เสียงปิดหีบเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อเวลา 17.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ.2569 ไม่ใช่เพียงจุดสิ้นสุดของการลงคะแนน แต่มันคือจุดเริ่มต้นของมรสุมลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้าใส่ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อันเป็นที่ตั้งของ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ท่ามกลางยอดผู้มาใช้สิทธิล่วงหน้าถล่มทลายกว่า 2.27 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 87.6 ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด ตัวเลขนี้สะท้อนถึง “ความอัดอั้น” ทางการเมืองของประชาชน แต่ในขณะเดียวกัน มันกลับเปลือยเปล่าให้เห็นถึงความไม่พร้อมและรอยร้าวในระบบบริหารจัดการของการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย
ปัญหาในการเลือกตั้งล่วงหน้าครั้งนี้เกิดขึ้นได้หลายที่ หนักสุดคือหน่วยเลือกตั้งกลางโรงเรียนบางบ่อวิทยาคม จ.สมุทรปราการ เหตุการณ์เริ่มตึงเครียดตั้งแต่ช่วงเวลา 10.30 น. เมื่อผู้สังเกตการณ์จากภาคประชาชนและตัวแทนพรรคการเมืองพบความผิดปกติขนานใหญ่ที่หน้าซองใส่บัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต
ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบัตร แต่อยู่ที่ “ปลายปากกา” ของ คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ที่กรอกรหัสจังหวัดและรหัสเขตเลือกตั้งผิดพลาดอย่างต่อเนื่อง มีการระบุรหัสของ จ.เพชรบูรณ์ ผิดในหลายร้อยราย รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่บางรายเข้าใจผิดว่ารหัสหน้าซองคือรหัสไปรษณีย์ของที่อยู่ปัจจุบัน ไม่ใช่รหัสเขตเลือกตั้งตามภูมิลำเนาของผู้ใช้สิทธิ
ความโกลาหลพุ่งถึงขีดสุด เมื่อประชาชนเริ่มประท้วงและขอดูหีบที่ปิดไปแล้ว จน นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ต้องรุดลงพื้นที่และแถลงยอมรับความผิดพลาดในช่วงบ่ายว่า เกิดจากความผิดพลาดของคน และการอบรมที่อาจไม่ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการในส่วนภูมิภาค โดยมีการยืนยันว่า “จะคัดแยกใหม่ได้ที่ศูนย์ไปรษณีย์หลักสี่”
ในขณะที่สมุทรปราการวุ่นวายเรื่องรหัส ที่หน่วยเลือกตั้งกลางเขต 5 จ.นครปฐม กลับเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นอีกรูปแบบหนึ่ง เมื่อมีการร้องเรียนจาก นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย ว่าพบความผิดปกติในใบประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส. (แบบ สส. 4/14) ที่ติดไว้หน้าหน่วยเลือกตั้ง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ รายชื่อของ นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย จังหวัดศรีสะเกษ เขต 2 “หายไป” จากบัญชีรายชื่อที่เจ้าหน้าที่นำมาติดไว้เพื่อให้ผู้มาใช้สิทธินอกเขตตรวจสอบ สร้างความสับสนอย่างรุนแรงให้กับชาวศรีสะเกษที่มาทำงานในนครปฐม
เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ยังถูกรายงานผ่านโซเชียลมีเดียในหน่วยเลือกตั้งที่ จ.ชลบุรี และ จ.เชียงราย โดยมีการติดรูปผู้สมัครสลับเขต หรือแม้แต่การใช้เอกสารข้อมูลเก่าจากการเลือกตั้งปี 2566 มาปะปน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความสะเพร่า แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็น “การทำลายโอกาสทางการเมือง” ของผู้สมัครบางพรรคอย่างมีนัยสำคัญ
ซึ่งหากเรื่องนี้ถูกนำขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญในภายหลัง อาจกลายเป็นชนวนเหตุให้การเลือกตั้งในเขตนั้นๆ ถูกสั่งให้เป็นโมฆะได้
ขณะที่กรุงเทพมหานครยังคงเป็นแชมป์ผู้มาใช้สิทธิสูงสุด โดยเฉพาะที่ มรภ.จันทรเกษม (เขตจตุจักร) และห้างตะวันนา (เขตบางกะปิ) ซึ่งมียอดผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก สภาพการณ์จริงของวันดังกล่าวคือมหกรรมจราจรที่เป็นอัมพาตยาวหลายกิโลเมตร แต่ปัญหาที่หนักกว่ารถติดคือ
แอปพลิเคชัน Smart Vote และเว็บไซต์ตรวจสอบสิทธิของ กกต. เกิดอาการ “ระบบล่ม” ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ทันทีที่ประชาชนเริ่มหลั่งไหลเข้าหน่วยเลือกตั้ง เมื่อเทคโนโลยีล้มเหลว เจ้าหน้าที่ต้องกลับมาใช้ระบบมือ ด้วยการพลิกเอกสารกระดาษที่มีความยาวหลายร้อยแผ่น ทำให้คิวที่ควรจะใช้เวลา 10 นาที กลับกลายเป็น 2 ชั่วโมง ประชาชนจำนวนมากที่มายืนรอท่ามกลางแดดจ้า 35 องศาเซลเซียส
ที่น่าสนใจคือพลังของ “New Voter” และกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ ที่ออกมาหนาตาเป็นพิเศษ ซึ่งส่วนใหญ่เตรียมตัวมาอย่างดีจากบ้าน แต่กลับต้องมาเสียเวลากับความล่าช้าของระบบส่วนกลาง สะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของ กกต.ยังไม่สามารถรองรับการเลือกตั้งในยุค "Big Data" ได้จริง
หลังเวลา 17.00 น. ของวันที่ 1 ก.พ. ภารกิจสำคัญได้ย้ายไปอยู่ที่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ ศูนย์คัดแยกหลักสี่ บัตรเลือกตั้งล่วงหน้านับล้านใบ กำลังถูกลำเลียงเข้าสู่ระบบคัดแยกเพื่อส่งไปยัง 400 เขตทั่วประเทศ
ความเสี่ยงที่สุดไม่ได้อยู่ที่การคัดแยก แต่อยู่ที่ “การเก็บรักษา” ในช่วง 6 วันถัดจากนี้ (2-7 ก.พ.) พรรคการเมืองใหญ่ ทั้งพรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย ได้ส่งอาสาสมัครไปเฝ้าสังเกตการณ์หน้าสถานีตำรวจและสถานที่เก็บหีบบัตรตลอด 24 ชั่วโมง เพราะบทเรียนในอดีตเรื่อง “บัตรเขย่ง” หรือ “บัตรที่งอกออกมาภายหลัง” ยังคงเป็นแผลเป็นที่คอยเตือนใจผู้รักประชาธิปไตย
สิ่งที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ.2569 คือ “กระจกเงา” ที่สะท้อนความบกพร่องในทุกมิติ ทั้งตัวบุคคลเจ้าหน้าที่ กปน., ระบบเอกสาร, เทคโนโลยี และ กกต.
หากวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.นี้ กกต.ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหา "รหัสผิด-ชื่อหาย-แอปฯ ล่ม" ได้ ความล้มเหลวครั้งนี้จะไม่ใช่แค่เรื่องของความผิดพลาดส่วนตัว แต่มันจะกลายเป็น “วิกฤตความชอบธรรม” ของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นภายใต้การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ว่าใครจะชนะก็ตาม หากชัยชนะนั้นมาบนความสงสัย ประชาชนย่อมไม่อาจยอมรับได้!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'แสวง' กางไทม์ไลน์เงินโอน 13 ครั้ง ยันไม่เกี่ยวคดีเลือก สว.
เลขาธิการกกต. แจงปมอดีตพนักงานสอบสวน กกต.รับเงินโอนจากบุคคลในอำนาจเจริญ 13 ครั้ง รวม 8.6 แสนบาท ยันตรวจสอบแล้วไม่เกี่ยวสำนวนเลือก สว.67
มติ กกต. 5 ต่อ 2 'แสวง' ผ่านประเมิน นั่งเลขาฯ ต่อถึง มี.ค.70
ที่ประชุม กกต.ลงมติ 5 ต่อ 2 ให้ “แสวง บุญมี” ผ่านประเมินผลงานปีงบประมาณ 2568
ยกระดับ“ล้อมคอก”อาวุธปืน “บิ๊กต่าย”ประมืองานร้อน"ทิ้งทวน"
เพียงสัปดาห์เดียวเกิดเหตุสลดถึง 2 เคส ที่สังคมไทยต้องนำมาถอดบทเรียนอีกครั้ง ศุกร์ที่ 7 ส.ค. “เหตุกราดยิง” ภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี นักเรียนชาย ม.3 พกอาวุธปืนขนาด 9 มม.มาจากบ้าน พร้อมกระสุน 98 นัด ก่อเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด เดินลั่นไกใส่ครู-นักเรียน ไม่ต่างกับในเกมหรือภาพยนตร์
2 ปียังสอบไม่เสร็จ! กกต. แจงเส้นเงิน 8.6 แสน นักการเมืองอำนาจเจริญโอนให้เจ้าหน้าที่ กกต. อยู่ในสำนวน
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารชี้แจง กรณีมีการเปิดเผยข้อมูลในคดีฮั้วสว. พบเส้นทางการเงินในจังหวัด อำนาจเจริญ โดยมีการโอนเงินจากบุคคลรายหนึ่งไปยังพนักงานสืบสวนและไต่สวนชำนาญการ ของสำนักงานกกต. จำนวน 13 ครั้ง
วิ่งหัวชนกำแพง อภิสิทธิ์ชน 'พรรคส้ม'รอมหาชนทุบเอง
กลายเป็นชนวนร้อนสั่นสะเทือนไปทั้งสภาฯ และโซเชียลมีเดีย เมื่อสงครามวาทกรรม “วิ่งหัวชนกำแพง” ถูกจุดพลุขึ้นโดย “ไหม” น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แห่งค่าย พรรคส้ม ที่ออกมาเปิดใจสะท้อนสภาวะถดถอยและความกดดันของการสู้กับระบบ
เปิดลึก มหาดไทย ขยับ รีเซ็ต คุมอาวุธปืน ฝ่ายกฎหมายแทงสวน
จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ กราดยิงกลางโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ทำให้จากเดิมที่มีความเชื่อกันว่า”โรงเรียน-สถานศึกษา”คือ Safe Zone พื้นที่ปลอดภัย ต้องถูกสั่นคลอน ส่งผลให้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีการบ้านเร่งด่วนคือการทำให้สังคมเชื่อมั่นว่า โรงเรียนยังเป็นพื้นที่ปลอดภัย และอีกหนึ่งเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยับแรงๆ ทันทีก็คือ การยกระดับความเข้มงวดในการ”ควบคุมอาวุธปืน”เพราะแม้ปืนที่ก่อเหตุจะเป็นปืนในบ้านของผู้ก่อเหตุ แต่ทำให้สังคมเล็งเห็นถึงอันตราย ความไม่ปลอดภัยหากการควบคุมอาวุธปืนยังไม่มีประสิทธิภาพ

