ทักษิณรอด-ไม่รอด คดี 112 มีผล พท.ดัน กม.นิรโทษฯ

ทักษิณ ชินวัตร มีคิวนัดหมายสำคัญทางการเมือง กลางสัปดาห์นี้ พุธที่ 29 พ.ค. เพราะเป็นวันที่อัยการสูงสุด นัดฟังคำสั่งคดี 112 กรณีทักษิณให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ประเทศเกาหลีใต้ ในช่วงหนีคดีอยู่ต่างประเทศ เมื่อปี 2548 จนถูกดำเนินคดีและอัยการสูงสุดช่วงปี 2548 คือ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร  มีความเห็นสั่งฟ้องทักษิณทำผิด 112

และเมื่อทักษิณเดินทางกลับมาไทยเมื่อปี 2566 ก็เข้าสู่ขั้นตอนการสู้คดี โดยทักษิณได้ ยื่นหนังสือร้องความเป็นธรรม ขอให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม  

ทำให้ อำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน จึงมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมและนัดฟังคำสั่งคดีในวันพุธที่ 29 พ.ค.นี้ เวลา 09.00 น. หลังก่อนหน้านี้เลื่อนมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 10 เม.ย.

ท่ามกลางกระแสข่าวหลายกระแสที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีทั้งอัยการเลื่อนการสั่งคดีออกไปอีก 1 นัด บ้างก็ลือว่า ทักษิณรอด อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง บางส่วนก็ลือว่า ทักษิณ ไม่รอด อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง และจะนำตัวทักษิณไปส่งฟ้องต่อศาลอาญาวันเดียวกัน

เช็กข่าวล่าสุด ทาง วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความทักษิณ ในคดี 112 บอกว่า ในวันจันทร์ที่ 27 พ.ค.นี้ น่าจะมีความชัดเจนว่าจะมีการสั่งคดีหรือเลื่อนออกไปอีก  เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานใดๆ จากฝ่ายสำนักงานอัยการสูงสุด

ขณะที่ข่าวอีกทางให้ข้อมูลว่า จนถึงช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 24 พ.ค. ยังไม่มีการแจ้งถึงคำสั่งในคดีลงมาจากสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าจะสั่งคดีหรือจะเลื่อนออกไปอีก แต่คาดว่าภายในวันจันทร์ที่ 27 พ.ค.นี้น่าจะมีความชัดเจน

ด้านความเคลื่อนไหวของ ทักษิณ ชินวัตร บอกไว้เมื่อ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างเดินทางไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัวและการเมือง

โดยสื่อได้สอบถามว่า 29 พ.ค.นี้ จะไปฟังคำสั่งของอัยการสูงสุดหรือไม่ “ทักษิณ”ตอบว่า “ตอนนี้ยังเหมือนเดิมอยู่ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ถ้าต้องไป ก็ต้องไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับทางอัยการด้วย”

อย่างไรก็ตาม เชื่อได้ว่าฝ่ายทักษิณน่าจะพอรู้ ข่าวลึกวงใน แล้วว่า อัยการสั่งฟ้อง-สั่งไม่ฟ้อง หรือจะเลื่อนการสั่งคดีออกไป

ด้านความเห็นจากฝ่ายการเมือง ถาวร เสนเนียม สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ อดีต รมช.มหาดไทย และอดีตอัยการ ระบุว่า คดีนี้ตกเป็นที่จับตามองของนักการเมือง และคนในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงประชาชน

“ผมขอส่งสัญญาณไปยังคณะทำงานของอัยการชุดนี้ รวมถึงอัยการสูงสุดด้วย อย่าเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า เพราะอดีตอัยการสูงสุดคนเก่า เป็นผู้เขียนด้วยมือ ว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอในการสั่งฟ้อง ซึ่งถ้าครั้งนี้จะสั่งไม่ฟ้อง ต้องมีเอกสารหลักฐานมาแถลงข่าว ซึ่งเป็นที่น่าเชื่อถือได้ว่าทักษิณไม่ได้ทำผิด ต้องมีจริงๆ แต่ถ้าอ้อมๆ แอ้มๆ หรือเลื่อนการสั่งคดีไปเรื่อย คนก็ยิ่งสงสัยหนักขึ้น”

และเมื่อถามว่าหากมีการเลื่อนการสั่งคดีออกไปอีก สันนิษฐานว่าอย่างไร “ถาวร อดีตอัยการ” ตอบชัดๆ “ก็มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีอยู่บ่อย”

ดังนั้นรอดูกันว่า อัยการสูงสุดจะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องทักษิณ ในคดี 112 หรือจะเลื่อนการสั่งคดีออกไปตามกระแสข่าว

อย่างไรก็ตาม ในทางการเมืองมีการมองกันว่า หากทักษิณไม่รอด ต้องตกเป็น จำเลยในคดี 112 ต่อศาลอาญาฯ ก็อาจทำให้เพื่อไทยต้องปรับโหมดในเรื่องการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ

หลังที่ผ่านมาเพื่อไทยเล่นบทซื้อเวลามาตลอด เห็นได้จากที่เพื่อไทยใช้วิธีให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ในการประชุมสภาฯ สมัยที่ผ่านมา ในช่วงก่อนที่สภาฯ จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ของพรรคก้าวไกล เพราะแม้ร่างนิรโทษกรรมของพรรคก้าวไกลจะไม่ได้เขียนตรงๆ ว่าให้นิรโทษกรรมคดี 112 ด้วย แต่ก็มีบางมาตราในร่างฯ ดังกล่าว ที่ตีความให้ครอบคลุมถึงได้

ซึ่งฝ่ายเพื่อไทยมองว่า หากเอาด้วยกับการนิรโทษกรรมคดี 112 ก็จะเป็นเผือกร้อนทั้งในสภาฯ และนอกสภาฯ ที่อาจทำให้รัฐบาลเพื่อไทยเจอแรงต้านโดยไม่จำเป็น แต่ครั้นจะบอกปัดแบบไม่สนใจไยดี ก็อาจถูกสร้างกระแสจากด้อมส้ม-ก้าวไกล กดดันเพื่อไทย

จึงทำให้เพื่อไทยแทงกั๊กมาตลอดในการออกกฎหมายนิรโทษกรรม โดยเฉพาะการให้พ่วงล้างผิดคดี 112

หลังพบว่า คณะอนุกรรมาธิการศึกษาและจำแนกการกระทำเพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ที่มี “ยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช” เป็นประธานอนุ กมธ. ล่าสุดพบว่า อนุ กมธ.ก็ยังไม่ได้ตัดเรื่องการเสนอให้นิรโทษกรรมคดี 112 ออกจาก 25 ฐานความผิดที่จะบรรจุไว้เป็นบัญชีแนบท้ายร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ

 กระนั้นมีการมองกันว่า หากทักษิณไม่รอด ต้องตกเป็นจำเลยคดี 112 อาจทำให้เพื่อไทยต้องปรับโหมดมาหนุนการนิรโทษกรรมคดี 112 ด้วยก็ได้ แต่จะใช้วิธีทำให้เนียน ไม่ให้มีแรงต้านว่า เพื่อไทยพลิกมาหนุนนิรโทษคดี 112 เพื่อช่วยนายใหญ่-ทักษิณ เช่น ใช้วิธีเสนอให้การพิจารณาว่าจะนิรโทษกรรมคดี 112 ทำโดย "คณะกรรมการนิรโทษกรรม" ที่จะพิจารณาเป็นรายบุคคลไป  โดยไม่เขียนเรื่องนิรโทษคดี 112 ไว้ในฐานความผิดที่จะได้รับการนิรโทษกรรม โดยเสนอให้เขียนเรื่องนี้ไว้บทเฉพาะกาล ในลักษณะให้อำนาจกรรมการนิรโทษกรรม พิจารณาคดีนอกเหนือจากที่อยู่ในบัญชีแนบท้าย ก็จะเป็นการเปิดช่องให้นิรโทษคดี 112 ได้

อย่างไรก็ตาม หากทักษิณไม่รอดในคดี 112 แต่ด้วยวัย 75 ปี และเป็นอดีตนายกฯ อีกทั้งต้องสู้คดีถึง 3 ศาล ใช้เวลาเร็วสุดก็ร่วม 6-7 ปี รวมถึงตัวรูปคดีไม่น่าหนักหนาอะไร จึงทำให้ฝ่ายทักษิณ-เพื่อไทยอาจไม่กังวลมากนัก ถ้าทักษิณไม่รอด คดี 112 เพราะมากสุด หากถูกศาลตัดสินว่าผิด ก็อาจแค่รอลงอาญา จึงไม่จำเป็นต้องเอาด้วยกับก้าวไกล

แต่หากสุดท้าย ถ้าอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องทักษิณ คดี 112 ขึ้นมา ทุกอย่างก็จบ และทำให้เพื่อไทยไม่ต้องไปเอาด้วยกับก้าวไกล ในการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ล้างผิดคดี 112 ให้เป็นเผือกร้อนกับตัวเอง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เบื้องหลังโผครม.'อนุทิน2' จัดสมดุลอำนาจ-ฝ่าวิกฤตศก.

หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี 35 คน รายชื่อส่วนใหญ่ไม่พลิกจากโผที่สื่อคาดการณ์ไว้ แต่ ของจริง อยู่ที่เบื้องหลังการจัดวางตัวบุคคล ซึ่งสะท้อนการคุมเกมอำนาจภายในพรรคสีน้ำเงินอย่างรอบคอบ ทั้งการให้รางวัล “คนทำงาน” การกันแรงกระเพื่อม และการล็อกเสถียรภาพรัฐบาลตั้งแต่วันแรก

เรือนจำกลางคลองเปรม เคาะ 'ทักษิณ' ติด 1 ใน 10 รายชื่อ คุณสมบัติผ่านเกณฑ์พักโทษ

คกก.พักโทษเรือนจำกลางคลองเปรม มีมติที่ประชุมเห็นชอบ "ทักษิณ" ติด 1 ใน 10 รายชื่อผู้ต้องขังผ่านเกณฑ์พักโทษกรณีทั่วไป ส่งต่อ คกก.พักโทษระดับกรมราชทัณฑ์

'รทสช.'อยู่ยากใน‘รัฐบาลหนู2’ เจอพิษน้ำมัน ซัดกันเองฉ่ำ!

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อีกหนึ่งพรรคร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” หลังจาก รทสช.พ่ายในสนามเลือกตั้ง ได้ สส.เพียง 2 คน โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ได้สละที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อให้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ทำหน้าที่แทน ควบคู่กับ นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ ส่วนพีระพันธุ์ขอลุยทำหน้าที่ขับคลื่อนพรรคเพียงหมวกเดียว

อาฟเตอร์ช็อกน้ำมันแพง จับตามาตรการช่วยเหลือ วัดกึ๋น รบ.

คำขอโทษประชาชนของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี ในงาน Meet The Press ภายใต้หัวข้อ ‘1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม’

'วิกฤตน้ำมัน'ผลพวงลากยาว หยิกเล็บเจ็บเนื้อ'ครม.หนู2'

อารมณ์คนในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน ค่าครองชีพพุ่งสูง เดือดยิ่งกว่าอุณหภูมิช่วงหน้าร้อนหลายเท่าตัว แม้กระทั่งภาพจำในช่วงรัฐบาลรักชาติยึดคืนอธิปไตยกลับคืนมลายหายไปสิ้น แปรเปลี่ยนเป็นเสียงบ่น ก่นด่าแทน

ปล่อย“ไอ้โม่ง”ลอยนวล รัฐบาล“อนุทิน”เสี่ยงพัง!

เหตุการณ์ “ลักหลับประชาชน” คืนวันที่ 25 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 26 มีนาคม กลายเป็นแรงกระแทกทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลตัดสินใจปล่อยลอยตัวดีเซล ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีถึง 6 บาทต่อลิตร สร้างภาระค่าครองชีพที่ถาโถมใส่ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้