การเมืองไทยปี 68 เข้มข้น-ขับเคี่ยว-ร้อนแรง ซักฟอกมี.ค.-ปรับครม.กลางปี

 

การเมืองไทยไม่ว่าปีไหนๆ ก็มีประเด็นร้อนเกิดขึ้นได้ตลอด บางเรื่องเกิดขึ้นตามปฏิทินการเมือง แต่บางประเด็นเป็นความร้อนแรงที่แทรกขึ้นมาแบบไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

ก็ดูอย่างปี 2567 ที่ผ่านไป ก็ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าอดีตสมาชิกวุฒิสภาชุดที่แล้วจะเห็นประเด็นว่า การที่เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ นำชื่อพิชิต ชื่นบาน อดีตทนายถุงขนมสองล้านบาท เป็น รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี มีความเสี่ยงผิดมาตรฐานจริยธรรมฯ ที่ทำให้หลุดจากตำแหน่งนายกฯ ได้ จนเข้าชื่อกันส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย จากนั้นอีกไม่นาน เศรษฐาก็หลุดจากนายกฯ เมื่อ 14 ส.ค.2567 โดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะหลุดจากนายกฯ ภายในปีที่แล้ว

เรื่องแบบนี้คือธรรมชาติของการเมืองไทย ที่แต่ละซีนมีเรื่องให้พลิกผัน จับทางได้ยาก

สำหรับ การเมืองไทยปี 2568 มีประเด็นร้อนแรง-ความต่อเนื่องของข่าวสารหลายเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งมีทั้งที่อยู่ในปฏิทินการเมืองประจำปีนี้ และบางเรื่องก็ให้จับตาว่าอาจจะได้ข้อสรุปหรือมีจุดพลิกแบบเห็นหน้าเห็นหลังในปีนี้ โดยฉากหลักๆ ก็มีเช่น การเลือกตั้งนายก อบจ.ทั่วประเทศ 47 จังหวัด ที่จะเลือกกันในวันที่ 1 ก.พ.นี้ 

ที่เปิดมาต้นปีเริ่มชัดเลยว่าหลายจังหวัดการแข่งขันร้อนแรง-ดุเดือด โดยบางจังหวัดเป็นการสู้กันระหว่าง บ้านใหญ่ตระกูลการเมืองประจำจังหวัด ที่สู้กันเองระหว่างตระกูลการเมือง

และบางจังหวัดก็เป็นการสู้กันระหว่าง บ้านใหญ่กับบ้านใหม่-ที่เริ่มมีบทบาทในจังหวัด เพราะเริ่มสร้างฐานการเมืองไว้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น เพื่อหวังขึ้นมาเป็นบ้านใหญ่ประจำจังหวัด แทนบ้านใหญ่ที่เริ่มโรยราไปตามสภาพ รวมถึงบางจังหวัดพบว่าเป็นการสู้กันระหว่างบ้านใหญ่กับผู้สมัครของบางพรรคการเมือง เช่น พรรคประชาชน-พรรคส้ม ที่ชูธงการสร้างการเมืองท้องถิ่นรูปแบบใหม่ เน้นการขายนโยบายพัฒนาพื้นที่ จนทำให้ผู้สมัครนายก อบจ.ของพรรคประชาชนหลายจังหวัดกลายเป็นคู่ต่อสู้หลักของบ้านใหญ่ไปแล้ว

ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองบางพรรคก็ใช้วิธีเปิดตัวส่งคนลงสมัครอย่างเป็นทางการไปเลย ซึ่งหลักๆ ก็มี พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน แม้แต่บางพรรคที่หลายคนไม่รู้ เช่น ชาติไทยพัฒนา ก็พบว่าส่งคนลงสมัครนายก อบจ.ในนามพรรคชาติไทยพัฒนาที่จังหวัดสุพรรณบุรี ฐานเสียงสำคัญของพรรคชาติไทยพัฒนา เพื่อสู้กับอดีตนายก อบจ.สุพรรณบุรีหลายสมัย

ที่น่าสนใจ บางพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรครัฐบาล แม้จะไม่ได้ส่งคนลงสมัครในนามพรรคอย่างเป็นทางการ แต่แกนนำพรรค-สส.พรรค ก็ไปช่วยหาเสียงให้ เพราะบางคนก็เป็นเครือญาติ เช่น พรรคประชาชาติ ที่มีฐานเสียงหลักที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เป็นที่รู้กันว่าสนับสนุน-คอยแบ็กอัปผู้สมัครนายก อบจ.ในพื้นที่อยู่ เช่น ที่ยะลา ฐานที่มั่นใหญ่ของพรรคประชาชาติ และวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา จึงทำให้ต้องหนุนหลัง มุขตาร์ มะทา อดีตนายก อบจ.ยะลาหลายสมัย น้องชายประธานรัฐสภา ที่รอบนี้ก็ลงสมัครอีกครั้งหนึ่ง หรืออย่าง พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีฐานที่มั่นอยู่ที่ภาคใต้หลายจังหวัด แม้จะไม่ได้ส่งคนลงอย่างเป็นทางการ แต่คนในพรรค-สส.ของพรรค ก็แบ็กอัปผู้สมัครนายก อบจ.บางจังหวัด เช่น ป้าโส-โสภา กาญจนะ อดีต สส.สุราษฎร์ธานี จากบ้านใหญ่ตระกูลกาญจนะ ซึ่งตอนนี้ก็มี สส.สุราษฎร์ธานี ที่เป็นคนในครอบครัวสองคน จึงเป็นธรรมดาที่ทำให้คนของรวมไทยสร้างชาติก็ต้องหนุนหลังป้าโสให้ชนะเลือกตั้งนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การต่อสู้หลักๆ ในสนามนายก อบจ. 47 จังหวัดรอบนี้ จะเป็นการสู้กันของสามขั้วสามสีคือ แดง-เพื่อไทย ส้ม-ประชาชน และน้ำเงิน-ภูมิใจไทย ซึ่งแม้ภูมิใจไทยจะไม่ได้ส่งคนลงสมัครอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่าผู้สมัครหลายจังหวัดเป็นคนในเครือข่ายสีน้ำเงิน เช่น ศรีสะเกษ-บุรีรัมย์-บึงกาฬ-นครพนม-เชียงราย เป็นต้น

สำหรับพรรคเพื่อไทยที่ส่งคนลงสมัครทั้งสิ้น 16 จังหวัด แยกเป็นลงในนามพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการ 14 จังหวัด และลงในนามสมาชิกพรรคเพื่อไทยอีก 2 จังหวัด

มีการประเมินทางการเมืองว่า มีความเป็นไปได้ที่เพื่อไทย จากที่ส่ง 16 จังหวัดอย่างต่ำ ก็อาจได้สักระดับไม่ต่ำกว่า 10 ที่นั่ง แต่ถ้าไปได้ถึงระดับ 12-14 ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ส่วนจะถึงขั้นกวาดเรียบ 16 จังหวัด ถามว่ามีโอกาสหรือไม่ ก็มีโอกาส แต่น่าจะยากพอสมควร

หากทักษิณ-เพื่อไทยทำได้ตามเป้า มันก็คงเป็นแรงส่ง-กำลังใจทางการเมืองให้กับทักษิณไม่น้อย หลังก่อนหน้านี้ก็กำชัยชนะมาสองนัดติดทั้งสนามนายก อบจ.อุดรธานีและอุบลราชธานี ซึ่งหากเพื่อไทยทำได้ตามเป้า ก็จะทำให้ทักษิณ-เพื่อไทยได้ใช้ฐานการเมืองในจังหวัดที่ตัวเองชนะนายก อบจ.ไปสร้างคะแนนเสียง-กระแสในพื้นที่ เพื่อต่อยอดไปถึงการเลือกตั้ง สส.รอบหน้า จนทำให้เพื่อไทยกลับมาชนะเลือกตั้ง และแพทองธาร ลูกสาว ได้กลับมาเป็นนายกฯ อีกหนึ่งสมัยหลังเลือกตั้งรอบหน้านั่นเอง

ส่วนการเมืองเรื่องอื่นๆ ในปีนี้ ก็มีอีกหลายเรื่องน่าติดตาม เช่น ความเป็นไปได้ที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะกลับไทย

โดยเฉพาะในช่วงก่อนสงกรานต์เดือนเมษายน ที่ทักษิณ พี่ชายเคยลั่นวาจาไว้ว่าจะทำให้น้องสาวได้กลับมาเล่นน้ำสงกรานต์ที่บ้านเกิดเชียงใหม่ปีนี้ให้ได้

จังหวะสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ คาดว่าในเดือนมกราคมนี้จะมีการประกาศใช้ ประกาศกรมราชทัณฑ์ เรื่อง การกําหนดคุณสมบัติเฉพาะ ลักษณะต้องห้าม และวิธีการคุมขังผู้ต้องขังในสถานที่คุมขังฯ ซึ่งการคุมขังนอกเรือนจำนั้น นักโทษที่จะได้สิทธิ์ดังกล่าวต้องเป็นนักโทษเด็ดขาด มีคำพิพากษาแล้ว ต้องโทษจำคุกครั้งแรกและโทษไม่เกิน 4 ปี

แม้ว่ายิ่งลักษณ์ นักโทษหนีคดีจำนำข้าว จะถูกศาลฎีกาตัดสินจำคุก 5 ปีในคดีจำนำข้าว ซึ่งถือว่าเกินหลักเกณฑ์ อีกทั้งยิ่งลักษณ์ยังไม่เคยถูกคุมขังมาก่อน หลายคนเลยมองว่ายิ่งลักษณ์ไม่น่าจะได้ประโยชน์จากประกาศดังกล่าว

กระนั้นต้องไม่ลืมว่า หากยิ่งลักษณ์ยอมกลับมารับโทษแล้วทำเรื่องทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษหรือลดโทษ ก็ไม่แน่ สุดท้ายยิ่งลักษณ์จะเข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าว

เพียงแต่คำถามก็คือ ยิ่งลักษณ์จะกลับมาแล้วเดินตามทักษิณโมเดล คือไม่ยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว จะแกล้งป่วยไปนอนโรงพยาบาลก่อนในช่วงทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ-ลดโทษ

ทางรัฐบาลเพื่อไทย-ทักษิณ จะยอมให้ยิ่งลักษณ์ทำแบบนั้นหรือไม่?

เพราะรัฐบาลแพทองธาร ที่เป็นหลานสาวยิ่งลักษณ์ ก็อาจเสี่ยงทางการเมือง หากกระแสประชาชนไม่พอใจกับเรื่องนี้มีสูง เพราะคนอาจคิดว่าแค่ทักษิณเป็นนักโทษเทวดาคนเดียว คนยังพอรับได้ แต่หากจะให้ยิ่งลักษณ์เดินตามรอยทักษิณอีกคน ประชาชนอาจเริ่มหมดความอดทน ถ้ากระบวนการยุติธรรมประเทศไทยขาดความศักดิ์สิทธิ์-มีการเลือกปฏิบัติให้กับคนตระกูลชินวัตรได้อยู่เหนือกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

จึงต้องดูว่า ทักษิณ-แพทองธาร-เพื่อไทย จะกล้าเสี่ยงหรือไม่

ซึ่งหากกล้าเสี่ยงและมั่นใจในดีลต่างๆ ว่าได้ปูทางให้ยิ่งลักษณ์ไว้หมดแล้ว ก็ไม่แน่ เราอาจได้เห็นยิ่งลักษณ์กลับมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้!

สำหรับประเด็นการเมืองอื่นๆ ในปีนี้ที่น่าสนใจและคงเกิดขึ้นแน่ก็ยังมีอีกหลายเรื่อง เช่น ศึกซักฟอก-อภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ฝ่ายค้าน คือพรรคประชาชน โหมโรงมาแล้วว่ายื่นแน่และจัดหนักเหมือนสมัยเป็นพรรคก้าวไกล รับรองแฟนๆ ไม่ผิดหวัง

และหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้นลง คาดว่า ทักษิณคงส่งสัญญาณให้แพทองธารปรับ ครม.ในช่วงเดือนพฤษภาคม

ซึ่งถึงช่วงดังกล่าว ก็เท่ากับรัฐบาลแพทองธารทำงานมาร่วม 8 เดือนแล้ว มันก็เข้าล็อกได้จังหวะที่จะปรับ ครม.หลังเสร็จศึกซักฟอก

ท่ามกลางกระแสข่าวว่า ให้จับตา อาจจะมีการปรับ ครม.แบบหลายคนคาดไม่ถึง เช่น

การปรับพรรครวมไทยสร้างชาติออกจากรัฐบาล ตามรอยพรรคพลังประชารัฐ เพื่อเป็นการเอาพรรคเครือข่าย 3 ป.ออกไปจากรัฐบาล และได้กระทรวงที่พรรครวมไทยสร้างชาติดูแล เช่น กระทรวงพลังงาน กลับมาอยู่ในมือเพื่อไทยและทักษิณ เป็นต้น

กระนั้น หากทักษิณเคลียร์ใจกับคนในรวมไทยสร้างชาติได้ทั้งคนหน้าฉากและหลังฉาก ไม่แน่เช่นกัน รวมไทยสร้างชาติอาจได้ต่อวีซ่า ไม่โดนเขี่ยออกจากรัฐบาล

ซีนนี้มันจะชัดขึ้นเมื่อถึงช่วงใกล้ๆ โดยเฉพาะหลังศึกซักฟอก ที่ยังไงเสีย ปีนี้มีปรับ ครม.แน่นอน  

ทั้งหมดคือฉากการเมืองปี 2568 แบบกว้างๆ ที่นำมาฉายให้เห็นเป็นหนังตัวอย่าง ก่อนถึงฉากจริงที่ได้เห็นกันแน่ในปีนี้ ส่วนเมื่อเห็นแล้วจะมีผลต่อเนื่องทางการเมืองแต่ละบริบทอย่างไร ของแบบนี้ต้องรอติดตาม แต่บอกได้คำเดียว ทุกซีนการเมืองข้างต้นมีฉากไคลแมกซ์ให้เห็น.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯอนุทิน เปิดงานฉลองครบ 141 ปี โรงเรียนอัสสัมชัญ ย้ำไม่ลืมรากฐานชีวิต

นายกฯ เปิดงานฉลองครบรอบ 141 ปี โรงเรียนอัสสัมชัญ ย้ำไม่ลืมรากฐานชีวิต ชื่นชมสถาบันบ่มเพาะ “สุภาพบุรุษอัสสัมชัญ” สร้างคุณูปการแก่ประเทศ

'เท้ง' สวน 'แก้วตา' ปชน.ไม่มี IOส้ม บิดเบือนข้อมูล ลั่นไร้ปัญหาร่วมงาน 'กล้าธรรม' ฝ่ายค้าน

เท้ง ยันหลายอย่างที่ ‘ธิษะณา’ ออกมาพูดก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริง อย่าง IO ส้ม พรรคประชาชนไม่เคยมีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารแบบนั้น  ทางพรรคมีทีมโซเซียลในการติดตามความเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ได้มีทีมเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาชี้นำข้อมูลข่าวสารหรือบิดเบือนสังคม

ศาลนัดสืบพยาน 'กัลฟ์' ฟ้องหมิ่นประมาท 'ณัฐพงษ์' 100 ล้าน ต้นเดือนต.ค.69

ศาลนัดตรวจหลักฐานและสอบคำให้การจำเลยคดีดำอ.1035/2568ที่บริษัท กัลฟ์เจพี เอ็นเอส จำกัดเป็นโจทก์ฟ้องนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน