ฝ่าปมร้อน ‘เช่าที่ดิน 99 ปี’ กระตุ้นศก.-ข้อหาขายชาติ?

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที หลังรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยมีข้อเสนอแนะจากกระทรวงการคลัง ในการผลักดันนโยบาย 2 ข้อ คือ 1.เรื่องการถือครองอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารชุดของต่างชาติ จากเดิม 49% เป็น 75% และ 2.เรื่องการเช่าที่ดินระยะยาว หรือการถือครองที่ดิน เพิ่มจาก 50 ปี เป็น 99 ปี

จึงเป็นข้อสั่งการของนายกฯ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่ง ครม.เห็นชอบและสั่งการไปยังกระทรวงมหาดไทย (มท.) โดยมีเจ้ากระทรวงอย่าง “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รับไปดำเนินการ ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ว่าเป็นการเอื้อให้กลุ่มนายทุนหรือไม่ เนื่องจากตัว “นายกฯ เศรษฐา” ก็มาจากภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เช่นกัน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกข้อครหานี้

ขณะเดียวกันนโยบายดังกล่าว ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลต้องยอมถอย เพราะถูกกระแสต่อต้าน เนื่องจากเส้นบางๆ ระหว่างคำว่าเป็นการ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” กับ “ข้อหาขายชาติ” และนโยบายนี้ได้มีความพยายามปรับแก้มาแล้วหลายรัฐบาล โดยในส่วนของพรรคเพื่อไทย (พท.) ตั้งแต่รัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ในปี 2545 รัฐบาลนายทักษิณ ได้ออกกฎกระทรวงมหาดไทย กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างชาติ พ.ศ.2545 กฎกระทรวงฉบับนี้เป็นการออกตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2542 กำหนดคุณสมบัติของผู้ลงทุนในประเทศไทย ซึ่งคล้อยตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2542 ที่กำหนดชาวต่างชาติผู้มีการลงทุนในประเทศไทยและลักษณะพื้นที่ ที่ได้รับอนุญาตให้ครอบครอง ตลอดจนอำนาจในการเพิกถอนสิทธิรัฐ

ทั้งนี้ ชาวต่างชาติผู้มาลงทุนจะต้องลงทุนในประเทศไทย เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทย เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 40 ล้านบาท และไม่น้อยกว่า 5 ปี และที่ดินที่ถือครองจะมีขนาดไม่เกิน 1 ไร่ และต้องอยู่ในเขตที่อยู่อาศัยเท่านั้น

ส่วนในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ก็มีการผลักดันกฎกระทรวงดังกล่าวเช่นกัน และก็ถูกวิจารณ์หนักจนต้องถอยไปตั้งหลักอีกครั้ง โดยในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ประชุม ครม.อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าว ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดคนต่างชาติที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย พ.ศ.….ที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

สาระสำคัญของกฎกระทรวง เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ของกลุ่มคนต่างชาติที่มีสิทธิขอได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย โดยกำหนดวิธีการนำเงินมาลงทุนตามประเภทของธุรกิจหรือกิจการว่า กลุ่มคนต่างชาติที่มีศักยภาพสูง 4 ประเภท ที่สามารถได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย คือ 1.กลุ่มประชากรโลกผู้มีความมั่งคั่งสูง 2.กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ 3.กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย และ 4.กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ

นอกจากนี้ยังมีการกำหนดจำนวนเนื้อที่ไม่เกิน 1 ไร่ ตามมาตรา 96 ทวิแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งต้องใช้ที่ดินนั้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับตนเอง ซึ่งเป็นพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล หรืออยู่ภายในบริเวณที่กำหนดเป็นเขตที่อยู่อาศัยตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง อีกทั้งมีจำนวนเงินลงทุนในธุรกิจหรือกิจการประเภทหนึ่งประเภทใดไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท และต้องดำรงการลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 3 ปี เช่น การซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทย การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

สำหรับร่างกฎหมายนี้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ได้แจ้งวัตถุประสงค์ว่าดำเนินไปเพื่อการดึงดูดคนต่างชาติที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทยมากขึ้น ในการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างรุนแรงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด และสภาวะเศรษฐกิจโลก และร่างกฎกระทรวงจะมีระยะเวลาบังคับใช้ 5 ปี นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

และต่อมาในรัฐบาลปัจจุบันได้มีความพยายามปรับแก้อีกครั้ง โดยยกเหตุผลเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2567 นายเศรษฐาได้เคยเกริ่นเรื่องดังกล่าวในเวทีปาฐกถากับกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ช่วงหนึ่งถึงการให้คนต่างชาติถือครองที่ดิน จำนวน 1 ไร่ ว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่าทำให้คนไทยเข้าถึงที่อยู่ลำบากขึ้น นั่นเป็นอุปสรรคใหญ่ทำให้เราไม่สามารถก้าวข้ามคำว่าขายชาติได้ และคิดว่าไม่มีทางที่จะเอาต่างชาติมาถือที่ดิน ยังไงก็ไม่ผ่าน เพราะจิตใจคนไทย สังคมไทย รับไม่ได้ ส่วนเรื่องสิทธิการเช่าที่ดินระยะยาวเป็น 90 ปี เป็นไปได้เพราะมีตัวอย่างจากหลายประเทศ จึงคิดว่าถ้า 99 ปีซื้อได้ เพราะยังเป็นของคนไทยอยู่ แต่ยังมีรายละเอียดที่ต้องดูอีกหลายเรื่อง

ทั้งนี้ แม้จะผ่านมาหลายรัฐบาล และมักจะถูกสกัดด้วยคำว่า “เอื้อนายทุน” หรือ “ขายชาติ” จนต้องสะดุดมาทุกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ก็เช่นกัน โดยล่าสุดนายเศรษฐาได้ชี้แจงย้ำชัดถึงเจตนารมณ์ในการดำเนินการ ว่า

“เป็นข้อเสนอแนะจากกระทรวงการคลังเพื่อเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นการขายขาด และในทุกๆ ประเทศก็มีลักษณะเช่นนี้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องการถือครองคอนโดฯ ที่ให้ต่างชาติถือครองเพิ่มจาก 49% เป็น 75% แต่ยังมีสิทธิ์โหวตได้แค่ร้อยละ 49 เท่ากับคนไทยก็ยังเป็นใหญ่อยู่คือ 51% ตรงนี้ต่างชาติที่เกินมาจะไม่มีสิทธิ์ในการออกเสียงโหวตอะไร ได้แต่เข้าอยู่อาศัยเท่านั้น พร้อมยืนยันว่าเป็นวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้เอื้อนายทุนใดๆ ทั้งสิ้น และเสนอให้ไปศึกษาเรื่องของการเช่าที่ดินระยะยาว ไม่ได้เป็นการขายที่ดิน จึงไม่เกี่ยวอะไรกับการขายชาติ

สอดคล้องกับนายอนุทิน เจ้ากระทรวงมหาดไทย ที่ออกมายืนยันว่า การดำเนินการต้องมีการวิเคราะห์ทั้งผลบวกและผลลบ ข้อกังวลของประชาชนต้องนำมาพิจารณาและต้องปกป้องประโยชน์ของประเทศให้มากที่สุด ส่วนที่กลัวจะไปเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดไม่มีอยู่แล้ว ขอรับรองว่าตัวนายกฯ ไม่มีเรื่องเกี่ยวข้องกับธุรกิจของท่านอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม สำหรับการดำเนินการตอนนี้อยู่ในขั้นตอน “กรมที่ดิน” พิจารณาร่างฯ ตามมติ ครม.ที่ได้สั่งการ จากนี้คงต้องจับตาว่าหลังมีกระแสวิจารณ์หนัก จะทำให้ “รัฐบาลนายเศรษฐา” ยอมถอยร่นเพื่อตั้งหลักก่อน หรือจะฝ่าแรงต้านเดินหน้าต่อไปหรือไม่.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ภูมิใจไทย”คุมเกมเลือกขั้ว กธ.จัดง่าย-พท.ใหญ่เทอะทะ

สูตรจัดตั้งรัฐบาลออกมาอย่างต่อเนื่องสอดรับกับผลการเลือกตั้ง แต่หากถาม “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยืนยันว่า “ยังอีกไกล” เพราะต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 60 วัน

"กกต."จำเลยใหญ่สังคม เสี่ยงพา"การเมืองวิกฤต"

ผ่านไปเพียง 3 วันหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งควรจะเป็นวันแห่งชัยชนะของระบอบประชาธิปไตยและการเริ่มต้นใหม่ของประเทศไทย ทว่าภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกกลับเต็มไปด้วย "เครื่องหมายคำถาม" ตัวโตๆ ที่พุ่งตรงไปยังศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

แลนด์สไลด์ส่ง ‘ค่ายน้ำเงิน’ ‘ผู้กำหนดเกม’ ตั้งรัฐบาล!

กว่า 190 ที่นั่งของ ‘ค่ายสีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทย’ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ฐานกำลังหลักคือ จำนวน สส.แบ่งแบ่งเขต ที่กวาดไปได้ถึงกว่า 170 ที่นั่ง

ดีลตั้งรัฐบาลขยับ ปิดงานสัปดาห์นี้ เปิดสภาฯนัดแรกไม่เกิน 13 มี.ค.

หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากนี้ มีการประเมินทางการเมืองว่า การเปิดประชุมสภาฯนัดแรก เพื่อเลือก”ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ-ประธานสภาผู้แทนราษฎร”จะเกิดขึ้น ภายในไม่เกินกลางเดือนมีนาคมนี้ โดยมีการคาดกันว่า อาจจะเกิดขึ้นช่วงไม่เกิน 13 มีนาคม หรืออาจเร็วกว่านั้น