เป็นไปตามคาด ไม่มีอะไรพลิก กับภาพ ประชุมล่ม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันพุธที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา
หลัง กสทช. 4 คน คือ สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ พลอากาศโทธนพันธุ์ หร่ายเจริญ พิรงรอง รามสูต ศุภัช ศุภชลาศัย วอล์กเอาต์ไม่ร่วมประชุมกับ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.
ด้วยเหตุผล นพ.สรณมีปัญหาข้อกฎหมายในเรื่องการเป็น กสทช. หากร่วมประชุมและลงมติในเรื่องต่างๆ ด้วย อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง จึงเดินออกจากห้องประชุมไป ขณะที่ พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร กสทช.อีกคนหนึ่ง ติดภารกิจขอประชุมออนไลน์
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้ กสทช.ไม่สามารถประชุมต่อได้ ต้องล่มทันที เมื่อเริ่มเปิดประชุม ซึ่งเป็นการล่มครั้งที่ 2 ติดต่อกัน หลังก่อนหน้านี้เมื่อ 27 ก.ค.ก็ล่มมาแล้ว 1 ครั้ง และไม่แน่ ประชุม กสทช.ที่นัดไว้ 6 ส.ค.จะล่มอีกหรือไม่ หลังฝ่าย นพ.สรณยืนกรานว่าตนเองยังมีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็น กสทช.ไม่ได้มีปัญหาข้อกฎหมายใดๆ ในการจะทำหน้าที่ประธาน กสทช.
แต่ กสทช.อีกฝั่งที่ไม่กินเส้นกับ นพ.สรณมาตลอด ต้องการความชัดเจนในข้อกฎหมายมากกว่านี้ ว่า นพ.สรณสามารถประชุมและทำหน้าที่ประธาน กสทช.ได้หรือไม่ หากยังคลุมเครือแบบนี้ เกรงว่าถ้าร่วมประชุมไปด้วย แล้วมีปัญหาภายหลังอาจทำให้ตัวเองเดือดร้อน
เมื่อทั้ง 2 ฝั่งตั้งป้อมกันแบบนี้ กสทช.จึงมีสภาพอย่างที่เห็น เดินหน้าไม่ได้ ทุกอย่างหยุดชะงัก ยิ่งกว่าอยู่ในสภาพสุญญากาศ
ฝ่าย นพ.สรณ กล่าวหลังประชุมล่ม โดยบอกว่า ตอนนี้ กสทช.มีวาระสำคัญเร่งด่วนรอพิจารณาอยู่มาก อยากขอความร่วมมือกรรมการเข้าประชุมเพื่อพิจารณาให้วาระที่ค้างอยู่ให้ผ่านพ้นไปได้ และยืนยันในจุดเดิมว่า ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพราะกฎหมายไม่ได้ให้ใครทำหน้าที่แทนประธานได้ ขอความร่วมมือจากใจจริง ขอความร่วมมือทำงานร่วมกัน พร้อมกับยืนกรานว่า จะขอทำหน้าที่ต่อไปตามขอบเขตของกฎหมาย จนกว่าเรื่องอำนาจการวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช.จะมีข้อยุติทางกฎหมาย เพราะในคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา ไม่ได้บอกว่าเป็นที่สิ้นสุด แต่ให้ใช้สิทธิทางศาลปกครอง ซึ่งไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาแล้วเมื่อ 3 ส.ค. จากนี้ก็กำลังรอขั้นตอนทางกฎหมาย
ด้าน ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ที่ร่วมแถลงข่าวพร้อมกับ นพ.สรณ ชี้แจงหลังถูกสื่อตั้งคำถามกรณีส่งวาระการประชุมให้ กสทช.เป็นการกดดัน กสทช.หรือไม่ โดยอธิบายว่า วาระการประชุม กสทช.ที่มีอยู่ตอนนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่กระทบผู้ประกอบการ เช่น ดาวเทียมไทยคม 4 ที่กำลังขอต่ออายุ หาก กสทช.ไม่มีการพิจารณา อาจกระทบต่อธุรกิจของภาคเอกชน เรื่องนี้ไม่ได้เอาวาระเป็นตัวประกัน เพราะแต่ละเรื่องได้ผ่านการพิจารณาจากอนุกรรมการตามลำดับ
ส่วนฝั่ง กสทช.ที่เดินออกจากห้องประชุม 3 คน ที่ยังคงเกาะกลุ่มเหนียวแน่นคือ พลอากาศโทธนพันธุ์ หร่ายเจริญ น.ส.พิรงรอง รามสูต และศุภัช ศุภชลาศัย ก็พยายามสื่อสารกับสังคมถึงเหตุผลในการที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับ นพ.สรณได้ จนวอล์กเอาต์ 2 ครั้งติดต่อกัน และไม่แน่ อาจมีครั้งต่อๆ ไปอีก หากสถานการณ์ยังเขม็งเกลียวกันเช่นนี้
ทาง พล.อ.ท.ธนพันธุ์ชี้แจงเหตุผลว่า ฝ่าย กสทช.ที่ไม่สามารถประชุมกับ นพ.สรณได้ เพราะกังวลในประเด็นเรื่องคุณสมบัติของ นพ.สรณ ที่มีคำวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติ แต่นพ.สรณก็ยังจะเข้าประชุมและต้องการลงมติ จึงมีความเสี่ยงในทางกฎหมาย พร้อมกับชี้แจงว่า พยายามหาทางออกในเรื่องนี้ เช่น พยายามนัดคุยนอกรอบ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ
ที่น่าสนใจก็คือ ท่าทีของ กสทช.ทั้ง 3 คนที่ชี้ว่า การหาทางออกเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมาย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ควรเข้ามาช่วยแก้ไขและคลี่คลายสถานการณ์ เพื่อป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจที่อาจลุกลามเป็นวงกว้าง เช่น มีหนังสือมาโดยตรงว่าประธาน กสทช.ร่วมประชุมได้หรือไม่
มุมวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ต่อจากนี้จะเดินต่อไปอย่างไร โดยเฉพาะที่บางฝ่ายเสนอให้อนุทิน นายกฯ เข้ามาร่วมผ่าทางตัน เพราะเป็นผู้ที่ต้องรับสนองพระบรมราชโองการในการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กสทช. ตามกฎหมาย
สถานการณ์ ณ จุดนี้ บ่งชี้ว่า นายกฯ คงไม่ยอมให้เรื่องนี้ทำให้ตัวเองสะดุดล้มลงทางการเมือง เพราะถ้าปัญหาข้อกฎหมายเรื่องสถานภาพของ นพ.สรณยังเคลียร์ไม่จบ ทำให้เป็นไปได้ที่อนุทินก็จะไม่รีบทำอะไร ยิ่งการที่ นพ.สรณไปฟ้องคดีต่อกรรมการสรรหาต่อศาลปกครองกลางไปแล้ว แม้ศาลจะไม่รับลูกด้วยการไม่ไต่สวนฉุกเฉินตามที่ นพ.สรณร้องขอ แต่ศาลปกครองกลางก็ยังไม่ได้มีคำสั่งไม่รับฟ้อง ทำให้ นพ.สรณยังสู้ได้ต่อ และถึงหากศาลปกครองกลางไม่รับ นพ.สรณก็ยังอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้อีก ที่กระบวนการก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ทุกอย่างถึงจะจบหมด
รูปการณ์ข้างต้นทำให้อนุทินย่อมตีชิ่ง ไม่รีบรับจบเผือกร้อนเรื่องนี้ สู้ลอยตัวไปเรื่อยๆ จนกว่าทุกอย่างจบหมด เพื่อเซฟตัวเอง คือสิ่งที่อนุทินจะทำ เว้นเสียแต่มีจุดพลิกกลางทางทำให้เรื่องนี้จบเร็วขึ้น และ นพ.สรณก็คาดไม่ถึง ซึ่งดูแล้วก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จากความคับแค้น สู่การเปิดโปง อนุทิน-สีน้ำเงินพันฮั้วสว. เป้าใหญ่รอถล่มศึกซักฟอก
เริ่มโหมโรง-เรียกแขกกันแล้ว สำหรับ “ศึกซักฟอก เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ของพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชน
ศาลปกครองยกฟ้องคดี ‘สรณ’ดิ้นต่อจ่ออุทธรณ์
ศาลปกครองกลางยกฟ้องคดี “นพ.สรณ” ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช.
ศาลปกครองกลางยกฟ้อง 'หมอสรณ' ชี้มติขาดคุณสมบัติประธาน กสทช.ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลปกครองกลางยกฟ้อง “นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” คดีขอเพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชี้กระบวนการตรวจสอบชอบด้
วิปฝ่ายค้านดีด'กธ.'เคลียร์'งูเห่า' ทดสอบคุณภาพ ตรวจสอบเชิงลึก
การที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน ได้ตัดสินใจปรับ พรรคกล้าธรรม ออกจาก องค์ประกอบวิปฝ่ายค้าน ไม่ใช่เพียงเรื่องความขัดแย้งเชิงกติกาการโหวตเท่านั้น แต่เป็นการ "ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการเมือง"
พลิกเกมคดีฮั้วสว.ล้างไพ่ดีเอสไอ ระวังดาบสองคม“หันทิ่มรัฐบาล”
มติ ครม.วันอังคารที่ 22 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา เกิดฟ้าผ่าดังเปรี้ยง เมื่อมีคำสั่งย้าย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ พ้นเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งไปลอยแพเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เทียบเท่าระดับ 11 ปลอบใจ พร้อมตีตั๋วข้ามห้วยดึง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เสียบเก้าอี้เบอร์ 1 ดีเอสไอแทนแบบไร้รอยต่อ
‘น้ำเงิน’เลี้ยงความหวัง‘กธ.’ เครื่องมือคานอำนาจ‘พท.’
‘พริษฐ์ วัชรสินธุ’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เตรียมนำเสนอรายชื่อ ‘กรรมการวิปฝ่ายค้านชุดใหม่’ ต่อผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร

