคก้าวไกลยังจะทำให้เกิดเอฟเฟกต์ต่างๆ ขึ้นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคับแค้น ความสงสาร ที่จะหลั่งไหลไปมากกว่าเดิม

อีกอย่างคือ กรณีหุ้นไอทีวีของ ‘พิธา’ นั้น ถูกร้องในขณะที่กำลังมีการโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในเวลาต่อมากลายมาเป็นหนึ่งในข้ออ้าง อันนำมาสู่การโหวตชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย  

เมื่อวันนี้การโหวตนายกรัฐมนตรีผ่านไปเรียบร้อย ประเทศมีผู้นำคนที่ 30 ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสกัดนายพิธาให้กลับมาทำหน้าที่ สส.ในสภาผู้แทนราษฎร  

 ขณะเดียวกัน มีการมองกันว่า การดำรงอยู่ของนายพิธาและพรรคก้าวไกล ยังเป็นการจำกัด ‘ขนาด-อำนาจ’ ของ ‘พรรคเพื่อไทย’ ในห้วง 4 ปีนี้ จาก ‘ฝ่ายอนุรักษนิยม’

นั่นเพราะหากไม่มีพรรคก้าวไกลแล้ว พรรคเพื่อไทยจะสยายปีกได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในห้วงอายุรัฐบาลนี้ ในขณะที่ความสำคัญขององคาพยพอื่นๆ จะลดน้อยลงไป

อย่าลืมว่า ปัจจุบันแม้จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลแบบสลายขั้ว โดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ แต่ไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สามารถดำเนินการอะไรได้ง่ายๆ เหมือนคราวพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน หรือพรรคเพื่อไทยสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

 โครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่เรื่องโครงการแลนด์บริดจ์เอง ยังถูกขัดขวาง ทักท้วง จากกลไกเก่าๆ ของฝ่ายอนุรักษนิยมที่เคยใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดฝ่ายตรงข้ามอยู่

 วันนี้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็จริง แต่ยังเหมือนถูกตีกรอบอำนาจ ไม่สามารถใช้ได้อย่างพร่ำเพรื่อและตามอำเภอใจ

‘ฝ่ายอนุรักษนิยม’ ไม่ได้ไว้วางใจพรรคเพื่อไทยแบบสนิทใจ และส่งมอบอำนาจให้เสมือนเป็นตัวตายตัวแทน หากแต่ถูกบังคับด้วยสมการทางการเมือง ให้ต้องสลายขั้วและใช้พรรคเพื่อไทยเป็นคู่ต่อสู้กับพรรคก้าวไกลในห้วง 4 ปีนี้

และการให้พรรคเพื่อไทยได้เข้าสู่อำนาจ ไม่ได้หมายความว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ‘ฝ่ายอนุรักษนิยม’ จะหวังพึ่งพรรคเพื่อไทย โดยทุ่มทุกสรรพกำลังให้ หากแต่ดูเป็นสถานการณ์ๆ ไป

หากจะทุ่มทุกสรรพกำลังเพื่อช่วยพรรคเพื่อไทยจริง คงไม่มีการตีกรอบอำนาจว่า สามารถทำอะไรได้แค่ไหนอย่างไร เหมือนทุกวันนี้

และที่สำคัญ คงไม่มีกระแสข่าวเรื่องการเตรียมตั้งพรรคอนุรักษนิยมแนวก้าวหน้า เพื่อใช้เป็นตัวเลือกในการเลือกตั้งครั้งหน้าเกิดขึ้นมา

พรรคเพื่อไทยเองก็ไม่ได้มีความสุขกับสถานะที่เป็นอยู่ หากแต่ไม่มีทางเลือกอื่นหากจะเข้าสู่อำนาจ และช่วย ‘นายใหญ่’

ในห้วง 4 ปีนี้ จึงไม่จำเป็นต้องจำกัดนายพิธาและพรรคก้าวไกล แต่ ‘ฝ่ายอนุรักษนิยม’ สามารถดำรงไว้เพื่อใช้ในมิติทางการเมืองของตัวเอง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์“ไทย-กัมพูชา”ยังเปราะบาง เช็กการบ้านเตรียมความพร้อมชายแดน

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 "สส.กังฟู" วสวรรธน์ พวงพรศรี

สภาชำแหละ งบ70กางโผ เป้ารอถล่ม

สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ในวาระแรกขั้นรับหลักการ ตลอด 3 วัน คือตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ถึง 1 ก.ค. ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญทางการเมืองประจำสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ก.ค. โดยวิป 3 ฝ่ายคือ คณะรัฐมนตรี-พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ข้อสรุปให้เวลาในการอภิปรายรวม 41 ชั่วโมง

โกงข้อสอบท้องถิ่น-ปราบอิทธิพลภูเก็ต เขย่า 'อนุทิน' ท้าทายเจตจำนงทางการเมือง

ช็อก! วงการราชการไทย เมื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)

'ดีเอสไอ' มัดตราสัง 'ฟอเร็กซ์' ขุดหลักฐาน-เส้นเงิน เชือดเพิ่ม

กำลังอยู่ในการจับจ้องทั้งสื่อและกระสังคมอย่างต่อเนื่อง ในคดีหลอกลวงลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (ฟอเร็กซ์) ที่ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามเซ็นรับอนุมัติคดีหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ครั้งนี้เข้าเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

ทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น เสียหาย4.5พันล้าน เด้งอธิบดีสีน้ำเงินกลบฉาว

ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริต (บก.ปปป.ช) สืบสวนจับกุมขบวนการเครือข่ายทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เมื่อ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สอบไปเมื่อเดือน ก.พ.ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมสอบร่วมหนึ่งแสนคน และเบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมและจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการโกงการสอบที่บ้านหลังหนึ่งที่นนทบุรี พบว่ามีบุคคลที่เข้าสอบและใช้วิธีการจ่ายเงินให้กับขบวนการดังกล่าวเพื่อโกงคะแนนการสอบร่วมสามพันคน โดย ป.ป.ช.ระบุว่า คดีนี้สร้างความเสียหายร่วม 4,500 ล้านบาท

นครินทร์ ปธ.ศาลรธน. ได้ต่อวีซ่าหรือเปลี่ยนตัว เกมยาวชิงประมุขคนใหม่

การประชุมวุฒิสภา วันอังคารนี้ 23 มิถุนายน มีวาระที่น่าสนใจคือ จะมีการประชุมเพื่อลงมติลับ โหวตให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาล รธน. ที่มี นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน คัดเลือกส่งชื่อ ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตศาสตราจารย์จากคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ-อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านการคัดเลือกให้ถูกเสนอชื่อเป็นตุลาการศาล รธน. สาขาผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ มาให้วุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบเป็นตุลาการศาล รธน.คนใหม่ แทน “ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาล รธน. ที่อยู่ในตำแหน่งตุลาการศาล รธน.และประธานศาล รธน.มาเกินวาระเกือบจะสองปีไปแล้ว”