
‘คมนาคม’ เตรียมเสนอ ครม. รับทราบหลักการค่าโดยสารรถไฟฟ้าใหม่ 17-45 บาทต่อเที่ยว หนุนจ่ายค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว เชื่อมต่อทุกสีทุกสาย ตั้งเป้าเริ่มใช้ภายในปี 2570 พร้อมเดินหน้าเจรจาเอกชนและวางแนวทางเพื่อรวมระบบบริหารรถไฟฟ้าทั้งประเทศ ยันช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่วน 40 บาท ตลอดสายไม่ได้ไปต่อ
3 มิ.ย. 2569 – นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เปิดเผยถึงแนวทางการผลักดันนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 17-45 บาทตลอดสาย ว่า คาดว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้าเพื่อพิจารณารับทราบในหลักการเท่านั้น ยังไม่ใช่การอนุมัติโครงการอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้กระทรวงคมนาคมสามารถเดินหน้าขั้นตอนต่อไป โดยเฉพาะการตั้งโต๊ะเจรจากับภาคเอกชนเกี่ยวกับแนวทางการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าและการบริหารจัดการระบบร่วมกัน โดยเป้าหมายสำคัญของกระทรวงคมนาคมคือการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยต้องการให้ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสามารถเดินทางข้ามสายหรือเปลี่ยนเส้นทางได้โดยเสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว ต่างจากระบบปัจจุบันที่เมื่อเปลี่ยนสายหรือเปลี่ยนสีรถไฟฟ้าจะต้องชำระค่าแรกเข้าใหม่ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงขึ้น
สำหรับแนวทางการจัดหาเงินทุนเพื่อดำเนินโครงการซื้อคืนสัมปทานนั้น กระทรวงคมนาคมได้วางไว้ 2 แนวทางหลัก โดยแนวทางแรกคือการระดมทุนผ่านกองทุน Thailand Future Fund ซึ่งได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลังแล้ว อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลา เนื่องจากมีลักษณะใกล้เคียงกับการนำกิจการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์และแปลงสภาพเป็นกิจการมหาชน จึงอาจใช้เวลาประมาณ 1-2 ปีในการดำเนินการให้แล้วเสร็จ ส่วนแนวทางที่สอง คือการให้เอกชนเข้ามาบริหารเดินรถต่อไปในลักษณะผู้รับจ้างบริหาร แต่ต้องมีการโอนสิทธิสัมปทานกลับมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ก่อน เพื่อให้ภาครัฐสามารถกำหนดนโยบายค่าโดยสารร่วมทั้งระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้จริง
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ในระหว่างที่การเจรจากับภาคเอกชนยังไม่แล้วเสร็จ กระทรวงคมนาคมกำลังพิจารณาแนวทางประกาศใช้อัตราค่าโดยสารแบบใหม่ก่อน โดยกำหนดอัตราค่าโดยสารเริ่มต้น 17 บาท และไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว หรือหนึ่งขาเดินทาง ไม่ว่าผู้โดยสารจะเปลี่ยนสายกี่ครั้งก็ตาม แต่หากเดินทางกลับก็จะคิดค่าโดยสารใหม่อีกหนึ่งเที่ยว ซึ่งแตกต่างจากมาตรการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดงในปัจจุบันที่กำหนดอัตรา 40 บาทตลอดวัน สามารถขึ้นลงได้ไม่จำกัดเที่ยว
ทั้งนี้ การดำเนินการในส่วนของสายสีม่วงและสายสีแดงสามารถทำได้ง่ายกว่า เนื่องจากเป็นโครงการของภาครัฐทั้งระบบ โดยมีหน่วยงานรัฐเป็นผู้รับผิดชอบ แต่สำหรับรถไฟฟ้าที่มีเอกชนร่วมถือสัมปทาน ไม่ว่าจะเป็นสายที่อยู่ภายใต้การบริหารของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS จำเป็นต้องมีการเจรจาเงื่อนไขร่วมกันอย่างรอบคอบ
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจัดตั้งระบบ Clearing House เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการรายรับค่าโดยสารจากประชาชน โดยอาจมอบหมายให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินแห่งหนึ่งเข้ามาเป็นตัวกลางรวบรวมรายได้ และจัดสรรเงินให้ผู้ประกอบการแต่ละรายตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ รวมถึงรองรับการคืนหรือชดเชยรายได้ส่วนต่างภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาและยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะใช้สถาบันการเงินใดเป็นผู้ดำเนินการ
“สำหรับประเด็นการประเมินมูลค่าการซื้อคืนสัมปทาน ยอมรับว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่เหลืออายุสัมปทานอีกเพียงประมาณ 3 ปี และจะสิ้นสุดในปี 2572 หากรัฐตัดสินใจซื้อคืนในราคาที่สูงเกินไป อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและการเอื้อประโยชน์แก่เอกชนได้ ดังนั้น กระทรวงคมนาคมจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุดอย่างไรก็ตาม หากรอให้สัมปทานสายสีเขียวสิ้นสุดลงตามกำหนดในปี 2572 ทรัพย์สินและระบบต่าง ๆ ก็จะสามารถโอนกลับเข้าสู่ภาครัฐได้ตามเงื่อนไขเดิม แต่ในช่วง 3 ปีที่เหลืออยู่ รัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการลดค่าโดยสารทันที กับภาระและต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นจากการซื้อคืนสัมปทานก่อนครบกำหนด”นายพิพัฒน์ กล่าว
ส่วนสัมปทานของ BEM ซึ่งยังมีอายุเหลืออีกเป็นเวลานานจนถึงช่วงปี 2593-2596 นั้น จะต้องใช้รูปแบบการเจรจาที่แตกต่างออกไป เนื่องจากมีเงื่อนไขทางสัญญาและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า โดยกระทรวงคมนาคมจะพิจารณาจากรายได้ที่ผู้ประกอบการได้รับในปัจจุบัน ประกอบกับแนวโน้มรายได้ในอนาคต รวมถึงผลประโยชน์ส่วนเพิ่มที่เกิดจากนโยบายค่าโดยสารร่วม
นายพิพัฒน์ กล่าวย้ำว่า หลักการสำคัญในระยะยาวคือการรวบรวมสิทธิการบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าทั้งหมดกลับมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ รฟม. ในฐานะหน่วยงานกลาง เพื่อให้สามารถกำหนดนโยบายค่าโดยสารร่วมทั้งระบบได้อย่างเป็นเอกภาพ ขณะที่รายละเอียดเรื่องการคำนวณมูลค่าสัมปทาน การแบ่งผลประโยชน์ และกลไกชดเชยต่าง ๆ ยังจำเป็นต้องอาศัยการศึกษาทางการเงินอย่างละเอียด โดยต้องให้กระทรวงการคลังและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และคณิตศาสตร์การเงินเข้ามาร่วมพิจารณา เพื่อให้เกิดความเหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย พร้อมคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวว่ากระทรวงคมนาคมจะเดินหน้านโยบายอัตราค่าโดยสาร 17-45 บาทต่อเที่ยวนั้นสำหรับสาระสำคัญที่จะเสนอ ครม. ในวันอังคารที่ 9 มิ.ย.นี้ ประกอบด้วย 1. ยกเลิกแนวทางดำเนินโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายในระยะที่ 2 2. ยกเลิกมติ ครม. ที่มอบหมายให้ DGA ดำเนินการพัฒนาระบบ Clearing House 3. กำหนดนโยบายค่าโดยสารใหม่ 17-45 บาทต่อเที่ยว 4. รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ที่เห็นชอบให้รวมการบริหารรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีทอง เข้าสู่ระบบของ รฟม. 5. มอบหมายหน่วยงานเจ้าของสัมปทานเจรจาปรับรูปแบบค่าแรกเข้าให้เหลือครั้งเดียวตลอดการเดินทาง 6. ให้กรุงเทพมหานครเร่งดำเนินการถ่ายโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทอง พร้อมภาระหนี้สินให้ รฟม. และ 7. มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณารูปแบบผู้ดำเนินการระบบ Clearing House ใหม่
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการเวียนความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคาดว่าจะสามารถเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีได้ภายในสัปดาห์หน้า หากขั้นตอนแล้วเสร็จตามกำหนด ขณะที่นโยบาย 17-45 บาทต่อเที่ยวมีเป้าหมายเริ่มดำเนินการใช้ได้ภายในปี 2570 ส่วนอัตราค่าโดยสาร 17-45 บาท นั้นเป็นตัวเลขที่กรมการขนส่งทางราง(ขร.)จัดทำขึ้นภายใต้หลักการไม่สร้างภาระทางการคลังมากจนเกินไป โดยภาครัฐจะใช้วิธีชดเชยค่าโดยสารตามการใช้งานตามจริง ไม่ใช่การจ่ายเงินชดเชยแบบเหมาจ่ายให้ผู้ประกอบการ โดยสูตรคำนวณการชดเชยยังต้องหารือกับผู้รับสัมปทาน BTS และ BEM ต่อไป
นายสิริพงศ์ กล่าวว่าโครงการรถไฟฟ้า 40 บาททุกสีทุกสายตลอดวัน ขณะนี้รัฐบาลได้พิจารณาแล้วว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถดำเนินการได้เฉพาะส่วนของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – คลองบางไผ่ เนื่องจากเป็นโครงการรถไฟฟ้าของภาครัฐ ประกอบกับปัจจุบันได้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ดำเนินโครงการไปแล้ว โดยจะมีการเสนอต่ออายุโครงการนี้ไปอีก 1 ปี จากกำหนดที่จะสิ้นสุดใน 30 พ.ย.2569
ส่วนนโยบายที่จะผลักดันโครงการรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวันให้เกิดขึ้นกับรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายภายในปี 2570 ยอมรับว่ายังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ต้องล้มไปเลย เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลาเจรจากับภาคเอกชนเพื่อแก้ไขสัญญาสัมปทาน ดังนั้นสิ่งที่จะสามารถทำเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนได้ทันที กระทรวงฯ จึงเตรียมเสนอ ครม. เพื่ออนุมัติดำเนินโครงการปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้าร่วม ให้กำหนดใช้ราคา 17 – 45 บาทต่อเที่ยว ครอบคลุมการเดินทางเชื่อมต่อรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย


