ลายแทงอำนาจหลังศึก'สีกากี' ชิงจัดทัพเก้าอี้ตำรวจ-ทหาร

“เป็นช่วงสำคัญในการนับหนึ่งจัดทัพตำรวจ ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค เปลี่ยนศูนย์กลางการสั่งการ และเขย่าตั๋วในการแต่งตั้งโยกย้าย เข้าสู่โหมดการเตรียมพร้อมเพื่อการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะเริ่มรณรงค์หาเสียงในช่วงปลายปีนี้"

หลังจากนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งเด้ง บิ๊กต่อ-พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และมอบหมายให้ บิ๊กต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. มาทำหน้าที่รักษาราชการแทน ผบ.ตร.

งัดข้อกันในยกแรก “บิ๊กโจ๊ก” ดึง “บิ๊กต่อ” ลงจากเก้าอี้ ไปแขวนไว้ที่ทำเนียบรัฐบาลสำเร็จ แต่ตัวเองก็ต้องรับมือกับวิบากกรรมในคดีเว็บไซต์ บีเอ็นเคมาสเตอร์ ที่ยังค้างอยู่ที่พนักงานสอบสวน และมีการออกหมายเรียกครั้งที่ 2 พนักงานสอบสวนมีการนำไปแสดงยัง 3 สถานที่ คือ 1.บ้านพักในซอยวิภาวดีฯ 60 2.สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล 3.บ้านที่สงขลาตามภูมิลำเนา โดยกำหนดให้มาเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 26 มี.ค. เวลา 10.00 น. ที่ บก.น.2

โดยระหว่างนี้ “บิ๊กโจ๊ก” ลาพักร้อนไปประเทศอังกฤษ ท่ามกลางกระแสข่าวการไปพบ “วีไอพี” คนสำคัญเครือญาติของผู้มีอำนาจ งัดวิชา "หวานเจี๊ยบ” ในการฟื้นคืนชีพแมวเก้าชีวิต ไม่ให้ถูกแช่ไว้ที่กรุสำนักนายกฯ

แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ การวางหมากของรัฐบาลในการจัดทัพตำรวจ ในยุคที่เพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลหลังจากผ่านการบริหารราชการมา 6 เดือน  

ยิ่งการโอนย้าย บิ๊กรอย-พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ดูจะสอดรับกับเวลานี้ที่ "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" กำลังขยับเข้าสู่ช่วงเวลาการแต่งตั้งวาระเดือนเมษายน

เมื่อตำแหน่งบริหารองค์กรเกิดการเปลี่ยนแปลง ผบ.ตร.และรอง ผบ.ตร. 2 ตำแหน่งถูกคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี และรอง ผบ.ตร.อีก 1 ตำแหน่ง โอนย้ายไปเป็นเลขาฯ สภาความมั่นคงแห่งชาติ

เหลือรอง ผบ.ตร.ทำหน้าที่เพียง 4 ราย คือ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.สราวุฒิ การพานิช รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง จเรตำรวจแห่งชาติ

และเมื่อ "บิ๊กต่าย" ต้องไปรักษาราชการแทน ผบ.ตร. ก็จะมีรอง ผบ.ตร.หลัก 2 ราย อีก 1 รายทำหน้าที่จเรตำรวจ การบริหารงานสายงานต่างๆ ดูจะไม่เพียงพอ ทำให้ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ที่มีนายกฯ เศรษฐา เป็นประธานการประชุม ในวันอังคารที่ 26 มีนาคม 2567 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม 1 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

ท่ามกลางข่าวสะพัด อาจมีการปัดฝุ่นเรื่อง "การขออนุมัติให้ ตร.นำข้อกำหนด ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2566 มาใช้ในการแต่งตั้งโดยอนุโลม" ซึ่งเคยถอนวาระดังกล่าวออกจากวงประชุม ก.ตร. เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา

เพราะแม้การแต่งตั้งวาระเดือนเมษายน จะเป็นการแต่งตั้งนายพลรอเกษียณปลายปี ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ถ้า ก.ตร.อนุโลมให้นำข้อกำหนด ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2566 มาใช้ในการแต่งตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็จะสามารถแต่งตั้ง "นายพล" แทนตำแหน่งที่ว่างลงในตอนนี้ได้ทันที

2 ตำแหน่งที่ชัดคือ รอง ผบ.ตร.ของ พล.ต.อ.รอย และผู้ช่วย ผบ.ตร.ของ พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ที่โอนย้ายไปเป็นเลขาฯ ป.ป.ส.

นั่นก็หมายถึง บิ๊กจวบ-พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. นายตำรวจที่ชีวิตรับราชการส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ และเพื่อไทย ในฐานะอาวุโสลำดับ 1 ก็จะขยับขึ้นรอง ผบ.ตร. ติดยศ พล.ต.อ. ตามกฎเกณฑ์การแต่งตั้งตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ฉบับปัจจุบัน ที่ให้ผู้ช่วย ผบ.ตร.ขึ้นรอง ผบ.ตร.ต้องเรียงตามลำดับอาวุโสทันที นั่นเท่ากับว่า “บิ๊กจวบ” จ่อขึ้นมาเป็นแคนดิเดต ผบ.ตร.ปลายปีคู่กับ “บิ๊กต่าย" ได้เลยทีเดียว

จังหวะเวลานี้จึงเป็นช่วงสำคัญในการ “นับหนึ่ง” จัดทัพตำรวจ ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค เปลี่ยนศูนย์กลางการสั่งการ และ “เขย่าตั๋ว” ในการแต่งตั้งโยกย้าย เข้าสู่โหมดการเตรียมพร้อมเพื่อการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะเริ่มรณรงค์หาเสียงในช่วงปลายปีนี้

ขณะที่การแต่งตั้งโยกย้ายทหารอาจต้องใช้ “ศาสตร์” และ "ศิลป์" ในการเข้าไปจัดสมการให้เหมาะสม ลงตัว และต้องฟังสัญญาณรอบข้าง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา “ล้ำเส้น” เกิดขึ้น

แม้ทหารจะมีคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารชั้นนายพลตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหมฯ มีกรรมการ 7 คนจากเหล่าทัพ ซึ่งปัจจุบันมีนักการเมืองเพียงเสียงเดียวคือ สุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม แต่ก็ไม่แน่นอนว่าในการปรับ ครม.ครั้งต่อไป “สุทิน” เก้าอี้ยังเหนียวอยู่หรือไม่

เพราะในการโยกย้ายปลายปี ผบ.ทบ.และ ผบ.ตร. ถึงวาระเกษียณอายุราชการ และการวางคนเข้ามาจ่อในตำแหน่งปลัดกลาโหมและผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในการโยกย้ายเดือนตุลาคม 2568 อีกด้วย

เป็นที่รู้ดีว่า “โผทหาร” เป็นของร้อน การเมืองต้องดูทิศทางเป็นอย่าง เพราะการต่อสู้-แข่งขันของเตรียมทหารรุ่นต่างๆ และคนของผู้มีอำนาจนอกกองทัพนั้น เป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อรัฐบาลได้

ความเคลื่อนไหวนอกกองทัพจึงเป็นเรื่องที่ควรสดับตรับฟังในเรื่องการเปลี่ยน รมว.กลาโหม ที่มีสูตรนายกฯ ควบ, ทหารเก่าในพรรคมาคุม, ทหารสาย 3 ป.ที่ไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนสายอำนาจ, ทหารที่เหาะมาจากกลุ่มทุน และแผงอำนาจสายสีน้ำเงิน

เพราะทุกคนอยากจะเคลียร์ทางให้แคนดิเดตที่ตนเองประสานงานได้ ได้ขึ้นเป็น ผบ.เหล่าทัพ โดยเฉพาะ ผบ.ทบ.ที่คุมกำลังปฏิวัติ ซึ่งยังถูกจับตามองจากทุกฝ่าย 

โยกย้ายปลายปีนี้ นอกจากชื่อ บิ๊กปู-พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ เสนาธิการทหารบก เตรียมทหารรุ่น 26 ถือว่าเป็น “เต็งหนึ่ง” แม้จะมีชื่อ บิ๊กหยอย-พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผช.ผบ.ทบ. เตรียมทหารรุ่น 24 ที่มีอายุราชการถึง 2570 แว่บเข้ามาบ้างบางจังหวะ แต่คงยากที่จะฝ่า “ทหารคอแดง” ทะลุนั่งเก้าอี้ ทบ.1 ได้

จึงทำให้ชื่อของ "บิ๊กหนุ่ย" พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ผช.ผบ.ทบ. เตรียมทหารรุ่น 24 ซึ่งเกษียณอายุราชการ 2569 มาแรงในการเข้าชิง นอกจากเสียงใน 7 เสือ บอร์ดโยกย้าย ที่เตรียมทหารรุ่น 24 ผนึกกันแน่น แล้วอาจได้เสียงประสานกับฝ่ายการเมืองเพื่อให้สูตรนี้ประสบความสำเร็จ

ที่เป็น “ไฮไลต์” คือตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งตามอาวุโสน่าจะเป็นชื่อของ พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพน้อยที่ 1 เตรียมทหารรุ่น 27 ทหารเสือราชินี น้องรักของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ แต่จะต้านทานความแรงของเตรียมทหารรุ่น 28 ที่ถูกติดเบรกช่วงปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.วรยส เหลืองสุวรรณ, พล.ต.สราวุธ ไชยสิทธิ์ และ พล.ต.อาจิณ ปัทมจิตร ซึ่งต้องรอดูการกลับมาของ “สายแข็ง” ที่กำลังคืนฟอร์ม หลังจากพลัง “ดีลลับ” เริ่มสั่นคลอน ได้เล็งวางตัวใครไว้หรือไม่

ขณะที่ “กองทัพเรือ” ถือว่าอ่อนแรงในพลังต่อรองที่สุด เนื่องจากปัญหาที่ถาโถมเข้ามาตลอดไม่จบไม่สิ้น การจัดทัพของ “บิ๊กดุง” พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผบ.ทร. ในโผทหารปลายปี จึงไม่ใช่เรื่องง่ายในการที่จะชี้ใครขึ้นมา

แคนดิเดตทั้ง 2 คน ได้แก่ พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข เตรียมทหารรุ่น 25 รอง ผบ.ทร., พล.ร.อ.ชลธิศ นาวานุเคราะห์ เตรียมทหารรุ่น 23 ผช.ผบ.ทร. ต่างก็เป็นคู่ชิง ผบ.ทร.กับ “บิ๊กดุง” ตั้งแต่ปีที่แล้ว จึงไม่อาจถูกปิดทางการศึกชิงเก้าอี้ ผบ.ทร.

เพราะมีกระแสข่าวว่า ตัวเลือกที่จะถูกผลักดันจาก “บิ๊กดุง” จะเป็นชื่อของ พล.ร.อ.วรวุธ พฤกษารุ่งเรือง เตรียมทหารรุ่น 24 เสนาธิการทหารเรือ ซึ่งแคนดิเด9ทั้ง 3 คนเหลืออายุราชการ 1 ปี

อย่างไรก็ตาม “โผทหาร” ถือเป็นหนังเรื่องยาวที่มักจะพลิกและหักมุมตอนสุดท้าย ยิ่งเมื่อการเมืองเปลี่ยนทิศ ลมเปลี่ยนทาง สมการอำนาจเปลี่ยนมือ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น 

ยิ่งสถานการณ์รัฐบาลที่ต้องเร่งทำเกมการเมืองวางฐานคะแนนเสียง การคุมตำรวจอย่างเบ็ดเสร็จจะทำให้แผนงานเดินหน้าไปอย่างราบรื่นขึ้น ต่างจากกองทัพที่จะเข้าไปคุมเบ็ดเสร็จคงยาก แต่การสร้างเครือข่ายและฐานที่มั่น เพื่อความมั่นคง-แข็งแรง จะได้ไม่ต้องระวังหลัง อาจต้องเร่งดำเนินการอยู่.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ช่วงโค้งสุดท้ายประชามติ เสียงอื้ออึง “สับสน-ไม่เข้าใจ”

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. ประชาชนจำนวนมากกลับยังคงอยู่ในภาวะ "เงียบเหงา" ต่อการออกเสียงประชามติที่จัดควบคู่กันไป

'ยศชนัน' ลั่นไม่ยอมรับกระแส 'น้ำเงิน-ส้ม' แข่งตั้งรัฐบาล ยังมีหวังเพื่อไทยเป็นอันดับ 1

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียงนครราชสีมา จากเมื่อปี 66 ได้ สส. 12 เขต ครั้งนี้จะได้ยกจังหวัด 16 เขตหรือไม่ จากการลงพื้นที่มีความมั่นใจ ประชาชนให้การตอบรับเป็น

'ยศชนัน' ย้ำจุดยืนเพื่อไทยไม่แตะหมวด 1-2

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงจุดยืนในการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ว่า พรรคเพื่อไทยพูดถึงจุดยืนตรงนี้มาตลอดว่าการที่จะทำให้ต่างประเทศ หรือทุกคนมีความ

“กองทัพ”ตั้งการ์ด-ลดแรงเสียดทาน เริ่มศึกภายใน-ชายแดนยังไม่จบ

แม้การสู้รบในพื้นที่ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” จะจบลงในระลอกที่ 2 ไปแล้ว โดยกองทัพสามารถทวงคืนพื้นที่จากฝ่ายตรงข้ามได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ “สงคราม” นั้นยังไม่จบ เพราะ “ควันหลง” ของเหตุการณ์ยังเป็นเชื้อไฟที่สามารถทำให้เหตุการณ์สู้รบปะทุได้อีกตลอดเวลา จากปัจจัยหลักคือ ยังไม่มีการสำรวจจัดทำหลักเขตกันจนเป็นที่ยุติ รวมไปถึงปัจจัยเฉพาะหน้าที่เกิดจากการเมืองภายในของ 2 ประเทศ ที่รัฐบาลต่างฝ่ายต่างสร้างคะแนนนิยมจากเหตุการณ์ชายแดน

'จุลพันธ์' มั่นใจทวงคืน 'ปากน้ำ' สีแดงยกจังหวัด โวกระแส 'ยศชนัน' มาแรง

“จุลพันธ์” ตั้งเป้าทวงคืนสมุทรปราการจากสีส้มยกจังหวัด บอก แค่เติมความจัดก็เป็นแดงแล้ว มั่นใจกระแส “ยศชนัน” มาแรง ย้ำดึง “อัศวเหม” ร่วมทัพ ไม่ใช่เรื่องบ้านใหญ่บ้านเล็ก แต่คือการทำงานเพื่อประชาชน

'จุลพันธ์' เชื่อ รมต.กัมพูชา พูดชี้นำเลือกตั้งไทย มีความไม่ปกติ ขอคนไทยอ่านให้ลึก

"จุลพันธ์" ข้องใจ รมต.กัมพูชา เคลื่อนไหวชี้นำเลือกตั้งไทย เป็นสิ่งไม่ปกติทั้งที่ไม่เคยพูดถึงการเมืองไทย เท่ากับแทรกแซงกิจการภายในไทยชัดเจน ชี้ไม่เป็นผลดีต่อพรรคเพื่อไทย-ปชน. ขอคนไทยใช้วิจารณญาณ อ่านเกมให้ออก