จากมติของที่ประชุมใหญ่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้มูลเอาผิด 44 อดีต สส.พรรคส้ม ยุคเป็นพรรคก้าวไกล ร่วมกันลงชื่อเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เมื่อ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่ง ป.ป.ช.ต้องยื่นร้องต่อศาลฎีกาฯ ภายในไม่เกิน 30 วัน ทำให้คำร้องดังกล่าวก็จะส่งถึงศาลฎีกาฯ ช่วงประมาณต้นเดือนมีนาคม 2569
สำหรับคำร้องดังกล่าว กระบวนการพิจารณาคดีของศาลฎีกา จะใช้ หลักไต่สวน โดยศาลจะใช้สำนวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นหลักในการพิจารณา แต่ศาลสามารถหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้
ส่วนว่าคดีนี้จะใช้เวลาการไต่สวนนานแค่ไหน ก็อยู่ที่หลายปัจจัย เช่น ฝ่ายผู้ร้องคือ ป.ป.ช.กับผู้คัดค้าน (ผู้ถูกร้อง-กลุ่มอดีต สส.พรรคก้าวไกล) ยื่นบัญชีพยานต่อศาลฎีกาฯ ให้เรียกมาไต่สวนมีมากน้อยแค่ไหน หากยื่นมาหลายคน การไต่สวนคดีอาจใช้เวลาพอสมควร อีกทั้ง หากองค์คณะฯ ใช้เวลาหาพยานเอกสารเพิ่มเติมและเรียกพยานบุคคล ที่ไม่อยู่ในบัญชีพยานทั้ง 2 ฝ่ายมาไต่สวนเพิ่มเติมด้วย ก็อาจทำให้ใช้เวลาพิจารณาคดีนานขึ้น
ซึ่งกระบวนการหลัง ป.ป.ช.ยื่นสำนวนส่งศาลฎีกาฯ ต่อจากนั้นศาลฎีกาจะเรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ ที่จะมีตั้งแต่ ประธานศาลฎีกาฯ-รองประธานศาลฎีกาฯ-ประธานแผนกฯ-ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาฯ-ผู้พิพากษาอาวุในศาลฎีกาฯ-ผู้พิพากษาศาลฎีกา เพื่อเลือกองค์คณะฯ ไปพิจารณาคดี โดยกระบวนการไต่สวนจะดำเนินไปตาม
ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ.2561
ซึ่งระเบียบดังกล่าวมีจุดสำคัญๆ ก็เช่น ข้อ 12 เขียนไว้ชัดว่า
“เมื่อผู้ร้อง (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ แล้ว ให้ศาลมีคําสั่งรับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยโดยเร็ว แล้วให้ส่งสําเนาคําร้องพร้อมเอกสารประกอบแก่ผู้คัดค้าน (กลุ่ม อดีต สส.พรรคก้าวไกล) ภายในระยะเวลาที่กำหนด
เมื่อศาลมีคําสั่งรับคําร้องแล้วผู้คัดค้านต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคําพิพากษา เว้นแต่ศาลจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น และให้ศาลแจ้งคําสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ”
สำหรับอดีต สส.พรรคก้าวไกล 44 คนดังกล่าว ได้ร่วมกันลงชื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ในช่วงสภาฯ หลังการเลือกตั้งปี 2562 ที่พบว่า ในการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็มี สส.พรรคประชาชน ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ 10 คน มีชื่ออยู่ในกลุ่ม 44 สส.ดังกล่าว ที่จะเข้าไปทำหน้าที่ สส. หลังจากนี้
แยกเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ประชาชน-ศิริกัญญา ตันสกุล-ปกรณ์วุฒิ อุดมพิทักษ์สกุล-ณัฐวุฒิ บัวประทุม-รังสิมันต์ โรม-นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง-สุรเชษฐ์ ประวีณวงษ์วุฒิ-ณัฐชา บุญชัยอินสวัสดิ์
และ สส.แบบแบ่งเขต 2 คน คือ ธีรัจชัย พันธุมาศ และเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร 2 ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.ที่ชนะการเลือกตั้ง
ประเด็นที่หลายคนสนใจก็คือ คำร้องเอาผิดดังกล่าวที่ ป.ป.ช.ระบุว่า การเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 และนำไปใช้หาเสียงตอนเลือกตั้งปี 2566 เป็นพฤติการณ์ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพราะมีเจตนามุ่งลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์
ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ เกิดขึ้นตอนสมัยทั้งหมดเป็น สส.ช่วงหลังเลือกตั้งปี 2562 แต่สภาฯ ที่จะเกิดในเร็วๆ นี้ เป็นสภาฯ หลังการเลือกตั้งปี 2569 จึงเป็นคนละช่วงเวลากัน เมื่อกลุ่ม 10 สส.พรรคประชาชน นำโดยณัฐพงษ์ เข้าไปทำหน้าที่หลัง กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง และต่อมา สำนวนจาก ป.ป.ช.ส่งไปที่ศาลฎีกา และศาลนัดฟังคำสั่ง ทางศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้ 10 สส.พรรคประชาชนจะต้องหยุดพักการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่? ตรงนี้อยู่ที่การพิจารณาขององค์คณะฯ จะเห็นควรอย่างไร เช่น อาจมองว่าเหตุที่นำมาสู่การเอาผิดดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงเป็น สส.หลังเลือกตั้งปี 2562 แต่ตอนนี้เข้าไปเป็น สส.หลังเลือกตั้งปี 2569 จึงเป็นคนละส่วนกัน ก็อาจไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
แต่หากมองว่า ข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.เป็นเรื่องที่ติดตัวทั้งหมดอยู่ แม้ตอนเกิดเหตุกับการเป็น สส.ในปี 2569 จะเป็นคนละช่วงเวลากัน แต่การที่ทั้ง 10 คน จะเข้าไปทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องกับการออกกฎหมายหรือลงมติในเรื่องสำคัญของสภาฯ หากเข้าไปทำหน้าที่แล้วต่อมาศาลฎีกาตัดสินว่าทั้งหมดทำผิดตามคำร้อง อาจไม่เป็นผลดีต่อระบบงานนิติบัญญัติ แม้ต่อให้จะไม่มีผลย้อนหลังก็ตาม แต่องค์คณะฯ อาจมองว่า การสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อนเป็นสิ่งที่ศาลควรต้องทำ ผนวกกับเป็นแนวปฏิบัติที่มีตลอด ก็อาจสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน โดยการพิจารณาคดีจนถึงวันนัดฟังคำพิพากษาคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ปี
อย่างไรก็ตาม หากมีการสั่งให้ 10 สส.พรรคประชาชน นำโดยณัฐพงษ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ผลคือ ทำให้พรรคประชาชน และฝ่ายค้าน เสียงในสภาฯ จะหายไป 10 เสียง และเป็นเสียงสำคัญ เพราะเป็นระดับแกนนำพรรค-ตัวอภิปรายในสภาฯ ซึ่งจะทำให้บทบาทในสภาฯ ของพรรคประชาชนจะดร็อปลงไป
ส่วน "รูปคดี-แนวทางการต่อสู้คดี" ของกลุ่มพรรคส้ม ก็ต้องบอกว่า ก็มีโอกาสจะชนะคดีเช่นกัน!
เพราะแนวทางการพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ ที่เป็นศาลยุติธรรม แตกต่างจากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็นต้นเรื่องของมติ ป.ป.ช. ซึ่ง ป.ป.ช.ทำเรื่องนี้ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคก้าวไกล-ล้มล้างการปกครองฯ โดยใช้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นแนวทางจนสรุปเป็นมติ ป.ป.ช.ออกมา
ซึ่งหลักตัดสินคดีของศาลฎีกาฯ จะดูที่ "เจตนา" เป็นสำคัญ ว่ามีเจตนาอย่างไร ในการร่วมลงชื่อเสนอแก้มาตรา 112 โดยหากองค์คณะฯ มองว่าการเสนอแก้ 112 ดังกล่าว เป็นการทำหน้าที่ในฐานะ สส.ที่มีหน้าที่หลักคืองานฝ่ายนิติบัญญัติ เสนอร่างกฎหมาย-แก้ไขกฎหมาย อีกทั้งอาจมองว่า ร่างดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการพิจารณาของสภาฯ ทางสภาฯ ไม่ได้มีการพิจารณา เลยไม่ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว องค์คณะฯ อาจยกคำร้อง ตัดสินไม่ผิดได้เช่นกัน หากมองว่าทั้งหมดไม่ได้มีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ
ซึ่งก็เคยมีให้เห็นกันมาแล้วในบางคดี ที่ศาลฎีกาฯ ตัดสินตรงข้ามหรือเห็นแย้งกับศาลรัฐธรรมนูญ เช่น คดียิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากเลขาธิการ สมช. ซึ่งศาล รธน.วินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะมองว่าเป็นการย้ายที่ไม่เป็นธรรม แต่เมื่อ ป.ป.ช.ยื่นร้องเอาผิดยิ่งลักษณ์ต่อศาลฎีกาฯ ตามแนวคำวินิจฉัยของศาล รธน. ปรากฏว่า ศาลฎีกาฯ ตัดสินตรงข้ามกับศาล รธน. โดยระบุว่า จากการไต่สวน ไม่อาจรับฟังได้ว่า ยิ่งลักษณ์มีเจตนาทุจริตฯ อีกทั้งไม่ได้ใช้อำนาจโดยมิชอบตามที่ ป.ป.ช.ยื่นฟ้อง
คำร้องคดีอดีต สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ทั้งหมดยังมีโอกาสสู้คดี ให้ฝ่ายตัวเองชนะได้เช่นกัน รวมถึงก็มีโอกาสจะไม่รอดได้เช่นกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
โกงข้อสอบท้องถิ่น-ปราบอิทธิพลภูเก็ต เขย่า 'อนุทิน' ท้าทายเจตจำนงทางการเมือง
ช็อก! วงการราชการไทย เมื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)
'ป.ป.ช.' จับมือ 'ปปง.' ตั้งคณะทำงานร่วม สอบเส้นเงินโกงสอบท้องถิ่น
ป.ป.ช. จ่อตั้งคณะทำงานร่วม ปปง. สอบเส้นเงินทุจริตโกงสอบท้องถิ่น เร่งพิสูจน์สัมพันธ์โรงพิมพ์สมุทรปราการ-คลิปเสียงโยงนักการเมือง ระบุช้าหรือเร็วอยู่ที่หลักฐาน แต่ไม่นาน
ปูดรมต.เอี่ยวโกงสอบ จี้นายกฯสาวให้ถึงตัวการ/มท.เพิกถอนคนทุจริตเฉพาะราย
รมช.มท.เผย ก.กลางมีมติทำหนังสือถึง ป.ป.ช. รื้อตรวจข้อสอบท้องถิ่นใหม่ยกแผง พร้อมยกเลิกคำสั่งชะลอการรายงานตัว
'ดีเอสไอ' มัดตราสัง 'ฟอเร็กซ์' ขุดหลักฐาน-เส้นเงิน เชือดเพิ่ม
กำลังอยู่ในการจับจ้องทั้งสื่อและกระสังคมอย่างต่อเนื่อง ในคดีหลอกลวงลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (ฟอเร็กซ์) ที่ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามเซ็นรับอนุมัติคดีหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ครั้งนี้เข้าเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว
ทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น เสียหาย4.5พันล้าน เด้งอธิบดีสีน้ำเงินกลบฉาว
ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริต (บก.ปปป.ช) สืบสวนจับกุมขบวนการเครือข่ายทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เมื่อ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สอบไปเมื่อเดือน ก.พ.ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมสอบร่วมหนึ่งแสนคน และเบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมและจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการโกงการสอบที่บ้านหลังหนึ่งที่นนทบุรี พบว่ามีบุคคลที่เข้าสอบและใช้วิธีการจ่ายเงินให้กับขบวนการดังกล่าวเพื่อโกงคะแนนการสอบร่วมสามพันคน โดย ป.ป.ช.ระบุว่า คดีนี้สร้างความเสียหายร่วม 4,500 ล้านบาท
โกงสอบ!เด้งอธิบดี ทลายแก๊งขรก.รีด4.5พันล้าน/‘เอกวิทย์-โจ๊ก’รับข้อหา6ก.ค.
"ป.ป.ช.-ตร.” ทลายขบวนการโกงสอบท้องถิ่น รวบ 10 ข้าราชการร่วมกันแก้ไขคะแนนสอบ

