จบไปแล้วกับ รายงานศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ ที่มี “ชูศักดิ์ ศิรินิล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กมธ. ภายหลังสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาฯ ติดขัดไม่ได้ลงมติ เนื่องจาก “พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน” รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ชิ่งปิดประชุมไปเสียก่อน
โดยที่ประชุมสภาฯ ลงมติไม่เห็นชอบข้อสังเกต กมธ.ด้วยคะแนน 270 ต่อ 152 งดออกเสียง 5 ไม่ลงคะแนน 1 เสียง ทำให้ข้อสังเกตตกไป โดยสภาฯ จะส่งเฉพาะตัวรายงานให้ ครม.เท่านั้น
ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้เหตุผลว่า คณะ กมธ.วิสามัญชุดนี้เกิดจากญัตติที่พรรค พท.เป็นผู้เสนอ ฉะนั้นตามหลักการต้องเห็นชอบเท่านั้น จะไม่เห็นชอบได้อย่างไร
ขณะที่ พรรคประชาชน (ปชน.) ต้องเห็นชอบกับรายงานนิรโทษกรรมอย่างแน่นอน เพราะพรรคมีแนวทางชัดเจนเรียกร้องมาโดยตลอดให้นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เมื่อรายงานศึกษาฉบับนี้เข้าทาง ระบุไว้ในเนื้อหาว่า การนิรโทษกรรม คดีมาตรา 112 ทางคณะ กมธ.มีความเห็นออกเป็น 3 ทาง คือ นิรโทษกรรมสุดซอย นิรโทษกรรมได้ แต่ต้องมีเงื่อนไข และสุดท้ายไม่นิรโทษกรรม “ปชน.” ก็ต้องเห็นชอบอยู่แล้ว ทั้งยังมีร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตั้งแต่สมัยพรรคก้าวไกล ยื่นคาไว้ในสภาฯ เรียบร้อยอีกด้วย
ในทางตรงกันข้าม ประเด็นดังกล่าว บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ ทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น ต่างไม่เห็นด้วย เพราะแนวทางไม่ชัดเจน ไม่ยอมฟันธงว่าจะเลือกทางใดทางหนึ่ง
หรืออีกนัยหนึ่งแปลความได้ว่า คณะ กมธ.เขียนไว้กว้างๆ หาทางออกไว้หลายทาง เพื่อไว้เป็น “ตัวเลือก” ให้รัฐบาลหยิบไปใช้ตามแต่สถานการณ์นั้นๆ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น
พรรคร่วมรัฐบาลจึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม ป้องกันไว้แต่แรก โดยการลงมติไม่เห็นชอบรายงานฉบับนี้ อย่างน้อยๆ หากพรรค พท.จะดำเนินการอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ไม่สามารถอ้างความชอบธรรมได้ว่าสภาฯ ไฟเขียวแล้ว
พรรคร่วมรัฐบาลพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าวันนี้ลงมติเห็นชอบเหมือนเป็นการแสตมป์ให้รัฐบาลนิรโทษกรรมพวกกระทำความผิดมาตรา 112 ได้โดยปริยาย!!!
นอกจากนี้ สส.พรรคฝ่ายรัฐบาลยังมีความเป็นห่วงเรื่องการตีความ ว่าการกระทำใดของผู้ต้องหามาตรา 112 ที่จะได้รับการนิรโทษกรรม โดยมีการยกตัวอย่าง เช่น เผารูป หรือแม้แต่พวกที่ไม่ต้องการได้รับการนิรโทษกรรม แต่จู่ๆ จะออก พ.ร.บ.ให้เขาเลย เช่นนี้สังคมจะกลับมาสามัคคีกลมเกลียวตามเป้าประสงค์ของการตราร่างได้หรือไม่ เป็นต้น
ฝ่ายพรรคแกนนำรัฐบาลก็ (แกล้ง) ชี้แจงแบบไม่เข้าใจว่า นี่เป็นเพียงรายงานผลการศึกษา ไม่ใช่การตรา พ.ร.บ.เสียหน่อย จะซีเรียสทำไม อีกทั้งไม่มีผลผูกพันกับรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ “นพดล ปัทมะ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. กล่าวภายหลังการประชุม สส.พรรค เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ว่า พรรค พท.มีจุดยืนที่ชัดเจนว่าพรรคไม่มีนโยบายและไม่มีความคิดที่จะนิรโทษกรรมความผิดในมาตรา 110 และมาตรา 112 ฉะนั้นการที่นำเสนอไปว่าพรรคจะดันนิรโทษกรรม มาตรา 112 จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ย้ำว่าพรรค พท.จะไม่นิรโทษกรรมมาตรา 112!!!
ถ้าพรรคอื่นพูดยังพอจะไว้ใจได้ แต่สำหรับพรรค พท.ต้องยอมรับว่า ขณะนี้พรรคกำลังเผชิญกับความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะกับคำพูดที่พูดไว้ แต่กลับกลืนน้ำลายตัวเอง โดยเฉพาะกรณีเคยประกาศไว้ช่วงหาเสียงว่า “มีเพื่อไทย ไม่มีลุง” แต่สุดท้าย “ลุง” ร่วมรัฐบาลหน้าตาเฉย ไม่อายชาวบ้าน
ยิ่งไปกว่านั้น ยังร่วมหัวจมท้ายกับพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่ม กปปส.ที่ตอนนี้ไหลไปรวมกันเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติ ครั้งหนึ่งต่างฝ่ายต่างลากประชาชนออกไปเป็นเหยื่อ ใช้เป็นเครื่องมือเอาชนะกันทางการเมือง จนเป็นเหตุให้มีประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต
ประสบการณ์การเมืองเหล่านี้ สอนให้พรรคร่วมรัฐบาลเรียนรู้ว่า อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง ยิ่ง “ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์ว่าอยากเห็นหน้าตาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับพรรค พท.ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้พรรคร่วมรัฐบาลเกิดความหวาดระแวงกว่าเดิม ดังนั้นพรรคร่วมรัฐบาลต้องยกการ์ดสูง เพื่อป้องกันโดนพรรค พท.เคลมเป็นพวก
ที่สำคัญต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ต่อรอง เพราะอย่าลืมว่า “ทักษิณ ชินวัตร” นายใหญ่แห่งพรรค พท.ตัวจริง ยังมีคดีมาตรา 112 ติดตัวอยู่ ยังจำได้หรือไม่ 19 ส.ค.67 “ทักษิณ” เพิ่งเดินทางมาศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ตามที่ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานในคดีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญายื่นฟ้องเป็นจำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีให้สัมภาษณ์สื่อของเกาหลีใต้เมื่อปี 2558 โดยมีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
มีหรือที่รัฐบาลพรรค พท.จะไม่ช่วย นายใหญ่ ยิ่งตอนนี้ “หญิงอิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวนายทักษิณเป็นนายกฯ ด้วยแล้ว จะนิ่งเฉยได้อย่างไร
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ยกแรกไม่ผ่านไม่เป็นไร ยกต่อไปใครพลาด เจอรุกฆาตแน่!!!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ภูมิใจไทย”คุมเกมเลือกขั้ว กธ.จัดง่าย-พท.ใหญ่เทอะทะ
สูตรจัดตั้งรัฐบาลออกมาอย่างต่อเนื่องสอดรับกับผลการเลือกตั้ง แต่หากถาม “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยืนยันว่า “ยังอีกไกล” เพราะต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 60 วัน
"กกต."จำเลยใหญ่สังคม เสี่ยงพา"การเมืองวิกฤต"
ผ่านไปเพียง 3 วันหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งควรจะเป็นวันแห่งชัยชนะของระบอบประชาธิปไตยและการเริ่มต้นใหม่ของประเทศไทย ทว่าภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกกลับเต็มไปด้วย "เครื่องหมายคำถาม" ตัวโตๆ ที่พุ่งตรงไปยังศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
เท้ง-ไหม-โรมและพวก กับโอกาสรอดที่ศาลฎีกา?
จากมติของที่ประชุมใหญ่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
แลนด์สไลด์ส่ง ‘ค่ายน้ำเงิน’ ‘ผู้กำหนดเกม’ ตั้งรัฐบาล!
กว่า 190 ที่นั่งของ ‘ค่ายสีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทย’ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ฐานกำลังหลักคือ จำนวน สส.แบ่งแบ่งเขต ที่กวาดไปได้ถึงกว่า 170 ที่นั่ง
ดีลตั้งรัฐบาลขยับ ปิดงานสัปดาห์นี้ เปิดสภาฯนัดแรกไม่เกิน 13 มี.ค.
หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากนี้ มีการประเมินทางการเมืองว่า การเปิดประชุมสภาฯนัดแรก เพื่อเลือก”ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ-ประธานสภาผู้แทนราษฎร”จะเกิดขึ้น ภายในไม่เกินกลางเดือนมีนาคมนี้ โดยมีการคาดกันว่า อาจจะเกิดขึ้นช่วงไม่เกิน 13 มีนาคม หรืออาจเร็วกว่านั้น
โจทย์หินนายกฯคนที่33รัฐบาลปีม้าไฟ
ภายหลังการปิดหีบเลือกตั้งช่วงค่ำวันที่ 8 ก.พ.นี้ ก็จะได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่ และนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย รวมทั้งได้ข้อสรุปว่าจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

