
การที่ตลาดผันผวนแต่ยังยืนเหนือ 1,600 จุดได้ ต้องบอกว่าไม่ใช่นักลงทุนไทยช่วยพยุงเอง กับเป็นผลมาจากที่นักลงทุนต่างประเทศ เข้ามาลุ้นและพยุงดัชนีตลาดโดยตรง ทำให้ดัชนีตลาดที่ขยับขึ้นมาที่ 1,600 จุดได้โดยยืนมานานกว่าครึ่งเดือนไปกลับซึ่งการพยุงในตลาดรอบนี้ ต่างชาติต้องออกแรงดันค่อนข้างมาก เนื่องจากนักลงทุนแทบทุกกลุ่ม พากันมองว่าเป็นโอกาสดีกับการขายหุ้นทำกำไรในระยะสั้นๆ ออกมา ดังนั้นเมื่อมาพิจารณาการลงทุนของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม พบว่าจนถึงวันศุกร์สุดสัปดาห์ ที่ผ่านมา (17 ก.ค.2569) มีเพียงนักลงทุนต่างชาติเพียงกลุ่มเดียวที่ซื้อหุ้นในตลาด โดยรีบซื้อไปมากถึง 42,157 ล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนไทยทุกกลุ่มพากันขายหุ้นออก เป็นการขายทำกำไรจากนักลงทุนทั่วไปมากที่สุดขายไปกว่า 2.85 หมื่นล้านบาท ตามาด้วยกองทุนที่ขายกว่า 1.27 ล้านบาท ยอดขายที่เหลือเป็นการขายจากพอร์ตโบรกเกอร์
20 ก.ค. 2569 – หากพิจารณาจากการลงทุนในตลาดในช่วงที่ผ่านมา คงมองว่า ตลาดยังมีปัจจัยลบอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลาง ที่คู่สงครามจริงคือสหรัฐกับอิหร่าน หากมองกันอย่างกว้างๆ ว่าเกิดสงครามย่อมมีผลเสียเกิดกับเศรษฐกิจและการลงทุนของแต่ละประเทศ แต่ความเป็นจริง สงครามอยู่ในขอบเขตจำกัดมาก พูดได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสงคราม เหมือนจะอยู่ที่อิหร่านเพียงประเทศเดียว ส่วนทางสหรัฐ เนื่องจากเป็นการออกมาทำสงครามนอกประเทศ ประเทศจึงไม่ได้รับผลเสียหายเหมือนกับทางอิหร่าน คงจะมีแค่การสูญเสียอาวุธที่ใช้ไปอย่างมากเท่านั้น และการสูญเสียชีวิตของทหารที่มีน้อยมาก จนไม่น่าจะนับเป็นการทำสงครามกัน พูดได้ว่าเป็นการโจมตีทางอากาศฝ่ายเดียว เพราะน่านฟ้าอิหร่านเปิดกว้าง อิหร่านจึงเสมือนจะเป็นฝ่ายถูกโจมตีเพียงฝ่ายเดียว แต่ก็มีผลกระทบไปทั่วโลก คือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซมากกว่า เพราะทำให้น้ำมันและก๊าซจากภูมิภาคตะวันออกกลางขนถ่ายไม่ได้ จึงทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันไปทั่วโลก ผลกระทบจากปัจจัยนี้ มีผลกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศต่างๆในในโลก จึงต้องมองต่อไปว่าช่องแคบฮอร์มุซ จะเปิดใช้ได้จริงเมื่อใด ช่วงนี้คงต้องรับกับภาวะเงินเฟ้อ จากต้นทุนพลังงานที่สูงต่อไป
แต่กรณีไทย กลับดูดีกว่าประเทศอื่นๆมาก เพราะสามารถรักษาแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นได้ดี นอกจากจะมีภาวะเงินเฟ้อไม่สูงแล้ว ยังมีดีทั้งการส่งออกสูงขึ้นกว่าเดิม การลงทุนที่มากกว่าเดิม และการท่องเที่ยวที่กำลังดีเมื่อเข้า High season ข้อดีที่กล่าวมา ทำให้นักลงทุนต่างชาติอย่างมั่นใจลงทุนเพิ่ม นักลงทุนไทยคงจะต้องกลับไปทบทวนให้มากๆ จะได้ไม่พลาดการลงทุนที่ดี
หุ้นเด่นประจำสัปดาห์
BCP ผลจากสงครามตะวันออกกลาง ที่ไม่มีท่าทีจะยุติลงได้ ทำให้ยังคงมีการโจมตีตอบโต้กันเป็นระลอกๆ ทำให้ข้อตกลงการเจรจาหยุดยิงต้องเลิกล้มไปโดยปริยาย เพราะทางสหรัฐโดยประธานาธิบดีทรัมป์ ออกคำสั่งให้ทางกองทัพเรือและฐานทัพในประเทศตะวันออกกลาง โจมตีทางอากาศอิหร่านอีกระลอกหนึ่ง ผลที่เกิดขึ้นคือราคาน้ำมันที่ก่อนหน้านี้มีราคาดิ่งลงแรงจนราคาลดลงต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาเรล กลับพุ่งขึ้นทันทีจนใกล้จะอยู่เหนือ 80 ดอลล่าร์ ดับความหวังที่ทางสหรัฐจะให้เงินเฟ้อ ที่ลดลงต่ำลงได้มาก กลับกลายเป็นการทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นทันที เพราะปัญหาการขาดแคลนพลังงานจะสูงมากขึ้น
ดังนั้น การที่หุ้นพลังงานตกต่ำลงในช่วงก่อนหน้า ก็จะเริ่มขยับสูงขึ้นอีก เพราะเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น จะทำให้ธุรกิจน้ำมันมีผลกำไรสูง โดยเฉพาะธุรกิจน้ำมันที่มีโรงกลั่นน้ำมัน จะมีกำไรเพิ่มได้มากกว่าเป็นพิเศษ เมื่อมาดูที่ BCP ซึ่งเป็นธุรกิจน้ำมันที่มีโรงกลั่นน้ำมันอยู่ด้วย จะพบว่าแม้แต่ไตรมาสแรก ที่ราคาน้ำมันยังเคลื่อนไหวไม่มาก เพราะยังไม่มีสงครามรอบใหม่เกิดขึ้น แต่ BCP ยังมีกำไรดีกว่าเดิมมาก ทำกำไรได้ 6143.76 ล้านบาท กำไรเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมากถึง 190.44% นับว่าดีกว่าที่คาดกันมาก แสดงถึงแนวโน้มที่ดีของธุรกิจในการบริหารงานและจัดการ แม้ว่าไตรมาส 2 จะมีกำไรลดต่ำลงจากราคาน้ำมันที่ลดลง
แต่มาไตรมาส 3 เมื่อสงครามกับมาอีกรอบ ทำให้มองว่าครึ่งหลังของปี ธุรกิจมีกำไรดี คาดว่าผลรวมตลาดปี 2569 คงจะทำกำไรได้ 10,000 ล้านบาท จะมีกำไรต่อหุ้นที่ 7.26 บาท เพียงใช้พีอีแค่ 10 เท่า คำนวณยังได้ราคาหุ้นที่ 72.60 บาท แค่ราคาหุ้นในตลาดยังอยู่แค่ 42.50 บาท จึงมี up side ได้อีกมากถึง 70.82% เรียกว่ายังลุ้นได้อีกมาก ส่วนเงินปันผลจะได้ประมาณ 6.82% ดีกว่าดอกเบี้ยในตลาดเงินฝาก และ BCP ยังมีมูลค่าหุ้นตามบัญชีที่ 49.97 บาท สูงกว่าราคาหุ้นในตลาด จึงยังลงทุนได้
KBANK นอกจากไตรมาสแรก ธนาคารขนาดใหญ่จะมีมีผลกำไรดีแล้ว ยังมีการประเมินว่าไตรมาส2 ธนาคารก็ยังจะมีกำไรดีต่อเนื่อง ซึ่งต้องยอมรับว่าเมื่อการส่งออกดี เศรษฐกิจจะโตดี ธนาคารก็จะดีตามเศรษฐกิจ เพราะธนาคารมีลูกค้าทำหลากหลาย ยิ่งรัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกเพิ่ม ก็ทำให้ธนาคารได้รับผลดีทางอ้อมจากลูกค้าธนาคาร ที่จะมีผลประกอบการดี
เมื่อมาดูผลการดำเนินงานของธนาคารในไตรมาสแรก ที่ทำกำไรได้ถึง 14,667.47 ล้านบาท กำไรสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.35% ดีกว่าที่มีการคาดหมาย เพราะการคาดหมายประเมินว่าธนาคารจะมีกำไรลดต่ำลง จากมีหลากหลายปัจจัยมากดดัน แต่ธนาคารกับต้านแรงเสียดทานได้ดีจึงมีกำไรสูงขึ้น เมื่อดูจากภาวะการณ์ในปัจจุบัน ที่หลายปัจจัยลบคลี่คลาย และสงครามก็ยังอยู่จำกัดในพื้นที่ ทำให้มีการประเมินกันมากว่าเศรษฐกิจไทยจะยังเติบโตได้ดีต่อเนื่อง จึงมีการปรับขึ้นเศรษฐกิจจากเดิมสูงขึ้น บางสถาบันคาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัวได้ถึง 2.5% จากเดิมก็คาดไว้ต่ำแค่ 1.5% แสดงว่าแนวโน้มดีขึ้นมาก ดังนั้นแม้จะประเมินให้ KBANK ในปี 2569 มีกำไรรวม 5.9 หมื่นล้านบาท จะมีกำไรต่อหุ้นที่ 24.76 บาท เพียงใช้พีอี 12 เท่าคำนวณ ยังได้ราคาหุ้นที่ 297.12 บาท แต่ราคาหุ้นในตลาดอยู่ที่ 234 บาท จึงมี up side ได้อีก 26.97% ก็ยังลุ้นได้อีกมาก ส่วนเงินปันผล คิดแล้วได้ประมาณ 7.10% ดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากกับธนาคารมาก จึงยังเลือกลงทุนได้ดี
SIRI ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยังมีการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะรัฐออกมาตรการช่วยกระตุ้นธุรกิจออกมาอย่างต่อเนื่อง การลดค่าธรรมเนียมการโอนการจำนอง ก็ได้มีการยืดเวลาใช้ออกไปอีก 1 ปี ทำให้ธุรกิจยังจะฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง ที่เคยกังวลกลัวธุรกิจจะถดถอย เมื่อสิ้นสุดมาตรการการกระตุ้น ก็สบายใจได้ เพราะมีการต่ออายุไปอีก 1 ปี ทำให้ธุรกิจจะไม่มีการสะดุด สามารถดำเนินการได้ตามปกติ จึงมองธุรกิจจะมีมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง
อย่างกรณี SIRI พบว่าราคาหุ้นยังต่ำ ไตรมาสแรก ปี 2569 ยังทำกำไร 864.23 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.19% แสดงว่าธุรกิจยังมีกำไรดี ดังนั้นเมื่อสถานการณ์คลี่คลายได้มากขึ้น และเศรษฐกิจก็จะเติบโตได้มากกว่าที่คาดหมายกัน ทำให้มองว่า SIRI ในปี 2569 นี้ คงจะมีกำไรในระดับปีก่อนได้ ก็จะยังมีกำไรต่อหุ้นที่ 0.24 บาท เพียงใช้พีอีแค่ระดับ 10 เท่ามาคำนวณ ก็จะได้ราคาหุ้นที่ 2.40 บาท แต่ราคาหุ้นในตลาด ยังซื้อขายกันแค่ 1.50 บาท จึงมี up side ได้อีกมากถึง 60% เรียกว่ายังลุ้นส่วนต่ำราคาได้อีกมาก ส่วนเงินปัน คิดจากเงินปันผลเดิมของปีก่อน ก็จะได้ผลตอบแทนในระดับ สูงที่ 8.67% ด้วย จึงคุ้มค่ากับการลงทุนมาก แทบไม่ต้องไปหาแหล่งลงทุนในตลาดอื่นๆ นอกจากนี้ SIRI อยากมีมูลค่าหุ้นตามบัญชี อยู่สูงที่ระดับ 2.88 บาท สูงกว่าราคาหุ้นในตลาดมาก จึงแทบไม่มีความเสี่ยงในการลงทุนจึงยังน่าลงทุน
ธวัชชัย ฐิติวณิชทิวงศ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'วันวิชิต' ชี้ 'อนุทิน' เดินเกมจีนถูกจังหวะ ใช้การลงทุนเป็นแต้มต่อด้านความมั่นคงไทย สร้างมูลค่าเพิ่มในสายตาจีนเหนือกัมพูชา
ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า การเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของนายกรัฐมนตรี นายอนุ
กสิกรไทยโชว์ครึ่งปี 69 กำไร 27,915 ล้านบาท
กสิกรไทยเผยผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 กำไรสุทธิ 27,915 ล้านบาท ได้แรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและการควบคุมต้นทุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าบริหารความเสี่ยงรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

