
จุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางพลังงานไทย หลังร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2569-2593 (PDP 2026) รัฐบาลมีเป้าหมายขับเคลื่อนโครงสร้างระบบพลังงาน เพื่อให้เป็นแม่เหล็กทางเศรษฐกิจ และสามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการสนับสนุนกลุ่มธุรกิจที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพสูง มีราคาต้นทุนที่แข่งขันได้ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มาจากพลังงานสะอาด ซึ่งรัฐบาลมีแผนดึงดูดการลงทุนในกลุ่มเหล่านี้ เพื่อสร้างให้ไทยเป็นฮับรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในภูมิภาค และยังเป็นยุทธศาสตร์เพื่อให้ไทยสามารถขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593
กระแสความเคลื่อนไหวด้านการลงทุน การขอส่งเสริมการลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ของกลุ่มธุรกิจ Data Center สนใจเข้ามาประกอบกิจการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมถึงการส่งเสริมการใช้อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นตัวสะท้อนสำหรับทิศทางของตลาดไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานสะอาด ซึ่งหลายบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่กำลังตื่นตัวศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม ทั้งในด้านเสถียรภาพ ความมั่นคง ราคาที่เหมาะสม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ประเมินทิศทางลงทุน
บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. ด้วยกำลังการผลิตที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในสามของประเทศ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ได้รับอนุมัติแล้วตามสัดส่วนการถือหุ้น (Equity MW) รวมประมาณ 13,452 เมกะวัตต์ ไอน้ำ รวมประมาณ 3,294 ตันต่อชั่วโมง น้ำเย็น รวมประมาณ 10,184 ตันความเย็น และน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม รวมประมาณ 7,689 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นรายแรกๆ ของประเทศที่ประกาศความพร้อมในการเข้าไปศึกษาร่วมกับพันธมิตร มองเห็นโอกาส ความเป็นไปได้ที่ไทยจะนำเทคโนโลยี SMR มาพัฒนา เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้า ที่มาจากพลังงานสะอาด และมีความปลอดภัยสูง
โดยในเรื่องนี้ นายศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ GPSC ย้ำว่า แผน PDP ฉบับใหม่ (ปี 2569-2593) จะเป็นกรอบสำคัญในการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานของโลก ซึ่งบริษัทได้ประเมินทิศทางและวางกลยุทธ์การลงทุนในอนาคตที่จะเข้าไปมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ ยังได้สะท้อนมุมมองที่สำคัญอีกว่า การที่ประเทศตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 70% ของกำลังการผลิตทั้งหมด จะสามารถตอบสนองความต้องการใช้ของกลุ่ม Data Center, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึง สัดส่วนที่จะไปสนับสนุนโครงการซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบ Direct PPA และการลงทุนในพื้นที่ EEC ที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมกับการลงทุนของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ทั้งนี้ ยังได้ประเมินแนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทย จะเพิ่มจากระดับประมาณ 30,000-33,000 เมกะวัตต์ในปัจจุบัน เป็นประมาณ 77,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2593 ทำให้แผน PDP ฉบับใหม่ต้องออกแบบให้สามารถตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า โครงสร้างราคาที่เหมาะสม และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ดังนั้น ในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงานประเทศไทย ในระยะแรกยังจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้า ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า รองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนที่ไม่สามารถผลิตและตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าได้อย่างสม่ำเสมอในแต่ละช่วงเวลาของวัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงพลังงาน ที่ต้องระวังผลกระทบจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจกระทบต่อซัพพลายและต้นทุนเชื้อเพลิง
SMR ไพ่ตายใบใหม่ที่ต้องเดิมพัน
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญของร่างแผน PDP 2026 คือการเพิ่มบทบาทของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) โดยในแผนมีการกำหนดทิศทางการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากหลายเทคโนโลยี และกำหนดสัดส่วนไว้ดังนี้ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) 272,087 เมกะวัตต์ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) 10,485 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ 2,472 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) 2,400 เมกะวัตต์
เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เตรียมพิจารณาบรรจุตามช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าของประชาชน โดยตั้งเป้าให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดช่วงแผนไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วย
นายศิริเมธ อธิบายให้เห็นว่า SMR จะเข้ามาเป็นหน่วยผลิตไฟฟ้าเสริมความมั่นคงที่สำคัญ เพื่อปิดช่องว่างของพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นที่มีความไม่แน่นอน โดยกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเป็น 2,400 เมกะวัตต์ จะถูกใช้เป็นไฟฟ้าฐาน (Base Load) ป้อนพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่สามารถเดินเครื่องได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยลดความผันผวนของต้นทุนเชื้อเพลิงในระยะยาว เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน และสนับสนุนการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยี SMR ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านกฎหมาย หน่วยงานกำกับดูแล บุคลากร และการยอมรับของภาคสังคม โดยคาดว่าการพัฒนาโครงการ SMR หน่วยผลิตแรกของประเทศไทยอาจเกิดขึ้นหลังปี 2579 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพิสูจน์เทคโนโลยี
แม้ต้นทุนการก่อสร้างในระยะแรกจะยังอยู่ในระดับสูงประมาณ 6-8 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ หรือโครงการขนาด 100 เมกะวัตต์อาจต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่บริษัทคาดว่าต้นทุนการพัฒนาในอนาคตจะลดลงจากปัจจุบัน
“นอกจากมูลค่าการลงทุนก่อสร้าง พัฒนา SMR ที่สูงถึงราว 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อ 100 เมกะวัตต์ แต่ยังมีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องสร้างการยอมรับของสังคม และจัดทำระเบียบ และกฎหมายรองรับ เพื่อการกำกับดูแลอย่างถูกต้อง เป็นไปตามหลักสากล” นายศิริเมธกล่าว
อย่างไรก็ตาม การที่จะเกิดโครงการได้ ระยะแรกจะต้องให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นหน่วยงานนำร่องโครงการ ขณะที่ GPSC ก็พร้อมลงมือพัฒนาได้ทันหากรัฐเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนา โดยปัจจุบันได้ร่วมศึกษาเทคโนโลยี SMR ร่วมกับ Seaborg Technologies จากประเทศเดนมาร์ก เพื่อศึกษาเตาปฏิกรณ์รุ่นใหม่ที่ใช้สารหล่อเย็นแบบ Molten Salt ซึ่งมีจุดเดือดสูง ช่วยลดแรงดันภายในระบบ
นอกจากนี้ การออกแบบเตาปฏิกรณ์ยังใช้หลัก Inherent Safety หรือระบบความปลอดภัยที่สามารถหยุดการทำงานได้เองเมื่อเกิดความผิดปกติ เพื่อลดการพึ่งพาระบบภายนอก พร้อมทั้งศึกษารูปแบบการพัฒนา SMR ในเทคโนโลยีอื่นๆ ควบคู่กันเพื่อเปรียบเทียบความเหมาะสมของแต่ละเทคโนโลยี ทั้งนี้การที่ GPSC เดินหน้าหาพันธมิตรเทคโนโลยีและเตรียมความพร้อมทางการเงินล่วงหน้า 7-10 ปี แสดงถึงการมองเกมระยะยาว
โครงสร้างของร่างแผน PDP 2026 เผยให้เห็นว่า พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) เป็นกำลังหลักในการผลิตไฟ (กว่า 2.7 แสนเมกะวัตต์) แต่ระบบก็จำเป็นต้องพึ่งพาระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) รวมถึงเทคโนโลยี SMR และ CCS เพื่อประคองค่าไฟเฉลี่ยไม่ให้เกิน 4 บาท/หน่วย การที่ GPSC เลือกพันธมิตรอย่าง Seaborg Technologies ชี้ให้เห็นถึงความพยายามปิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีใหม่อย่าง Molten Salt และ Inherent Safety
ปรับพอร์ตรับความผันผวน
นอกจากการเตรียมพร้อมด้านเทคโนโลยีใหม่แล้ว GPSC ยังปรับกลยุทธ์บริหารพอร์ตธุรกิจ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ดังนั้นการตั้งเป้าหมายพลังงานหมุนเวียน บริษัทเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าเดิม ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ตั้งเป้าสัดส่วนกำลังการผลิตติดตั้งจากพลังงานหมุนเวียนในพอร์ตอยู่ที่ 60-70% ภายในปี 2573 ซึ่งจะมีการเติบโตของโครงการในต่างประเทศ โดยเฉพาะ “ประเทศอินเดีย” เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
ด้านโอกาสจากตลาดเสรีและการเข้าถึงระบบสายส่ง (Third-Party Access) GPSC มองว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะการให้บริการลูกค้า Data Center ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดและมีเสถียรภาพสูง ซึ่งประเทศไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขันด้านต้นทุนค่าไฟฟ้าเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค
ขณะที่นโยบายกำหนดค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center ที่อ้างอิงต้นทุน LNG จะช่วยสร้างความชัดเจนในการตัดสินใจลงทุน และลดภาระของผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น ซึ่ง GPSC มีความพร้อมจากฐานโรงไฟฟ้าเดิมและที่ดินในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ที่สามารถต่อยอดเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับ Data Center ได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษาทางเลือกการบริหารสินทรัพย์เดิม ทั้งการต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า การปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า และการต่อยอดโรงไฟฟ้าที่ใกล้หมดอายุสัญญา เพื่อรองรับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น Data Center รวมถึงการเจรจานำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจาก “สปป.ลาว” เพื่อเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดที่มีราคาคงที่ และสนับสนุนบทบาทของไทยในการเป็น “ศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาค”
เมื่อพิจารณาจากพอร์ตการลงทุนในภาพรวม จะเห็นได้ชัดว่า GPSC กำลังเร่งกระจายความเสี่ยง (Diversification) ออกเป็น 3 เลเยอร์อย่างเป็นระบบ
ระยะสั้น ใช้ความได้เปรียบด้านทำเลและสินทรัพย์เดิมในพื้นที่ยุทธศาสตร์ (EEC) ควบคู่กับการเจรจานำเข้าไฟราคาคงที่จาก สปป.ลาว เพื่อคว้าดีมานด์ Data Center ที่จะเกิดขึ้นทันทีจากนโยบาย Third-Party Access และค่าไฟอ้างอิง LNG ระยะกลาง (ปี 2573) ดันพอร์ตพลังงานหมุนเวียนแตะ 60-70% โดยใช้อินเดียเป็นสปริงบอร์ดในการสร้าง Growth Engine ใหม่ ส่วนระยะยาว (หลังปี 2579) วางรากฐาน SMR ร่วมกับต่างชาติเพื่อเตรียมเป็นเจ้าตลาดโรงไฟฟ้าฐานคาร์บอนต่ำ
การปรับกระบวนทัพทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า GPSC กำลังผันตัวสู่การเป็น “ผู้บริหารจัดการโซลูชันพลังงานสะอาดครบวงจร” เพื่อช่วงชิงเค้กก้อนใหญ่ในยุคที่ตลาดไฟฟ้าไทยกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่เสรีภาพและการแข่งขันเต็มรูปแบบตามร่างแผน PDP 2026.

