'ไทย' โดนถล่ม ส่ง' อุยกูร์' กลับจีน บทพิสูจน์ข้อแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า

การส่งชาว อุยกูร์ จำนวน 40 คนกลับประเทศจีนโดยทางการไทย ได้กลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงทั้งในสังคมไทยและในเวทีสังคมโลก โดยชาวอุยกูร์กลุ่มนี้ถูกควบคุมตัวในประเทศไทยมานานกว่า 11 ปี ได้รับการกล่าวอ้างจากรัฐบาลไทยว่าดำเนินการ “ด้วยความสมัครใจ”

แต่ในขณะเดียวกันมีบางฝ่ายไม่เชื่อคำชี้แจงดังกล่าว และตั้งคำถามว่า “ทำไมต้องส่งกลับ” รวมถึงความไม่เชื่อมั่นในคำรับประกันความปลอดภัยจากจีนที่ยังเป็นที่ตั้งข้อสงสัยอย่างต่อเนื่อง เรื่องนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีนเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมของไทยในเวทีระหว่างประเทศอีกด้วย

ในปัจจุบันรัฐบาลจีนได้ทำหนังสือโดยตรงมาถึงรัฐบาลไทยเพื่อขอรับชาวอุยกูร์ โดยมองว่าชาวอุยกูร์คือประชาชนจีน อีกทั้งมีการออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับไปยังซินเจียงจะได้รับการดูแลและคุ้มครองความปลอดภัยอย่างเต็มที่ ซึ่งคำรับประกันนี้ถูกนำเสนอเป็นส่วนหนึ่งของการรับประกันว่าจะไม่เผชิญกับการทรมานหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลังการส่งกลับ

รัฐบาลจึงตัดสินใจส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คนไปยังจีน โดยไทยได้เตรียมการเพื่อให้แน่ใจว่าชาวอุยกูร์ปลอดภัยหลังจากส่งกลับจีน ดังนี้ 1.การรับรองความปลอดภัยจากจีน ซึ่งจีนได้ให้คำมั่นว่าจะไม่ดำเนินคดีกับชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับ และจะให้พวกเขากลับไปอยู่กับครอบครัวโดยไม่มีการลงโทษ

2.การตรวจเยี่ยม รัฐบาลไทยวางแผนจะส่งคณะผู้แทน และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไปตรวจเยี่ยมชาวอุยกูร์ในจีนอีกครั้งภายใน 15-30 วัน เพื่อตรวจสอบความเป็นอยู่ของพวกเขา

3.การประสานงานกับจีน ไทยได้รับอนุญาตให้สอบถามหรือเยี่ยมชาวอุยกูร์ที่ส่งกลับจีนได้ ซึ่งแสดงถึงความโปร่งใสในการติดตามผล

ภายหลังจากการส่งตัวชาวอุยกูร์ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รีบออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวแก้ข้อกล่าวหาทันที แบบจัดใหญ่จัดเต็ม โดยสรุปว่า ไม่มีประเทศที่ 3 ที่ต้องการรับตัวแบบจริงจัง แต่มีแค่จีนที่พร้อมอ้าแขนรับชาวอุยกูร์กลุ่มนี้

นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ยืนยันว่า จะดูแลชาวอุยกูร์อย่างดี และจัดหาอาชีพให้ รัฐบาลจีนยืนยันว่าชาวอุยกูร์จะสามารถติดต่อกับญาติพี่น้องได้ และทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ได้ถามความสมัครใจชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คน ว่าจะกลับไปยังประเทศต้นทางหรือไม่ และท้ายสุดทุกคนก็สมัครใจเดินทางกลับ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีใครสมัครใจ

มีการตรวจสอบหลังส่งตัว รัฐบาลไทยจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบความเป็นอยู่ของชาวอุยกูร์ในจีนเป็นระยะ และจะมีการถ่ายรูปบันทึกทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด โดยจากการสังเกตการณ์ ระบุว่า ตั้งแต่ชาวอุยกูร์ลงจากเครื่องบินลงมาด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเครื่องพันทนาการแต่อย่างใด มีญาติพี่น้องชาวอุยกูร์ได้เดินทางมารับคนที่เหลือ

นอกจากนี้รัฐบาลจีนยังนำชาวอุยกูร์ไปที่โรงเรียนฝึกอาชีพ และมีญาติมารอรับเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีการขอบคุณรัฐบาลไทยและจีนที่ทำให้เขาได้กลับบ้าน และยังได้พบกับชาวอุยกูร์ที่บ้านพักที่เราได้ส่งตัวกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งพบว่าอยู่ดีมีสุข

ส่วนที่รัฐบาลไทยอธิบายว่า การส่งตัวชาวอุยกูร์ในช่วงกลางคืนนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย และให้ชาวอุยกูร์ถึงจีนในช่วงกลางวัน

คำถามที่สำคัญคือ ทำไมชาวอุยกูร์ถึงยอมเปลี่ยนใจเดินทางกลับพร้อมกันทีเดียว เพราะก่อนหน้านั้นมีจดหมายของชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับจีนหลายฉบับ โดยมีเนื้อหาสะท้อนความไม่เต็มใจที่จะกลับจีน

จดหมายฉบับแรก ส่งถึง UNHCR เมื่อเดือน มิ.ย.2567 โดยชาวอุยกูร์ 48 คน ขอให้ช่วยเหลือและไม่ส่งกลับจีน เพราะกลัวถูกทรมานหรือประหารชีวิต จดหมายฉบับนี้ไม่ถึงมือ UNHCR และถูกส่งคืนให้ผู้ต้องกัก

จดหมายฉบับที่สอง จากญาติของผู้ต้องกัก ส่งถึงนายกรัฐมนตรีไทย ขอให้ช่วยส่งตัวชาวอุยกูร์ไปยังประเทศอื่น เช่น ตุรกี เพื่อเป็นการรวมครอบครัว

จดหมายฉบับที่สาม เป็นจดหมาย SOS ขอความช่วยเหลือจากประชาคมโลก ไม่ให้ถูกส่งกลับจีน เนื่องจากกลัวอันตราย

อย่างไรก็ตาม กรมราชทัณฑ์ ยืนยันว่าไม่มีจดหมายใดออกมาจากเรือนจำกลางคลองเปรม และอาจเป็นจดหมายที่ทำขึ้นมาอย่างไม่ถูกต้อง

โดยหนึ่งในปัจจัยหลักที่ถูกนำมาพูดถึงคือ แรงกดดันทางการทูตระหว่างไทยกับจีน ในภูมิภาคที่จีนมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง ประเทศไทยในฐานะที่ต้องรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศจีน อาจถูกผลักดันให้มีการเจรจาหรือแลกเปลี่ยนในประเด็นของการส่งกลับผู้ลี้ภัยในบางกรณี

ซึ่งมีสัญญาณบ่งบอกว่า การพบปะระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและประธานาธิบดีจีน อาจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเจรจาทางการทูต

มีรายงานจากหลายสื่อที่ชี้ให้เห็นว่า การส่งกลับในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการตัดสินใจที่เกิดขึ้นเฉพาะด้านเดียว แต่เป็นผลมาจากการเจรจาแลกเปลี่ยนทางการทูตในระดับสูง ซึ่งในบางรายงานมีการกล่าวถึงว่า ไทยอาจได้รับประโยชน์หรือข้อผูกมัดบางอย่างในการแลกเปลี่ยนกับจีน

ผลตามมาจากสถานการณ์ดังกล่าว สร้างผลกระทบต่อไทยโดยตรง หลายประเทศประณามไทยเกี่ยวกับการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีน โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ มาร์โค รูบิโอ ประณามการกระทำนี้อย่างรุนแรง โดยระบุว่าอาจละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศและทำให้ชาวอุยกูร์เผชิญกับการทรมาน

ประเทศอังกฤษ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ เดวิด แลมมี ไม่เห็นด้วยกับการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีน เช่นเดียวกับ สหประชาชาติ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ วิจารณ์ว่า การกระทำนี้ละเมิดหลักการไม่ส่งกลับและพันธกรณีระหว่างประเทศ

แม้จะมีภาพชัดเจนจากทางการไทยที่ได้ไปสังเกตการณ์ที่ ซินเจียง ว่า ชาวอุยกูร์ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี แต่เป็นแค่เพียงภาพจากทางรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าจะนำสื่อมวลชนจากไทยไปร่วมสังเกตการณ์ด้วย ส่วนจะทำให้ภาพเหล่านั้นกระจ่างมากขึ้นหรือไม่ จะเป็นไปตามที่รัฐบาลไทยพูดไว้ หรือเพียงแค่เป็นการสร้างภาพลักษณ์ ต้องพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริง

สุดท้ายจะคุ้มค่ากับข้อแลกเปลี่ยนทางการทูตหรือไม่?.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ภูมิใจไทย”คุมเกมเลือกขั้ว กธ.จัดง่าย-พท.ใหญ่เทอะทะ

สูตรจัดตั้งรัฐบาลออกมาอย่างต่อเนื่องสอดรับกับผลการเลือกตั้ง แต่หากถาม “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยืนยันว่า “ยังอีกไกล” เพราะต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 60 วัน

"กกต."จำเลยใหญ่สังคม เสี่ยงพา"การเมืองวิกฤต"

ผ่านไปเพียง 3 วันหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งควรจะเป็นวันแห่งชัยชนะของระบอบประชาธิปไตยและการเริ่มต้นใหม่ของประเทศไทย ทว่าภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกกลับเต็มไปด้วย "เครื่องหมายคำถาม" ตัวโตๆ ที่พุ่งตรงไปยังศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

แลนด์สไลด์ส่ง ‘ค่ายน้ำเงิน’ ‘ผู้กำหนดเกม’ ตั้งรัฐบาล!

กว่า 190 ที่นั่งของ ‘ค่ายสีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทย’ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ฐานกำลังหลักคือ จำนวน สส.แบ่งแบ่งเขต ที่กวาดไปได้ถึงกว่า 170 ที่นั่ง

ดีลตั้งรัฐบาลขยับ ปิดงานสัปดาห์นี้ เปิดสภาฯนัดแรกไม่เกิน 13 มี.ค.

หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากนี้ มีการประเมินทางการเมืองว่า การเปิดประชุมสภาฯนัดแรก เพื่อเลือก”ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ-ประธานสภาผู้แทนราษฎร”จะเกิดขึ้น ภายในไม่เกินกลางเดือนมีนาคมนี้ โดยมีการคาดกันว่า อาจจะเกิดขึ้นช่วงไม่เกิน 13 มีนาคม หรืออาจเร็วกว่านั้น