
ช่วงกลางเดือนผมได้รับเชิญเป็นวิทยากรในงานสัมนาประจำปีของสํานักงาน ป.ป.ช ในหัวข้อ “Trust by Design: นวัตกรรมการยกระดับธรรมาภิบาลและความเชื่อมั่นภาครัฐไทย” และมีคําถามว่า ธรรมาภิบาลภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนมากน้อยเพียงได เป็นคำถามสำคัญ วันนี้จึงขอแชร์ความเห็นผมเรื่องนี้และขยายความถึงสาเหตุที่ทําให้ความเชื่อมั่นภาครัฐไทยในปัจจุบันตกต่ำ รวมถึงวิธีแก้ไข นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
ธรรมาภิบาล คือการทําในสิ่งที่ถูกต้อง ภาครัฐหมายถึงรัฐบาล นักการเมือง และระบบราชการ ดังนั้น ธรรมาภิบาลภาครัฐจึงหมายถึงรัฐบาล นักการเมือง และระบบราชการทําในสิ่งที่ถูกต้อง ถ้ารัฐบาล นักการเมือง และระบบราชการ ไม่ทําในสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่พร้อมที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง ประเทศก็มีปัญหามาก และความเชื่อมั่นของประชาชน ภาคธุรกิจ นักลงทุน ต่อรัฐบาล นักการเมือง และระบบราชการก็ลดลง เพราะธรรมาภิบาล หรือ Good Governance คือหลักการบริหารประเทศที่มุ่งให้รัฐใช้อำนาจและทรัพยากรภาครัฐอย่างเป็นธรรม โปร่งใส เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและส่วนรวม แต่ถ้าภาครัฐไม่มีธรรมาภิบาล ความเชื่อมั่นของประชาชน ภาคธุรกิจ นักลงทุน ต่อภาครัฐก็จะลดถอย นําไปสู่ปัญหามากมายทั้งเศรษฐกิจและสังคม
หนึ่ง ต้นทุนในการทําธุรกิจสูงขึ้น เพราะความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ไม่รู้ว่านโยบายจะเป็นอย่างไร จะเปลี่ยนหรือไม่ ประชาชนไม่เชื่อมั่น ไม่มั่นใจว่าการบังคับใช้กฏหมายจะตรงไปตรงมาหรือไม่ สิ่งเหล่านี้กระทบการตัดสินใจของนักลงทุน ทําให้การลงทุนชะงัก เมื่อไม่มีการลงทุน เศรษฐกิจก็ไม่โต ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง นี่คือกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
สอง เมื่อความเชื่อมั่นต่อภาครัฐลดลง ไม่ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายอะไร ประชาชนก็ไม่เชื่อ ไม่วางใจ ไม่สนับสนุน ผลคือไม่ว่ารัฐจะทําอะไรก็จะไม่สำเร็จ เพราะประชาชนไม่ร่วมมือ ไม่สนับสนุน
สาม การขาดธรรมาภิบาลและความไม่เชื่อมั่นต่อภาครัฐอาจทําให้ประชาชนผิดหวัง จนไม่ทำหน้าที่ เพราะไม่วางใจภาครัฐ เช่น ไม่เสียภาษี เพราะกลัวว่าจะสูญไปกับการทุจริตคอรัปชั่นในภาครัฐ สำหรับคนรุ่นใหม่เมื่อหมดใจไม่เชื่อมั่นภาครัฐ ก็อาจมองว่าประเทศไม่มีอนาคต ต้องการย้ายประเทศไปอยู่ที่อื่นที่ให้อนาคตที่ดีกว่า ทําให้ประเทศสูญเสียทรัพยากรที่มีค่าให้กับประเทศอื่น
สําหรับประเทศไทย การขาดธรรมาภิบาลในภาครัฐและความเชื่อมั่นต่อภาครัฐไทยที่ลดลง เห็นได้ชัดเจนจากข้อมูลต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น การลดลงต่อเนื่องของคะแนนดัชนีรับรู้การทุจริต หรือ Corruption Perception Index ที่ล่าสุดปีที่แล้วคะเเนนประเทศไทยลดเหลือ 33 จากเต็มร้อย ตํ่าสุดเท่าที่เคยมีมา อันดับประเทศก็ลดลงเป็นอันดับที่ 116 จาก 180 ประเทศ ตกต่ำสุดจากที่เคยมีมาเช่นกัน สะท้อนถึงการขาดธรรมาภิบาลที่รุนแรงในภาครัฐไทย ข้อมูลจาก Edelman Trust Barometer ก็ชี้ว่า ประชาชนไทยไว้วางใจภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมมากกว่าภาครัฐ ล่าสุดผลสํารวจจาก KPI Poll สถาบันพระปกเกล้า ชี้ว่าประชาชนกว่า 65 เปอร์เซ็นต์ มองว่าข่าวความผิดปกติและทุจริตในการสอบเข้ารับราชการกระทบความเชื่อมั่นในระบบราชการอย่างมาก ดังนั้น ไม่ต้องสงสัย ความเชื่อมั่นต่อภาครัฐไทยโดยภาคธุรกิจ ประชาชน และนักลงทุน ตกต่ำลงชัดเจน
คําถามที่ตามมาคือ ความเชื่อมั่นภาครัฐไทยที่ลดลงแก้ได้หรือไม่ คําตอบผมคือได้ เพราะความเชื่อมั่นที่ลดลงมาจากการขาดธรรมาภิบาลของภาครัฐ และธรรมาภิบาลเป็นเรื่องของพฤติกรรม ซึ่งพฤติกรรมมนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ คนดีกลายเป็นคนเลวได้เพราะพฤติกรรมชั่วหรือประพฤติชั่ว คนเลวเปลี่ยนเป็นคนดีหรือมนุษย์ที่ดีได้ถ้าพฤติกรรมดี ทําในสิ่งที่ถูกต้อง ภาครัฐไทยก็เช่นกัน ถ้ารัฐบาล นักการเมือง ระบบราชการเลิกทําสิ่งที่ไม่ดี หันมาทําในสิ่งที่ถูกต้องในการบริหารประเทศ ความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ โดยนักลงทุน ธุรกิจ และประชาชนก็จะกลับมา นี่คือความเห็นผม
สําหรับภาครัฐไทย เนื่องจากความผิดพลาดหรือการขาดธรรมาภิบาลมีให้เห็นมาก เเตะตรงไหนก็เจอ การแก้ไขจึงควรมุ่งไปที่สาเหตุหลักที่ทําให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และประชาชน ผิดหวังและไม่ไว้วางใจภาครัฐ ซึ่งถ้าแก้ไขได้ในจุดเหล่านี้ ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจก็จะกลับมาและจะกลับมาเร็ว ซึ่งในความเห็นผม สาเหตุหลักที่ทําให้ความเชื่อมั่นภาครัฐไทยตกต่ำ คือ
หนึ่ง กติกา หมายถึง กฏระเบียบและการบังคับใช้กฏหมาย ที่เปลี่ยนบ่อย เอาแน่เอานอนไม่ได้ คือ กติกาบิดเบี้ยว ไม่ศักดิ์สิทธิ์ และไม่เสถียร ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของคนในประเทศและต่างประเทศ สําหรับคนไทยเกิดความรู้สึกว่าการบังคับใช้กฏหมายไม่เท่าเทียม คนทุจริตไม่ถูกเอาผิด คนมีอำนาจรอดเสมอ ปลูกฝังความรู้สึกว่าความยุติธรรมไม่มี นําไปสู่ความแตกแยกในสังคม
สำหรับต่างชาติ ความไม่แน่นอนของกติกาเป็นสิ่งที่นักลงทุนกลัวสุด เช่น เปลี่ยนกติกากลางอากาศ มีคอรัปชั่นในกระบวนการยุติธรรม หรือตีความกฏหมายตามใจผู้มีอำนาจ ทําให้การทําธุรกิจในประเทศไทยมีความเสี่ยงสูง ไม่อยากมาลงทุน
สอง โกงหรือทุจริตคอรัปชั่น ทั้งการโกงเชิงนโยบาย คือทํานโยบายขึ้นมาเพื่อหาประโยชน์ให้พวกพ้อง การทุจริตโดยใช้อํานาจในตำแหน่งหน้าที่ เช่น ใช้ดุลยพินิจหาประโยชน์ ไม่โปร่งใส หรือวางระบบทุจริตในสํานักงานจากการไม่ทําหน้าที่ เช่น ระบบส่วยต่างๆ สิ่งเหล่านี้ทําให้คนในสังคมหมดศรัทธาต่อระบบราชการ นักการเมือง และองค์กรอิสระ สำหรับนักลงทุน การทุจริตคือต้นทุนแฝงของการทําธุรกิจที่ไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ และมีความเสี่ยง จึงเลือกที่จะไม่มาลงทุน
สาม กร่าง คือใช้อํานาจอย่างได้ใจ ใช้อํานาจตามอำเภอใจของคนในภาครัฐ เพราะระบบการตรวจสอบภาครัฐล้มเหลว ทําผิดไม่ถูกตรวจสอบ ไม่ถูกเอาผิด ส่วนคนทุจริตเมื่อไม่ถูกเอาผิด ทั้งที่จับได้ ก็ยิ่งกร่างยิ่งโกง เพราะเชื่อในระบบอุปถัมภ์ที่ปกป้องตน สําหรับนักลงทุน ภาวะเเวดล้อมแบบนี้ไม่เอื้อต่อการแข่งขัน เพราะผู้มีอํานาจหรือกลุ่มทุนใกล้ชิดภาครัฐอาจกร่างหรือกลั่นแกล้งได้ตลอดเวลา
นี่คือสามสาเหตุหรือสาม ก.ไก่ ที่ทําให้ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจต่อภาครัฐไทยลดลง ได้แก่ กติกา ที่ทำให้คนไทยหมดศรัทธาในกระบวนการบังคับใช้กฏหมาย โกง ที่สะท้อนระบบคุณธรรม (Merit) ในสังคมไทยที่ล้มเหลว และกร่าง ที่ระบบอุปถัมถ์ทําให้คนมีอํานาจใช้อํานาจโดยไม่สนใจถูกผิดหรือความรู้สึกของประชาชน ผลคือสังคมไทยยิ่งไม่เท่าเทียมและแตกแยก
นี่คือ สาม ก.ไก่ ที่นําประเทศไปสู่วิกฤติศรัทธา หรือวิกฤติ Trust อย่างที่เห็นในปัจจุบัน
แล้วเราจะแก้อย่างไร การแก้ไขทําได้โดยปฏิรูประบบที่มีอยู่ด้วยเทคโนโลยี แต่แรงต้านจะมาก เพราะนักการเมือง ราชการ และนักธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากระบบปัจจุบันไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง
การปฏิรูปทําได้โดยใช้เทคโนโลยีออกแบบระบบใหม่ (Trust by Design) ออกแบบระบบการทํางานในภาครัฐใหม่ ทำให้คนที่เคยได้ประโยชน์และโกงไม่สามารถโกงได้ เป็นระบบงานที่เชื่อระบบ ไม่เชื่อคน ใช้เทคโนโลยีออกแบบโดยมุ่งทําลายระบบเดิมที่ทําให้ประเทศตกต่ำ คือระบบอุปถัมภ์ระหว่าง นักการเมือง ข้าราชการ และกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดรัฐ ระบบเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใสและอ่อนไหวต่อการใช้เงิน หักดิบการใช้ดุลยพินิจในระบบราชการ ทําให้การเลื่อนตําเเหน่งในระบบราชการเป็น Merit-based และกู้คืนการบังคับใช้กฏหมายที่ตรงไปตรงมา ไม่สามารถแทรกแซงได้ โดยใช้เทคโนโลยี เพื่อจรรโลงไว้ซึ่งความยุติธรรม
ทุกปัญหามีทางออกเสมอ รายละเอียดของระบบใหม่ (Trust by Design) ที่กล่าวถึงอยู่ในบทความ “เมื่อป.ป.ช. จะใช้นวัตกรรมปราบโกง” ที่ผมเขียนสองสัปดาห์ก่อน ผู้สนใจลองหาอ่านดู
เขียนให้คิด
ดร. บัณฑิต นิจถาวร
ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล[email protected]

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'สว.ศุภโชค' สอนรัฐบาลท่องไว้อย่าเสียค่าโง่ซ้ำ ใช้เงินกู้ให้คุ้มค่า
'ประธาน กมธ.ติดตามงบฯ วุฒิสภา' เปิดข้อสังเกตแผนใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท จี้โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องคุ้มราคากลาง-มาตรฐานอุปกรณ์ ต้องไม่เสียค่าโง่ซ้ำเติมปชช.และเศรษฐกิจ
รัฐบาล เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม อ้างโควิดระบาดเตรียมยกเลิกเทศกาลปีใหม่ ไม่ใช่เรื่องจริง
รัฐบาล เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม ระะบุโควิด 19 ระบาด อ้างรัฐบาลเตรียมยกเลิกเทศกาลปีใหม่ ยืนยันสถานการณ์โควิดในไทยมียารองรับเพียงพอ ไม่มีความจำเป็นต้องยกเลิกเทศกาลปีใหม่
รองโฆษกฯ พาสื่อลงพื้นที่เกาะยอ ชู 'วัดพระนอนแหลมพ้อ–ผ้าทอเกาะยอ' ซอฟต์พาวเวอร์สงขลา
รองโฆษกรัฐบาล พาสื่อมวลชนลงพื้นที่ ‘เกาะยอ’ สัมผัสเสน่ห์ท่องเที่ยวเชิงศาสนา–วัฒนธรรม ชู ‘วัดพระนอนวัดแหลมพ้อ–ผ้าทอเกาะยอ’ Soft Power สงขลา ‘พลอยทะเล’ ชี้ไม่ได้มีแค่ธรรมชาติ ยังมีวัดอีกมาก ชวนท่องเที่ยวมูเตลู
ดร.ปณิธาน สะกิดเตือน หากประกาศ BRN เป็นกลุ่มก่อการร้าย มีทั้งผลดี-ผลเสีย
นักวิชาการชี้หากประกาศBRNเป็นกลุ่มก่อการร้าย มีทั้งผลดี-ผลเสีย ฝ่ายผู้ก่อเหตุได้มวลชนเพิ่มขึ้น เป็นทางเลือกที่มีอยู่บนโต๊ะ ย้ำกลุ่มสุดโต่ง ต้องการแบ่งแยกดินแดน

