สนค.เผยเงินเฟ้อ พ.ค.69 เพิ่มขึ้น 2.79% สูงขึ้น 2 เดือนติด จากราคาน้ำมันขึ้นต่อเนื่อง ค่าโดยสารขยับ อาหารสำเร็จรูปสูงขึ้น ทำค่าครองชีพเพิ่มขึ้นชัดเจน และผักสดสูงกว่าปีก่อน เผยไทยช่วยไทยพลัส 60/40 กระทบเงินเฟ้อไม่มาก เพราะสินค้าขึ้นมาก่อนแล้ว ประเมินทั้งปียังอยู่ในเป้า 1.5-2.5%
5 มิ.ย. 2569 -นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน พ.ค.2569 เท่ากับ 103.20 เทียบกับเดือน พ.ค.2568 เพิ่มขึ้น 2.79% สูงขึ้น 2 เดือนติดต่อกัน มีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซและการเจรจายุติสงครามที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับตัวสูงขึ้น ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับสูงขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย ส่งผลให้ค่าครองชีพในส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และราคาผักสดยังสูงกว่าปีก่อนหน้า จากฐานราคาในปีก่อนที่อยู่ในระดับต่ำ สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และยอดรวม 5 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) เพิ่มขึ้น 0.82%
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน พ.ค.2569 ที่เพิ่มขึ้น มาจากหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 4% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าและบริการสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง (น้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน) ค่าโดยสารสาธารณะ (ค่ารถรับส่งนักเรียน ค่าโดยสารรถประจำทางปรับอากาศ ค่าโดยสารรถตู้ ค่าโดยสารรถจักรยานยนต์รับจ้าง ค่าโดยสารเครื่องบิน) ค่าเช่าบ้าน สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ค่าบริการขนขยะ น้ำยาล้างจาน น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผลิตภัณฑ์ซักผ้า) และค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา ส่วนสินค้าสำคัญปรับราคาลดลง อาทิ ค่ากระแสไฟฟ้า ของใช้ส่วนบุคคล (โฟมล้างหน้า แชมพู ครีมนวดผม น้ำยาระงับกลิ่นกาย ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว สบู่ถูตัว) ค่าห้องพักโรงแรม และเสื้อผ้า (เสื้อผ้าสตรี เสื้อยืดเด็ก)
ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.95% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ อาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกง ข้าวราดผัดกะเพรา) ผักสด (ถั่วฝักยาว แตงกวา พริกสด ต้นหอม มะระจีน เห็ด บวบ) ข้าวสารเจ้า ไก่สด ปลาและสัตว์น้ำ (ปลาทู ปลาช่อน ปลาหมึกกล้วย) และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (น้ำดื่มบริสุทธิ์ กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น)) ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ เนื้อสุกร ข้าวสารเหนียว ผลไม้สด (ทุเรียน มังคุด กล้วยน้ำว้า มะพร้าวอ่อน เงาะ แก้วมังกร มะม่วง) น้ำอัดลม ซอสหอยนางรม และมะพร้าวผล (แห้ง/ขูด)
ทั้งนี้ เมื่อแยกเงินเฟ้อตามรายภาค พบว่า ภาคใต้สูงขึ้นสูงสุด 3.51% รองลงมา คือ ภาคกลาง 2.98% กรุงเทพฯ และปริมณฑล 2.64% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.54% ภาคเหนือ 2.42%
ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) เดือน พ.ค.2569 สูงขึ้น 0.92% เร่งตัวขึ้นจากเดือน เม.ย.2569 ที่สูงขึ้น 0.83% รวม 5 เดือน ปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.70%
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน มิ.ย.2569 คาดว่าจะยังเป็นบวกต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น จากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทรงตัวในระดับสูง จากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการเจรจาสันติภาพที่ยังคงยืดเยื้อ ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงขึ้น จากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย โดยราคาอาหารสำเร็จรูปเมื่อปรับราคาสูงขึ้นแล้วมักจะปรับลดลงได้ยาก จึงส่งผลให้ค่าครองชีพของราคาสินค้าในกลุ่มนี้สูงขึ้นอย่างถาวร ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูง และราคาผักสดที่สำคัญมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้า จากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน ส่วนไทยช่วยไทยพลัส 60/40 มีผลกระทบต่อเงินเฟ้อเล็กน้อย เพราะสินค้าหลายรายการปรับขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
สำหรับปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง มาจากค่ากระแสไฟฟ้าในรอบเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 ยังคงต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าเล็กน้อย และราคาเนื้อสัตว์มีแนวโน้มปรับลดลง จากอุปทานในตลาดที่มีเพียงพอ
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า เงินเฟ้อในเดือน มิ.ย. จะอยู่ที่ 3% ก.ค. 3.24% ส.ค. 3.33% ก.ย.3.53% ต.ค.3.78% พ.ย. 3.59% และ ธ.ค. 3.35% รวมทั้งปี ยังอยู่ในกรอบ 1.5-2.5% ค่ากลาง 2% ส่วนข้อกังวลเงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจชะลอตัว หรือ Stagflation คำถามในตอนนี้ คือ เศรษฐกิจชะลอตัวหรือเปล่า จะเห็นว่าเศรษฐกิจไม่ชะลอตัว การส่งออกยังดี การจ้างงาน ยังดี การลงทุน ก็ยังดี แต่เมื่อไร 3 ตัวนี้ ไปทางลบ ก็มีความเสี่ยง และยังขึ้นกับมาตรการรัฐที่จะช่วยเร่งการเติบโตของเศรษฐกิจ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ต่อยอดของเก่า ทำให้ดีขึ้น! นักรัฐศาสตร์ เจาะลึกไทยช่วยไทยพลัส 60:40 หลังประชาชนตอบรับดี ชี้ นโยบายรัฐที่ดี ไม่ต้องใหม่เอี่ยมเสมอไป แต่ต้องตอบโจทย์ประชาชนได้จริง
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นต่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60:40” ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน คือการที่รัฐบาลเลือกนำระบบและแพลตฟอร์มที่ประชาชนคุ้นเคยจากโครงการ “คนละครึ่ง” มาต่อยอด แทนที่จะพัฒนาระบบใหม่ทั้งหมด
เตือนเจอร้านค้าโกงสแกน 'ไทยช่วยไทยพลัส' ไม่ต้องซื้อ แจ้ง สคบ. จับได้
'ศุภมาส' เตือนเจอร้านค้าโกงสแกน 'ไทยช่วยไทย 60:40' ไม่ต้องซื้อ-สั่ง แจ้ง สคบ.ตรวจจับ เผยยังไม่ได้รายงานร้านอาหารจีนรับหยวน-เมินเงินไทย
'ยุทธพร' ชี้ 'ไทยช่วยไทยพลัส' คือนวัตกรรมการคลัง พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60:40” ว่า ถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการคลังที่มีความลุ่มลึกและทรงประสิทธิภาพมากที่สุดของไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความผันผวน ทั้งปัญหาเงินเฟ้อเชิงโครงสร้าง การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลก และกำลังซื้อประชาชนที่อ่อนแรง
ตีปี๊บรายวัน รัฐบาลเผย 'ไทยช่วยไทยพลัส' ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งเริ่มเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน
ตลาดสดกลับมาคึกคัก หลังมีโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส'
โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยพบว่าได้มีประชาชน ที่ส่วนใหญ่ล้วนใช้สิทธิ์ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ กล้าที่จะออกมาใช้เงินจับจ่ายใช้สอย กันมากขึ้นจากเดิม ส่งผลทำให้พ่อค้าแม่ค้าเริ่มยิ้มออก เพราะขายสินค้าได้ดีขึ้นกว่าเดิม จากที่ก่อนหน้านี้บรรยากาศค่อนข้างซบเซา

