ยังไม่มีอะไรที่ผิดไปจากที่คาดการณ์กันนัก ในคดีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญาได้มีคำสั่งฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ผู้ต้องหาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้เมื่อปี 2558 มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน มายื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลอาญา
โดยศาลอาญาได้พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าจำเลยให้การปฏิเสธมาตลอด มีอายุมาก และได้รับการปล่อยชั่วคราวในชั้นสอบสวน อีกทั้งมีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่งแน่นอนอยู่กับครอบครัว ประกอบกับโจทก์ไม่คัดค้านการปล่อยชั่วคราว
“จึงมีเหตุสมควรเชื่อว่า หากได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณาจำเลยจะไม่หลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น หรือขัดขวางการพิจารณาของศาล อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างพิจารณา โดยให้ตีราคาประกัน 500,000 บาท กับให้จำเลยวางหนังสือเดินทาง ยึดหนังสือเดินทาง และหลักประกัน ห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล แจ้ง สตม.” คำบรรยายของศาลในการให้ประกันตัว
ก่อนหน้านี้ที่อัยการจะมีการสั่งฟ้อง “ทักษิณ” ก็มีการตั้งข้อสังเกตในประเด็นการให้ประกันตัวผู้ต้องหาคดี ม.112 รายอื่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ปูทางและเทียบเคียงก่อนที่ “ทักษิณ” จะถูกอัยการส่งตัวมาศาล
สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์โดยในช่วงเช้าก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ที่ระบุว่า “จะเห็นว่าคดีมาตรา 112 ในช่วงหลังจะได้รับการประกัน”
แต่สถานะของ “ทักษิณ” ณ ขณะนี้ก็ได้ตกเป็น “จำเลย” ในคดี ม.112 และเข้าสู่กระบวนการต่อสู้ในคดีอีก 3 ศาล ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาหลายปีในการไต่สวน ตัดสิน โดยศาลนัดให้มีการตรวจสอบพยานหลักฐานครั้งแรก 19 ส.ค.
ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าทีมกฎหมายของ “จำเลยทักษิณ” ได้ยื่นข้อโต้แย้งว่า ที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อเกาหลีใต้ไม่ได้หมายถึงพระมหากษัตริย์ คำว่า “Palace Circle” ไม่เข้าข่ายความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 การกล่าวหาเกิดขึ้นในยุค คสช. กระบวนการสอบสวนในยุค คสช.มีการแทรกแซง พนักงานสอบสวนไม่เป็นอิสระ
ที่สำคัญคือ การงัดราชกิจจานุเบกษาในการได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 1 ก.ย.2566 โดยเนื้อหาในราชกิจจานุเบกษา ช่วงหนึ่งระบุว่า "มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์" มาอ้างอิง
ดังนั้นจึงอยู่ที่การตีความคำว่า Palace Circle ครอบคลุมถึงใคร ทั้งในมุมของหลักฐานและข้อมูลที่อัยการใช้ในการสั่งฟ้อง ในขณะที่ฝั่ง “ทักษิณ” ต้องยื่นหลักฐานเพื่อโต้แย้ง และชี้ให้เห็นว่าคำพูดที่เอ่ยถึงนั้นต้องการสื่อสารถึง “ประธานองคมนตรี” ในช่วงนั้นจริงหรือไม่
และเมื่อพลิกดูข้อมูลจะเห็นว่า แม้จะเป็นข้อมูลที่รวบรวมจากฝั่ง คสช.ส่งไปให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อพิจารณา และได้แจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวไปที่อัยการ เนื่องจากเป็นคดีนอกราชอาณาจักร ซึ่งก็ยังไม่มีใครเห็นสำนวนของอัยการทั้งหมดว่า “หนักแน่น” ขนาดไหน
แต่การได้ “ประกันตัว” ก็เป็นเครื่องการันตีว่า “ดีล” ได้ไปต่อ ภายใต้สถานการณ์ที่ “ทักษิณ” ต้องสร้างน้ำหนักให้เห็นว่ารัฐบาลภายใต้การนำของเพื่อไทยมี “ราคาพอ” ที่จะนำพาประเทศให้ดีกว่านี้
แต่ก็ต้องรอองค์ประกอบอื่นที่จะนำมาพิจารณาหลังจากนี้ด้วย ทั้งคดียุบพรรคก้าวไกลในยกต่อไปวันที่ 3 ก.ค.นี้ ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการ “แตกตัวพรรค” สร้างสาขาเพิ่มมือให้กับ “เพื่อไทย” ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นแค่ข่าวลวง ดึงให้พรรคร่วมรัฐบาลไม่ขยับตัว
และคดีของ 40 สว. กล่าวหา “นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน” ตั้ง รมต.ที่ขาดคุณสมบัติ ที่มาจากความเคลื่อนไหวของ “คนในป่า”
ยังไม่นับ “ตัวแปร” อื่น ที่หวังจะ “ล้มกระดาน” เปลี่ยนตัวนายกฯ สร้างจุดเปลี่ยนให้เกิด “ทางตัน” ทางการเมือง เพื่อประกอบร่าง สร้าง “อำนาจ” ชุดใหม่ที่ยังเคลื่อนไหวอย่างไม่หยุดหย่อน
ความเป็นเอกภาพในพรรคร่วมรัฐบาลยังเป็นปัจจัยที่กระทบต่อเสถียรภาพของ ครม. ลดทอนความเชื่อมั่นทางด้านการลงทุน และเศรษฐกิจ เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมายังไม่เจอข่าวดีแม้แต่ข่าวเดียว
อำนาจที่ไม่เบ็ดเสร็จและเปราะบางของ “ทักษิณ” ยังต้องยึดโยงกับภารกิจในการตอบแทนด้วยความจงรักภักดี
สถานการณ์จากนี้จึงถือว่า “ท้าทาย” อยู่ไม่น้อย อีกทั้งปัญหาเศรษฐกิจ การเมืองที่สลับซับซ้อน กฎหมายที่พิสดาร ไม่เหมือนยุค “อัศวินคลื่นลูกที่สาม” ซึ่งสามารถบริหาร แก้ไขปัญหาได้ง่ายกว่า
ขณะที่ “ตัวเลือก” ในกระดานก็ยังไม่พร้อม และอาจไม่มีศักยภาพพอที่จะรับมือปัญหาที่เชื่อมโยงระหว่างในและนอกประเทศ
โดยเฉพาะวิกฤตเศรษฐกิจกำลังไล่ล่า “รัฐบาลเศรษฐา” อย่างปฏิเสธไม่ได้
จึงไม่แปลกที่เห็น “พิชัย ชุณหวชิร” รมว.คลังและทีมเศรษฐกิจเข้าพบที่บ้านจันทร์ส่องหล้ากันอย่างคึกคัก
การให้ประกันตัว “ทักษิณ” ครั้งนี้ อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนในการตัดสินใจ “กระชับอำนาจ-จัดระเบียบ” รัฐบาลใหม่ ในฐานะ “นายกฯ เงา” โดยไม่มีทางเลือกอื่นมากกว่านี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เกมลดอำนาจต่อรอง'พรรคร่วม' 'น้ำเงิน'กุมสภาพ'หล่อเลือกได้'
พ้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์มา 1 สัปดาห์พอดี แต่ควันหลงการลงคะแนนเลือกตั้งยังไม่จบ หนำซ้ำกลับยิ่งอลหม่าน เริ่มต้นจากกรณีเขต 1 ชลบุรี ที่มีมวลชนในนาม "นับใหม่" ไปเฝ้าหีบบัตรเรียกร้องให้ กกต.นับคะแนนใหม่ เนื่องจากพบสิ่งผิดปกติหลายประการ
“ภูมิใจไทย”คุมเกมเลือกขั้ว กธ.จัดง่าย-พท.ใหญ่เทอะทะ
สูตรจัดตั้งรัฐบาลออกมาอย่างต่อเนื่องสอดรับกับผลการเลือกตั้ง แต่หากถาม “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยืนยันว่า “ยังอีกไกล” เพราะต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 60 วัน
"กกต."จำเลยใหญ่สังคม เสี่ยงพา"การเมืองวิกฤต"
ผ่านไปเพียง 3 วันหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งควรจะเป็นวันแห่งชัยชนะของระบอบประชาธิปไตยและการเริ่มต้นใหม่ของประเทศไทย ทว่าภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกกลับเต็มไปด้วย "เครื่องหมายคำถาม" ตัวโตๆ ที่พุ่งตรงไปยังศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
เท้ง-ไหม-โรมและพวก กับโอกาสรอดที่ศาลฎีกา?
จากมติของที่ประชุมใหญ่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
แลนด์สไลด์ส่ง ‘ค่ายน้ำเงิน’ ‘ผู้กำหนดเกม’ ตั้งรัฐบาล!
กว่า 190 ที่นั่งของ ‘ค่ายสีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทย’ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ฐานกำลังหลักคือ จำนวน สส.แบ่งแบ่งเขต ที่กวาดไปได้ถึงกว่า 170 ที่นั่ง
ดีลตั้งรัฐบาลขยับ ปิดงานสัปดาห์นี้ เปิดสภาฯนัดแรกไม่เกิน 13 มี.ค.
หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากนี้ มีการประเมินทางการเมืองว่า การเปิดประชุมสภาฯนัดแรก เพื่อเลือก”ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ-ประธานสภาผู้แทนราษฎร”จะเกิดขึ้น ภายในไม่เกินกลางเดือนมีนาคมนี้ โดยมีการคาดกันว่า อาจจะเกิดขึ้นช่วงไม่เกิน 13 มีนาคม หรืออาจเร็วกว่านั้น

