
ปลัดคลังไฟเขียวตั้ง ‘กุลิศ สมบัติศิริ’ นั่งประธานคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในกลุ่มที่ 2 เรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ยันต้องเหมาะสม โปร่งใส คุ้มค่า ตรวจสอบได้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และต้องเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ
26 มิ.ย. 69 – นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 3/2569 ซึ่งมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกรอบแนวคิดสำหรับการพิจารณาแผนงานหรือโครงการกลุ่มที่ 2 ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินดังกล่าวให้เกิดความโปร่งใสและเป็นไปตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการพิจารณาเสนอแผนงาน/โครงการ ของส่วนราชการและใช้ประกอบการพิจารณากลั่นกรองโครงการต่อไป
โดยที่ประชุมฯ ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมของโครงการภายใต้พระราชกำหนดฯ โดยมีนายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานอนุกรรมการ มีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นอนุกรรมการประกอบด้วย นายชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ, นางธิดา พัทธธรรม, นายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน และมีผู้แทนจากหน่วยงานราชการต่าง ๆ ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์, สำนักงบประมาณ, กรมบัญชีกลาง, สศค., สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.), สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน, สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำกรอบแนวคิดและแนวทางการพิจารณาโครงการที่มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพรองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมทั้งพิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมของโครงการและวงเงินของโครงการภายใต้พระราชกำหนดฯ เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เกิดประโยชน์สูงสุด คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้านพลังงานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยยึดหลักความจำเป็น ความพร้อม ความคุ้มค่าและผลสัมฤทธิ์ เพื่อให้ทุกโครงการตอบโจทย์การแก้ไขวิกฤตการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างแท้จริง
สำหรับแผนงานหรือโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินดังกล่าว ในกลุ่มที่ 2 ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศนั้น มีรายละเอียด ดังนี้ แผนงานที่ 2.1 แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการลดใช้พลังงานฟอสซิล การใช้เทคโนโลยีเพื่อให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต โดยมีกรอบแนวคิดการพิจารณาแผนงานหรือโครงการ ดังนี้ 1. เป็นแผนงานหรือโครงการที่ช่วยลดการใช้พลังงานฟอสซิลได้ทันที ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ ช่วยบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงานให้ภาคส่วนต่าง ๆ เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนลดความเข้มข้นของการใช้พลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน
2. มีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้เอง (Self – Consumption) หรือในระดับชุมชน (Smart Grid / Microgrid) 3. มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน 4. สามารถตรวจวัดหรือพิสูจน์ผลปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจน และ 5. เป็นแผนงานหรือโครงการพัฒนาหรือปรับปรุงระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่จะมีมากขึ้น
แผนงานที่ 2.2 เป็นแผนงานหรือโครงการปรับเปลี่ยนยานพาหนะจากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือยานพานะพลังงานสะอาดอื่น การลงทุนหรือสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า สถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ โดยมีกรอบแนวคิดการพิจารณาแผนงานหรือโครงการ ดังนี้ 1. เป็นแผนงานหรือโครงการปรับเปลี่ยนยานพาหนะของภาครัฐ/สาธารณะ/ประชาชน จากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือยานพาหนะพลังงานสะอาดอื่น 2. มีการลงทุนหรือสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า สถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ซึ่งสนับสนุนการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาด 3. มีการใช้เทคโนโลยีของสถานีชาร์จหรือยานพาหนะรองรับการบริหารจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาด
แผนงานที่ 2.3 เป็นหลักสูตรหรือแนวทางการพัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) ให้แก่ประชาชน แรงงาน หรือผู้ประกอบการ เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ยุคพลังงานสะอาด เพื่อให้การพิจารณากลั่นกรองแผนงาน/โครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ภายใต้พระราชกำหนดฯ ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

