แผงอำนาจ สว.สีน้ำเงิน ที่เป็นกลุ่มอำนาจหลักในสภาสูง-วุฒิสภาเวลานี้ กำลังถูกจับตามองว่าจะถึงขั้น ทัพแตก จนต้องแยกย้าย หรือถูก สลายกำลัง ลงจากนี้หรือไม่
หลังเกิดปฏิบัติการรุกไล่ของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ที่จะเสนอให้ที่ประชุม คณะกรรมการคดีพิเศษ หรือบอร์ดดีเอสไอ ซึ่งนัดประชุม 25 ก.พ.นี้ ให้มีมติให้ดีเอสไอเข้าสอบสวนกระบวนการเลือก สว.เมื่อปี 2567 ที่ดีเอสไออ้างว่ามีกระบวนการคัดเลือกโดยมิชอบ จึงเสนอให้บอร์ดดีเอสไอมีมติรับเรื่องนี้ไว้เป็น คดีพิเศษ ซึ่งมติดังกล่าวต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 จากกรรมการที่เข้าประชุม จากที่มีกรรมการ 22 คน
ส่วนผลประชุมบอร์ดดีเอสไอจะออกมาอย่างไร รอติดตาม 25 ก.พ.
ขณะเดียวกัน สว.สีน้ำเงิน ที่ตอนนี้มีร่วมๆ 130 เสียง แต่ก็สามารถประสาน สว.อีกบางส่วนให้มาร่วมลงมติหรือมาทำกิจกรรมกับ สว.สีน้ำเงินได้อีกราวๆ 20-30 คน ทำให้ สว.สีน้ำเงินบอกมาตลอดว่า ฝั่งตัวเองมี สว.ที่เป็น น้ำเงินแท้-True blue ราวๆ 130 เสียง แต่หากเป่านกหวีดระดมพลก็มีราวๆ 160 เสียง
พบว่า สว.สีน้ำเงินเตรียมตั้งรับและโต้กลับดีเอสไอ-บอร์ดกรรมการคดีพิเศษเช่นกัน แต่เป้าหลักที่เตรียมเปิดศึกด้วยก็คือพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ที่คุมดีเอสไอ และเป็นรองประธานบอร์ดดีเอสไอ ซึ่ง สว.สีน้ำเงินประกาศแล้ว หากดีเอสไอเข้ามาสอบสวน ทาง สว.จะเข้าชื่อกันขอเปิดอภิปราย รมว.ยุติธรรมแบบไม่ลงมติ และลงชื่อยื่นถอดถอน รมว.ยุติธรรมต่อศาลรัฐธรรมนูญ ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม แบบเดียวกับที่อดีต สว.ชุดที่แล้วยื่นถอดถอนเศรษฐา ทวีสิน จนทำให้เศรษฐาหลุดจากนายกฯ
ส่วนว่า สว.สีน้ำเงินจะเอาจริงหรือแค่ขู่ เชื่อว่าคงรอผลประชุมบอร์ดดีเอสไอ 25 ก.พ.นี้ก่อน หากที่ประชุมมีมติให้ดีเอสไอเข้าสอบสวน ทาง สว.สีน้ำเงินคงเปิดหน้ารบ ชนกับ พ.ต.อ.ทวี-ดีเอสไอเต็มสูบ เพราะเดิมพันนี้ใหญ่มาก นอกจากทำให้เสี่ยงหลุดจากเก้าอี้ สว. ยังอาจโดนดำเนินคดีอาญาตามมาด้วย
ท่ามกลางกระแสข่าวให้จับตาความเคลื่อนไหว สว.สีน้ำเงิน เพราะลือกันว่าช่วงกลางสัปดาห์นี้อาจจะมีการนัดรวมพล สว.สีน้ำเงินบางส่วนเพื่อวางแผนรับมือดีเอสไอ-รมว.ยุติธรรม ที่โรงแรมชื่อดัง ซอยรางน้ำ หรือไม่ก็อาจเป็นที่รัฐสภา ในช่วงเย็นวันที่ 25 ก.พ. หลังทราบผลการประชุมบอร์ดดีเอสไอ
สำหรับจุดนัดพบที่ซอยรางน้ำ พบว่าที่ผ่านมาเป็นแหล่งพบปะ สว.สีน้ำเงิน กับผู้มากบารมีทางการเมืองจากจังหวัดบุรีรัมย์หลายครั้ง เช่นช่วงเลือก ปธ.วุฒิสภา-รอง ปธ.วุฒิสภา และการทำโผเก้าอี้ ปธ.กรรมาธิการสามัญของวุฒิสภา 21 คณะ จนเมื่อทุกอย่างลงตัว ระยะหลังการนัดพบกันของ สว.สีน้ำเงินแบบวงใหญ่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
เพราะช่วงหลังจะเป็นการนัดเฉพาะคีย์แมนตัวหลักของ สว.แต่ละกลุ่มใน 20 กลุ่มสาขาอาชีพที่ได้รับเลือกเข้ามาเป็น สว. โดยใน 20 กลุ่มดังกล่าว จะมีระดับเฮดๆ ประมาณ 1-2 คน ที่จะมีการนัดไปเจอกันที่ซอยรางน้ำ เพื่อพูดคุยกับผู้มากบารมี บ้านใหญ่อีสานใต้คนดัง ที่จะเจอกันอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อหารือเรื่องต่างๆ จากนั้นพอคุยเสร็จ หัวหน้ากลุ่ม สว.สีน้ำเงินใน 20 กลุ่ม จะไปถ่ายทอดให้ สว.สีน้ำเงินฟังอีกทอดหนึ่ง
สายข่าว สว.สีน้ำเงิน เล่าว่า การนัดเจอกันของ สว.สีน้ำเงินครั้งล่าสุด ที่เป็นการนัดเจอแบบวงใหญ่ มี สว.ไปร่วมงานด้วยเฉียดร้อยที่เซฟเฮ้าส์ซอยรางน้ำ เกิดขึ้นเมื่อ 27 ม.ค. ที่อยู่ในช่วงตรุษจีน ที่ตรงกับวันที่ 29 ม.ค. โดยมี สว.สีน้ำเงินแท้ และ สว.สีน้ำเงินอ่อน ไปร่วมกินข้าว-พูดคุย พร้อมกับมีการเช็กชื่อ เช็กขุมกำลัง สว.สีน้ำเงินไปในตัว ภายใต้ธีมบรรยากาศแบบตรุษจีน ซึ่งรู้กันดีว่าหมายถึงอะไร?
และมีการขอความร่วมมือให้ สว.ทุกคนฝากโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายภาพอัดเสียงไว้หน้าห้อง ซึ่งการนัดคุยของ สว.สีน้ำเงิน โดยเฉพาะนัดสำคัญ จะเป็นแบบนี้ทุกครั้ง เพื่อป้องกันความลับรั่วไหล เพราะของแบบนี้มันไม่แน่ อนาคตอาจมีบางคนแยกตัวออกไปจาก สว.สีน้ำเงิน จึงต้องเซฟไว้ก่อน
สายข่าว สว.สีน้ำเงิน อัปเดตเรื่องราวในฝั่งตัวเองให้ฟังว่า การเคลื่อนไหวของ สว.สีน้ำเงิน ทั้งในห้องประชุมและนอกห้องประชุม คนที่เป็นคีย์แมนประสานงานตัวหลักตอนนี้คือ วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ที่มีตำแหน่งเป็น ปธ.คณะกรรมาธิการคมนาคม วุฒิสภา และเลขานุการวิปวุฒิสภา โดยเป็นที่รู้กันดีว่า วุฒิชาติ อดีตผู้ว่าการการรถไฟฯ สนิทสนมกับ บ้านใหญ่บุรีรัมย์ บทบาทสำคัญของวุฒิชาติ พี่ใหญ่ สว.สีน้ำเงิน คือการที่เป็นเลขานุการวิปวุฒิสภา ทำให้มีบทบาทสำคัญในเรื่องการเห็นชอบคนเข้าไปทำหน้าที่ใน องค์กรอิสระทุกแห่ง รวมถึงองค์กรศาล เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองสูงสุด
นั่นก็คือตำแหน่ง เลขานุการคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ไปทำหน้าที่ใน "องค์กรอิสระ" หลายแห่งในช่วงที่ผ่านมา ที่ส่งชื่อมาให้ สว.โหวตเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ทั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช.-คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน-ผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมถึง องค์กรศาล ที่ต้องมีการสอบประวัติทางลับทุกชื่อ โดยข้อมูลทุกอย่างจะอยู่ใน เอกสารลับที่สุด ที่ไม่มีการเผยแพร่
ชื่อนี้ วุฒิชาติ คีย์แมน สว.สีน้ำเงิน จึงกุมข้อมูลผู้จะเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ-ศาล รธน.-ศาลปกครองสูงสุด และอีกบางองค์กรที่ต้องให้วุฒิสภาโหวตต่อจากนี้ เช่น กสทช.ชุดใหม่ทั้งคณะที่จะหมดวาระในปี 2571
ทำให้ สว.สีน้ำเงินมองว่า เขาคือคนกลางในการเชื่อมคอนเนกชันองค์กรอิสระกับเครือข่ายการเมืองสีน้ำเงิน โดยหลังจากนี้ สว.มีคิวโหวตสำคัญๆ อาทิ การโหวต ป.ป.ช.ชุดใหม่ 3 ชื่อ-กกต.ชุดใหม่ที่จะโหวตกันในปีนี้ 5 คน-ตุลาการศาล รธน.ใหม่อีก 2 ชื่อ ที่รอโหวตเร็ววันนี้เช่นกัน
จนลือมาได้สักพัก จุดนี้ อาจทำให้คนแถวบ้านจันทร์ส่องหล้าเกรงว่าถ้าปล่อยให้ สว.สีน้ำเงินอยู่ในอำนาจแบบนี้ต่อไปอีก 4 ปีกว่า อาจทำให้พรรคสีน้ำเงินมีฐานอำนาจทั้งในสภาฯ-วุฒิสภาไม่พอ ยังมีดาบอยู่ในองค์กรอิสระ-องค์กรศาล ทำให้ต้องจัดการเขย่า-ไล่ทุบ สว.สีน้ำเงินให้ทัพแตก
ถึงขั้นลือกันสนั่นในวงกาแฟ สว.ที่ตึกวุฒิสภาว่า หากสุดท้ายดีเอสไอรุกไล่ สว.สีน้ำเงินหนักๆ ไม่แน่อาจมีการยื่นเงื่อนไข ย้ายค่าย-เปลี่ยนขั้ว ส่งไปถึง สว.สีน้ำเงินให้แยกตัวออกมาจากสีน้ำเงิน เปลี่ยนเสื้อใหม่มาเป็น สว.สีแดง ค่ายเพื่อไทย เพื่อแลกกับการไม่โดนดีเอสไอไล่บดขยี้
ทำนองไล่ทุบแล้วรอช้อนตัว บีบให้เปลี่ยนจาก สว.สีน้ำเงินมาเป็น สว.สีแดง
นี่คือเรื่องราวที่ร่ำลือกันในแวดวงสภาสูงเวลานี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เบื้องหลังโผครม.'อนุทิน2' จัดสมดุลอำนาจ-ฝ่าวิกฤตศก.
หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี 35 คน รายชื่อส่วนใหญ่ไม่พลิกจากโผที่สื่อคาดการณ์ไว้ แต่ ของจริง อยู่ที่เบื้องหลังการจัดวางตัวบุคคล ซึ่งสะท้อนการคุมเกมอำนาจภายในพรรคสีน้ำเงินอย่างรอบคอบ ทั้งการให้รางวัล “คนทำงาน” การกันแรงกระเพื่อม และการล็อกเสถียรภาพรัฐบาลตั้งแต่วันแรก
'รทสช.'อยู่ยากใน‘รัฐบาลหนู2’ เจอพิษน้ำมัน ซัดกันเองฉ่ำ!
พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อีกหนึ่งพรรคร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” หลังจาก รทสช.พ่ายในสนามเลือกตั้ง ได้ สส.เพียง 2 คน โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ได้สละที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อให้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ทำหน้าที่แทน ควบคู่กับ นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ ส่วนพีระพันธุ์ขอลุยทำหน้าที่ขับคลื่อนพรรคเพียงหมวกเดียว
อาฟเตอร์ช็อกน้ำมันแพง จับตามาตรการช่วยเหลือ วัดกึ๋น รบ.
คำขอโทษประชาชนของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี ในงาน Meet The Press ภายใต้หัวข้อ ‘1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม’
'วิกฤตน้ำมัน'ผลพวงลากยาว หยิกเล็บเจ็บเนื้อ'ครม.หนู2'
อารมณ์คนในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน ค่าครองชีพพุ่งสูง เดือดยิ่งกว่าอุณหภูมิช่วงหน้าร้อนหลายเท่าตัว แม้กระทั่งภาพจำในช่วงรัฐบาลรักชาติยึดคืนอธิปไตยกลับคืนมลายหายไปสิ้น แปรเปลี่ยนเป็นเสียงบ่น ก่นด่าแทน
ปล่อย“ไอ้โม่ง”ลอยนวล รัฐบาล“อนุทิน”เสี่ยงพัง!
เหตุการณ์ “ลักหลับประชาชน” คืนวันที่ 25 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 26 มีนาคม กลายเป็นแรงกระแทกทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลตัดสินใจปล่อยลอยตัวดีเซล ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีถึง 6 บาทต่อลิตร สร้างภาระค่าครองชีพที่ถาโถมใส่ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซัด"อนุทิน"-กะซวก"พิพัฒน์" แค่หนังตัวอย่าง ก่อนเจอของจริง
หลังคนไทยหลายภาคส่วนได้รับผลกระทบโดยตรงแล้วจากสงครามถล่มอิหร่าน โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

