‘แม้ว’ ย่ามใจไม่เลี้ยงหลาน ทำตัวเป็น ‘ส่วนหนึ่งของปัญหา’

“ทักษิณกำลังแสดงบทบาททางการเมืองเบื้องหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้กังวลว่าตัวเองและพรรคเพื่อไทยกำลังถูกตรวจสอบเรื่องครอบงำพรรคอยู่"

แม้แต่ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" ประธานคณะก้าวหน้า และอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ยังตั้งคำถามต่อ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี

“คุณทักษิณเองน่าจะเป็นคนที่เข้าใจปัญหาโครงสร้างดีที่สุด แทนที่จะร่วมแก้ปัญหา กลับเลือกเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา”

คำตอบโต้ดังกล่าวของ "ธนาธร" มาจากกรณี "ทักษิณ" ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพาดพิงถึงพรรคประชาชน หรือพรรคก้าวไกลเดิม ถึงเหตุผลที่ไม่สามารถร่วมจัดตั้งรัฐบาลกันได้

ส่วนข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เป็นอย่างไร มีแต่ "ทักษิณ" กับ "ธนาธร" ที่รู้ว่าคุยอะไรกันในช่วงพยายามจัดตั้งรัฐบาล

แต่ที่แน่ๆ คำพูดของ "ธนาธร" ในประเด็น "ทักษิณ" เลือกเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา มันสามารถสะท้อนภาพการเมืองใหญ่ในปัจจุบันเป็นอย่างดี

เพราะจากเดิมที่ "ทักษิณ" ประกาศต้องการกลับประเทศไทยเพื่อมาเลี้ยงหลาน แต่ตั้งแต่พ้นชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ กลับมีบทบาททางการเมืองไม่ว่าจะเบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง 

มันไม่ได้เป็นการกลับมาเพื่อ "แก้ไข" แต่นานๆ ไปชักออกในแนว "แก้แค้น" มากกว่า

คำปราศรัยบนเวทีหาเสียงช่วยนายศราวุธ เพชรพนมพร ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี ในนามพรรคเพื่อไทย เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าไม่ได้เข้ามาแก้ปัญหา แต่เลือกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เหมือนอย่างที่ "ธนาธร" พูด

หลายเรื่องสะท้อนว่าไม่ได้สำนึกผิดกับพฤติกรรมในอดีต อย่างเช่น นโยบายปราบปรามยาเสพติด ที่มีการฆ่าตัดตอนในอดีตมากมาย ฟังดูคำปราศรัยบางช่วงบางตอนราวกับคิดว่า สิ่งที่ตัวเองทำเมื่อนั้นชอบด้วยกฎหมายและถูกต้องแล้ว

“วันนี้ทักษิณกลับมาแล้ว ใครค้ายาแถวนี้ระวังตัวให้ดี ทักษิณเกลียดพ่อค้ายา ถ้าอยากให้ทักษิณรัก ต้องเลิกค้ายา มาทำมาหากินสุจริตกันดีกว่า เพราะลูกหลานไม่ไหวกันแล้ว ประสาทหลอน วันนี้ต้องเอาลูกหลานกลับคืนมา เอามาบำบัด แล้วทักษิณก็ขยันเดินตรวจด้วย ตรวจเจอพ่อค้ายาก็เรียกมาเลย ไอ้ห่ามึงมานี่ มึงรู้จักกูหรือเปล่า”    

ไม่เว้นแม้แต่นิสัยโทษทุกอย่าง ยกเว้นตัวเอง “วันนี้ทำยากกว่าเมื่อก่อน เพราะมีกลไกข้าราชการใหญ่โต เทอะทะจากการปฏิวัติ และออกกฎหมายเฮงซวยไว้เยอะแยะ กฎหมายบางฉบับคนเขียนก็เอารูปตนเองตั้งไว้แล้วบอกว่า กูจะจัดการมันอย่างไรดี จนประเทศไปไหนไม่ได้ เพราะมันมองเห็นแต่หน้าตนเอง”

เช่นเดียวกับพฤติกรรมเหน็บแนมที่ไม่เคยเปลี่ยนไป “เป็นช่วงชีวิตที่ผมมีความสุขมากที่สุด แม้จะโดนร้องโดนเห่าหอนบ้าง โอ้ย ธรรมดาพี่น้องเอ้ย เวลาไปวัดกลางคืน กลับบ้านมาหมาก็เห่าหอนเป็นธรรมดา อย่าไปพยายามตีความว่ามันเห่าว่ายังไง อย่าไปใส่ใจ หมาอยู่ส่วนหมา คนก็อยู่ส่วนคน”

ตลอดจนการพูดสนุกปากจนไม่ระมัดระวัง จนสุ่มเสี่ยงจะสร้างความขัดแย้งได้ “เห็นสภาพบ้านเมืองแล้วหดหู่ หากปล่อยไว้แบบนี้คนไทยจะเหมือนคนลาว ถูกพัฒนาช้า พัฒนาเร็วเฉพาะส่วน คนส่วนใหญ่ถูกทอดทิ้ง”

ซึ่งมีการติติงในประเด็นนี้ทันทีว่า ไม่ควรเปรียบเทียบแบบนี้ แต่ควรให้เกียรติและให้ค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

อย่างไรก็ดี หากจับปฏิกิริยาของ "ทักษิณ" ในการลงพื้นที่ จ.อุดรธานีหนนี้ ส่วนหนึ่งช่วยผู้สมัครนายก อบจ. แต่อีกส่วนหนึ่งคือกำลังปลุกกระแสพรรคเพื่อไทยให้กลับมาอีกครั้ง หลังที่ผ่านมาถูกพรรคประชาชนแย่งชิงความเป็นขวัญใจประชาชนไป 

เนื้อหาที่ปราศรัยมุ่งไปทางการเมืองภาพใหญ่เสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะความมั่นใจที่ว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยจะได้ไม่ต่ำกว่า 200 เสียง

ขณะเดียวกัน "ทักษิณ" กำลังแสดงบทบาททางการเมืองเบื้องหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้กังวลว่าตัวเองและพรรคเพื่อไทยกำลังถูกตรวจสอบเรื่องครอบงำพรรคอยู่  

จากคำปราศรัยและให้สัมภาษณ์เป็นไปในลักษณะ "มั่นใจ" ในสถานะตัวเอง และ "ย่ามใจ" ว่าจะไม่มีใครทำอะไรได้

อีกเรื่องที่ตอกย้ำว่ากำลังย่ามใจคือ การที่ "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" อดีต รมว.การคลัง ได้รับการคัดเลือกให้เป็นประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือประธานบอร์ดแบงก์ชาติ

เป็นที่รับรู้กันดีว่า ลำพัง "กิตติรัตน์" คนเดียว ไม่สามารถฝ่าด่านมาเป็นประธานบอร์ดแบงก์ชาติได้หากไร้ลมใต้ปีก เพราะชื่อของ "กิตติรัตน์" นั้นถูกตั้งป้อมต้านจากทั้งฝ่ายตรงข้าม นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ตลอดจนคนในแบงก์ชาติเอง  

วีรกรรมของ "กิตติรัตน์" ในอดีตไม่ต่างอะไรกับศัตรูของแบงก์ชาติ รบกับผู้ว่าฯ แบงก์ชาติมาหลายคนตั้งแต่สมัยเป็นเสนาบดีในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

มีม็อบออกมาคัดค้านหน้าแบงก์ชาติ บางคนถึงขั้นเตือนว่า หากดันทุรังเข็น "กิตติรัตน์" นั่งประธานบอร์ด นี่จะเป็น "หัวเชื้อ" ที่อาจลามไปถึงรัฐบาลได้

อย่างที่ทราบกันว่า "วังบางขุนพรหม" ไม่มีใครอยากยุ่ง

แต่คณะกรรมการคัดเลือกที่มีนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน กลับกล้าลุยฝ่ากระแสต้าน

นั่นหมายความว่า ไม่กลัวว่ามันจะส่งผลกระทบไปยังรัฐบาลเลย และมั่นใจด้วยว่าจะไม่มีใครสามารถทำอะไรได้

นอกจาก 2 เรื่องร้อนๆ ดังกล่าว อีกเรื่องที่เหมือนจะ "แก้แค้น" มากกว่า "แก้ไข" คือกรณีที่ดินเขากระโดง อ.เมืองฯ จ.บุรีรัมย์

เป็นการงัดกันระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง กับกรมที่ดิน ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง

เรื่องนี้เป็นมากกว่าเรื่องระหว่างหน่วยงานของรัฐ หากแต่เป็นเรื่องของพรรคการเมืองในรัฐบาล ระหว่าง "พรรคเพื่อไทย" กับ "พรรคภูมิใจไทย"

รฟท.ภายใต้กระทรวงคมนาคม ประกาศทวงคืนที่ดิน ซึ่งคนประกาศคือตัว "สุริยะ" เจ้ากระทรวงเอง ทั้งที่เรื่องนี้หากไม่อยากให้กระทบความสัมพันธ์ภายในพรรคร่วมฯ น่าจะนั่งเคลียร์กันเองหลังฉากได้

การที่ "สุริยะ" เปิดฉากเอง ทำให้ตีความกันว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะใช้เรื่องที่ดินเขากระโดงเอาคืนผู้นำจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทย 

แม้ก่อนหน้านี้จะมีข่าวว่า ทั้ง "เนวิน ชิดชอบ" และ "อนุทิน" จะเข้าไปเจอ "ทักษิณ" แล้ว หากแต่นั่นเป็นเรื่องของงาน ไม่ได้ปลดล็อกความคับแค้นและแผลในใจในอดีต

เรื่องนี้จึงจะเป็นปฏิบัติการรุกใส่พรรคภูมิใจไทย 

อย่างไรก็ดี กับท่าทีของ "ทักษิณ" และ "พรรคเพื่อไทย" ในขณะนี้ ตลอดจนการเปิดศึกพรรคส้ม เพื่อทวงบัลลังก์แชมป์ในสนามเลือกตั้ง ถึงขั้นประกาศว่าได้ไม่ต่ำกว่า 200 ที่นั่งในครั้งหน้า มันบ่งบอกถึงอาการมั่นใจแบบเต็มประดาว่า นาทีนี้ไม่มีใครหยุดและทำอะไรตัวเองได้  

เป็นความมั่นใจใน "แบ็ก" ว่าจะสามารถคุ้มครองความปลอดภัยของตัวเองและพรรคเพื่อไทยได้ 

ซึ่งความมั่นใจแบบนี้เป็นสิ่งที่เห็นจาก "ทักษิณ" มาตั้งแต่อดีต จนหนีไปนอกประเทศและกลับมา

เพียงแต่อาจจะลืมไปว่า ความมั่นใจแบบนี้แหละที่ทำให้รัฐบาลตัวเองและรัฐบาลน้องสาวจบไม่สวย

ถ้าทำอะไรแบบเดิมๆ ก็มักจะได้ผลลัพธ์เดิมๆ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เร่งปิดจ๊อบ‘โกงสอบท้องถิ่น’ป.ป.ช.หวังกู้มือปราบโกง

คดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำลังได้รับการจับตาจากสังคมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในมือขององค์กรปราบโกงอย่าง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมี นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข เป็นประธาน ที่เหมือนเป็นเจ้าภาพหลักในการตรวจสอบครั้งนี้

สถานการณ์“ไทย-กัมพูชา”ยังเปราะบาง เช็กการบ้านเตรียมความพร้อมชายแดน

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 "สส.กังฟู" วสวรรธน์ พวงพรศรี

ศาลยกฟ้องชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดี 'สุชาติ' ฟ้อง 'ธนาธร' หมิ่นประมาทผ่านรายการทีวี

ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.645/2569 ที่นายสุชาติ ชมกลิ่น ยื่นฟ้อง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ความผิดต่อ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.

'อภิสิทธิ์' สับเละ! งบ 70 'หาเช้ากินค่ำ' ไร้อนาคต บี้ปฏิรูปภาษีก่อนหนี้ทะลุ 80%

'อภิสิทธิ์' สับรัฐบาลจัดงบ 70 แบบไร้อนาคต หาเช้ากินค่ำ มีเงินใช้แค่งบประจำ-ใช้หนี้ ต้องกู้ลงทุน อย่าหวังเพิ่มเบี้ยคนชรา-สวัสดิการ แนะปฏิรูปภาษีก่อนหนี้สาธารณะทะลุ 80%

สภาชำแหละ งบ70กางโผ เป้ารอถล่ม

สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ในวาระแรกขั้นรับหลักการ ตลอด 3 วัน คือตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ถึง 1 ก.ค. ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญทางการเมืองประจำสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ก.ค. โดยวิป 3 ฝ่ายคือ คณะรัฐมนตรี-พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ข้อสรุปให้เวลาในการอภิปรายรวม 41 ชั่วโมง