
‘เอกนิติ’ แจงลดเงินนำส่งแบงก์รัฐ เปิดช่องดึงสภาพคล่องลุยช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ฝ่าวิกฤตหนี้เสียจ่อทะยาน ชูปรับโครงสร้างหนี้ ผ่านกลไก AMC
13 ส.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า ได้มีการหารือกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างใกล้ชิด เกี่ยวกับแนวทางในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ปัจจุบันพบว่าสถานการณ์หนี้เสียมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้มอบหมายให้ ธปท. เร่งหาแนวทางในการให้ดูแลและให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ
ทั้งนี้ หนึ่งในมาตรการที่ได้ดำเนินการเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปก่อนหน้านี้แล้ว นั่นคือ โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่สมัยรัฐบาลอนุทิน1 โดยขณะนี้ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ได้ดำเนินการรับโอนหนี้เสียของลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการมาปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงโครงการ SMEs Credit Boost ที่ขณะนี้เริ่มมีเม็ดเงินสินเชื่อกระจายออกสู่ระบบ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น
“โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่สมัยรัฐบาลอนุทิน1 นั้น ใช้กลไกผ่านเงินนำส่งของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) มาดำเนินการ ซึ่งอยู่ในส่วนของธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก ซึ่งดำเนินการควบคู่กับโครงการ SMEs Credit Boost ทั้ง 2 โครงการมีส่วนสำคัญในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และรายย่อย ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงกระจายเม็ดเงินสินเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ
อย่างไรก็ดี สิ่งที่กระทรวงการคลังจะเร่งดำเนินการเพิ่มเติม นั่นคือ การดูแลและให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นลูกค้าของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) โดยกลไกการดำเนินงานจะทำในลักษณะเดียวกันกับโครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ นั่นคือ การปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งจะทำให้แบงก์รัฐมีสภาพคล่องส่วนเหลือกลับมา โดยจะให้นำสภาพคล่องส่วนเหลือดังกล่าวนี้ไปใช้ดำเนินโครงการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อไป ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ว่าจะด้วยกลไกการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company : AMC) ขึ้นมาใหม่ หรือจะใช้ AMC ของแต่ละแบงก์รัฐที่มีอยู่แล้วเข้ามาดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อไป
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กำหนดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ พ.ศ… เพื่อปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฯ ของแบงก์รัฐ 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์ สำหรับรองการนำส่งเงินในปี 2569 จากเดิม 0.25% ต่อปี เหลือ 0.0625% ต่อปี ของยอดเงินที่ได้รับจากประชาชน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2569
ทั้งนี้ แบ่งการนำส่งเป็น 2 งวด งวดละ 0.03125% ต่อปี เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของแบงก์รัฐ และให้สามารถส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

