จับ 'ไอ้โม่ง' กักตุนน้ำมัน ฟื้นความเชื่อมั่น 'อนุทิน' นำฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต!

“ผลการตรวจสอบการกักตุนน้ำมันดังกล่าวถือว่าเป็นผลงานรัฐบาลที่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง แต่ต้องจับตาต่อไปว่าจะสามารถดำเนินคดีเอาผิดตามกฎหมายได้มากน้อยแค่ไหน”

เทศกาลสงกรานต์ 2569 ผ่านพ้นไปแล้ว คนไทยกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวกันคึกคัก รัฐบาลภูมิใจที่คนไทยร่วมกับสืบสานประเพณีอันดีงาม และมีเงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน

แต่หลังจากนี้จะเข้าสู่โหมดของโลกความจริง ซึ่งได้รับแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของโลก รวมทั้งประเทศไทยทุกทุกมิติและทุกระดับ

โดยเฉพาะ วิกฤตพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ที่่จะวิกฤตมากกว่าน้ำมันแพงคือ น้ำมันขาดแคลน แม้กระทรวงพลังงานยืนยันว่าไทยยังมีน้ำมันสำรองอีก 109 วัน

ขณะที่ นายภาณุรัช ดำรงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและการขุดเจาะระดับโลก มองว่า จากสงครามที่ลุกลามไปสู่โครงสร้างพื้นฐานของพลังงาน ทำให้ซัพพลายน้ำมันโลกหายไป 20% ในเดือนเดียว ต่อให้มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง โลกก็ยังขาดพลังงานอีกอย่างน้อย 2-3 เดือน ส่วนการซ่อมแซมโครงสร้างที่เสียหายใช้เวลา 3-5 ปี และเมื่อซัพพลายหายไป ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะกระทบสินค้าแทบทุกชนิด

ทางด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงพาณิชย์ว่า "การกลับมารับตำแหน่งครั้งนี้ สถานการณ์ต่างๆ ไม่เหมือนเดิม โดยไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต โดยวิกฤตแรกคือปัญหาเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวไม่มากนัก และยังมาเกิดความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ที่ก่อให้เกิดวิกฤตราคาพลังงานเข้ามาซ้ำเติมอีก"

นางศุภจียอมรับว่า ปุ๋ยเคมีมีใช้เพียงพอถึงกลางเดือน พ.ค.นี้ ปุ๋ยที่นำเข้าใหม่มีต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น และจะต้องปรับราคาใหม่ ส่วนสินค้าที่ยื่นเรื่องต่อกรมการค้าภายในเพื่อขอปรับขึ้นราคา ทั้งน้ำมันปาล์มบรรจุขวด แชมพู สบู่ อยู่ระหว่างการพิจารณา และยอมรับว่าสินค้าจะเริ่มแพงขึ้น เพราะต้องดูต้นทุนวัตถุดิบใหม่ที่เข้ามา

นั่นหมายความว่า ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่วนผู้ประกอบการก็มีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกว่า 10% หากแบกรับไม่ไหวก็ต้องล้มเลิกกิจการและจะกระทบเป็นลูกโซ่

ขณะเดียวกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ส่งสัญญาณเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ “ช่วงเปราะบาง” (Fragile Phase) อีกครั้ง ภายใต้แรงกดดัน 3 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ระดับหนี้ที่สูงเป็นประวัติการณ์ ต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพพลังงานและการเงินโลก

ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดหากการสู้รบขัดแย้งมีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อยาวนาน อัตราการเติบโตของโลกจะลดเหลือ 2% จ่อเข้าสู่ภาวะถดถอย อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอาจพุ่งจาก 3% เป็น 4.7% สำหรับประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่นำเข้าน้ำมันและก๊าซสูงมาก ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางสูง โดย IMF ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569 เหลือเพียง 1.5% ต่ำสุดในกลุ่มอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ในภาวะวิกฤต ประชาชนก็คาดหวังว่ารัฐบาลจะดูแลพวกเขาอย่างไรให้อยู่รอดได้ โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนเดิม

KPI Poll สถาบันพระปกเกล้า ได้เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ความนิยมและความคาดหวังต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในสายตาประชาชน” พบว่า รัฐมนตรีชุดใหม่กลุ่มใดเป็น "ความหวัง" มากที่สุด? 50.8% มองว่ายังไม่มีกลุ่มใดที่เป็นความหวังอย่างชัดเจน รองลงมา 37.2% มีความหวังกับกลุ่มรัฐมนตรีคนนอกซึ่งมีประสบการณ์การบริหารทั้งภาครัฐและภาคเอกชน, 6.8% มีความหวังกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเป็นรัฐมนตรีครั้งแรก

สำหรับความชื่นชอบ “เจ้ากระทรวง” พบว่า 24.2% ระบุ ยังไม่มี “รัฐมนตรีว่าการ” ที่ชื่นชอบ/ไม่รู้จัก/ไม่มีความเห็น รองลงมา 14.4% ชื่นชอบนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์, 11.5% ชื่นชอบนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษาฯ, 9.5% ชื่นชอบนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ และ 8.0% ชื่นชอบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย

บทสรุปจาก KPI Poll ระบุว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในโหมด “รอดู” การทำงานของ ครม.ชุดใหม่ โดยยังไม่ได้มอบความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ล่วงหน้า สะท้อนว่าไม่ได้ถูกประเมินจากภาพลักษณ์หรือสถานะตำแหน่งเพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกจับตาว่าจะสามารถแสดงผลลัพธ์เชิงรูปธรรมได้เร็วเพียงใด

ที่น่าสนใจ ความชื่นชอบของ นายกฯ อนุทิน รั้งท้ายอยู่ที่ 4 ได้แค่ 8% เท่านั้น ทั้งนี้ในฐานะผู้นำประเทศ ประชาชนอาจจะคาดหวังมากที่สุด และอาจทำให้ผิดหวังมากที่่สุดได้เช่นกัน

ในช่วงรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาท ประชาชนแห่ไปเติมน้ำมันไว้ล่วงหน้า แต่ปรากฏว่าปั๊มไม่มีน้ำมันให้เติม ทำให้เกิดความสงสัยว่ามีการกักตุนน้ำมัน (ล็อตเก่า) เพื่อขายในราคาใหม่ หวังค้ากำไรจากส่วนต่างหรือไม่

แต่ นายอนุทิน การันตีว่าตรวจเช็กแล้วไม่มีน้ำมันหาย ไม่มี "ไอ้โม่ง" กักตุนน้ำมัน แล้วโทษประชาชนตื่นตระหนกไปกักตุนน้ำมัน แต่ภายหลังมีการตั้งชุดเฉพาะกิจตรวจคลังน้ำมันทั่วประเทศ และพบพิรุธมีการกักตุนน้ำมันจริง นายอนุทินจึงได้ออกมาแก้เกี้ยวว่าที่เงียบเรื่อง “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน เพราะไม่อยากให้ข่าวรั่ว?

ล่าสุด ที่กระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน, นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร., พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ และเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ร่วมแถลงผลการแก้ไขปัญหาและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2569

โดยพบว่ามีความผิดปกติ 3 ส่วน คือ 1.คลังน้ำมันผู้ประกอบการน้ำมันที่มีปริมาณน้ำมันจำนวนมาก แต่ไม่ได้มีการจ่ายออกไป 2.การขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นทางเรือมีความล่าช้ากว่าปกติ มีเรือหลายลำมีพฤติการณ์ไปจอดลอยลำเพื่อรอเวลาให้ราคาน้ำมันขึ้น ก่อนส่งให้คลังน้ำมันจุดหมายปลายทาง และ 3.การขนส่งน้ำมันทางบกจากคลังไปปั๊มน้ำมัน ไม่ระบุจุดหมายปลายทาง และยังพบมีการลักลอบส่งไม่ตรงเป้าหมายปลายทางที่กำหนดไว้ 

เบื้องต้นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 59/2569 จะสอบสวนการกักตุนน้ำมัน 3 กรณี คือ 1.บริษัทคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2.บริษัทคลังน้ำมันแห่งหนึ่งใน จ.อ่างทอง (บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด) และ 3.กรณีมีเรือวิ่งรับน้ำมันจากโรงกลั่นในพื้นที่ภาคตะวันออกไปยังคลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งมีน้ำมันล่องหนกลางทะเล 57-60 ล้านลิตร พบมี 10 บริษัทเกี่ยวข้อง

ผลการตรวจสอบการกักตุนน้ำมันดังกล่าวถือว่าเป็นผลงานรัฐบาลที่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง แต่ต้องจับตาต่อไปว่าจะสามารถดำเนินคดีเอาผิดตามกฎหมายได้มากน้อยแค่ไหน และก็สวนทางกับนายอนุทินที่เคยการันตีว่าไม่มี “ไอ้โม่ง” จึงน่าสงสัยว่านายกฯ ไม่รู้จริงๆ หรือว่าถูกข้าราชการชงข้อมูลเท็จให้กันแน่?

เช่นเดียวกับการเรียกร้องให้เก็บ "ภาษีลาภลอย" (Windfall Tax) จากโรงกลั่นน้ำมัน แม้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้ แต่ในสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ก็เคยใช้การขอความร่วมมือคืนกำไรมาแล้ว

โดยแกนนำรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอ้าง "กลไกเสรี" นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ผอ.ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ถึงกับอ้างว่าต้องเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง?

แต่ภายหลัง นายเอกนัฐ พร้อมพันธุ์ เข้าปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ก็มีมติลดราคาหน้าโรงกลั่น "ดีเซล-B7-B20" ลง 2 บาทได้ แต่ภาคประชาชนยังมองว่าสามารถลดราคาได้มากกว่านั้น เพราะยังมี "ต้นทุนทิพย์" ที่มากเกินไป

 ในการแถลงข่าวที่กระทรวงยุติธรรม นายเอกนัฏ ระบุว่า "ในช่วงเดือน มี.ค.ที่เกิดวิกฤต มีการกลั่นน้ำมัน มีการซื้อน้ำมันในราคาเก่าที่ถูกเพื่อเก็บและไปรอขายในราคาใหม่ที่แพงกว่า โดยในช่วงเดือน มี.ค.ได้ใช้เงินกองทุนน้ำมันไปชดเชยกว่า 60,000 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ในราคาถูก แต่เงินชดเชยจำนวนนี้กลับไปชดเชยให้ผู้ค้าให้ได้รับกำไรมากกว่าที่ควร ทำให้กองทุนเสียหายแทนที่ 60,000 ล้านบาท ทางกองทุนจะเรียกค่าเสียหายกลับคืนมา"

แสดงว่า "กลไกเสรี" เป็นช่องว่างให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ให้กลุ่มทุนมากกว่า และในภาวะวิกฤต รัฐบาลต้องใช้กลไกทุกอย่าง เช่น พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 เข้ามาบริหารจัดการ ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

วิกฤตพลังงานครั้งนี้เป็นที่ชัดเจนว่ามีกลุ่มทุนที่เห็นแก่ตัวซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน มีผู้นำประเทศที่ยังเดินหลงทางและฝืนความรู้สึกประชาชน แต่ก็ยังมีรัฐมนตรีที่รักษาผลประโยชน์คนส่วนใหญ่ และมีภาคประชาชนติดตามตรวจสอบอย่างเข้มข้น

ความเสียหาย 6 หมื่นล้านบาทที่ รมว.พลังงาน ตามทวงคืน จะทำได้หรือไม่ อย่างไร นายกฯ อนุทิน จะซัพพอร์ตแนวทาง รมว.พลังงานแค่ไหน จะรื้อโครงสร้างพลังงานไทยให้เกิดความเป็นธรรม และยั่งยืนได้อย่างไร คงต้องรอวัดใจ!      

อย่างไรก็ดี นายกฯ อนุทิน ยอมรับว่า ตนเองเป็นคนไม่ดื้อ พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย บทเรียนครั้งนี้คงต้องจัดทัพตั้งหลักใหม่ให้รู้เท่าทันสถานการณ์ และเป็นผู้นำทางความคิดนำพาสังคมเดินไปข้างหน้า

เพราะวิกฤตซ้อนวิกฤตขนาดนี้ หากไม่ได้รับความเชื่อถือจากพลังทางสังคม ก็จะไม่ได้รับความร่วมมือ และจะไม่สามารถนำพาคนในชาติร่วมฝ่าวิกฤตไปได้!.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศึกชิงผู้ว่าฯกทม.'ชัชชาติ'นอนมา 'คะแนนนิยม'ชนกับ'ความคาดหวัง'

บรรยากาศที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยา กำลังจะคึกคักอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รวมถึงสนามเมืองพัทยา โดยเคาะวันหย่อนบัตรอย่างเป็นทางการ ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.2569

โฆษกรัฐบาล ตอก 'อภิสิทธิ์' ไม่รู้รัฐบาลได้ทำหลายอย่างแล้ว หลังวิจารณ์แก้วิกฤตไม่ตรงจุด

โฆษกรัฐบาล สวน "อภิสิทธิ์" ไม่รู้รัฐบาลทำอะไรอยู่ ไม่ปลื้มคนละครึ่งแค่ความเห็นส่วนตัว ยันเดินหน้าลุยแก้เศรษฐกิจทั้งระยะสั้น-ยาว

พรรคส้ม-ฟ้า ดูไว้! 'โจ มณฑานี' ยกฝ่ายค้านอิตาลีเห็นชาติเหนือกว่าพรรค ผนึกรัฐบาลต่อสู้ทรัมป์

โจ มณฑานี ตันติสุข นักเขียนและวิทยากรการเงิน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Jo Montanee ระบุว่า เมื่อชาติ เหนือกว่าพรรค และความเป็นฝักฝ่ายตรงข้ามกัน ผู้นำฝ่ายค้านอิตาลีทำให้ดูแล้ว!

‘ดรีมทีมหนู’ หลังแอ่น วิกฤตน้ำมัน ทำความมั่นใจวูบ

ไม่มีเวลาฮันนีมูน ดื่มด่ำน้ำผึ้งพระจันทร์ มีแต่ต้องเร่งทำให้ปัญหาใหญ่ของประเทศตอนนี้ที่กระทบไปทุกภาคส่วนและทุกหย่อมหญ้า อย่าง ‘ราคาน้ำมัน’ ดีขึ้น หรือไม่แย่ลงไปกว่านี้

กธ.ไร้อำนาจต้องแบก 58 ชีวิต จับตาขัง ‘งูเขียว’ ได้นานแค่ไหน

‘พรรคกล้าธรรม’ ไม่ได้ถูกดีไซน์มาเพื่อเป็น ‘ฝ่ายค้าน’ จำนวนตัวเลข สส. 58 คน ในมือของ ‘พรรคกล้าธรรม’ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คือเครื่องตอกย้ำว่า พวกเขาถูกสร้างมาเพื่อเป็น ‘ฝ่ายรัฐบาล’

“กู้ชีพ-แบกเพื่อไทย” งานหินในมือ “ดร.เชน”

ภายหลังการแถลงนโยบายเสร็จสิ้น ทั้งคณะรัฐมนตรี รัฐบาล รวมถึงฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ต่างต้องเร่งทำงานอย่างเต็มที่ เพราะในช่วงเวลาเพียง 2 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ประชาชนยังไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างชัดเจนว่าจะฝากความหวังไว้กับใคร