
เปิดมาได้ครบ 1 ปีสำหรับ ‘เซ็นทรัล พาร์ค’ ศูนย์การค้าภายใต้การพัฒนาของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ที่เข้ามาเติมภาพใหม่ให้กับทำเลใจกลางกรุงเทพฯ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Here for all of you โดยตลอดปีแรกสามารถสร้างทราฟฟิกกว่า 25 ล้าน Visits และในจำนวนนี้กว่า 10 ล้าน Visits มาจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่ร้านค้าเข้าพื้นที่แล้ว 98% และทราฟฟิกอยู่ในระดับ Top-Tier ของศูนย์การค้าเซ็นทรัล สะท้อนว่าการวางเซ็นทรัล พาร์คให้เป็นมากกว่าศูนย์การค้า กำลังเริ่มเห็นผลจากทั้งฝั่งรีเทล การท่องเที่ยว และองค์ประกอบของโครงการมิกซ์ยูสที่ทำงานร่วมกัน
4 ก.ย. 2569 – นายคุณายุธ เดชอุดม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสินทรัพย์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัล พาร์ค บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) มองว่า หนึ่งปีที่ผ่านมา เซ็นทรัล พาร์ค สามารถพิสูจน์บทบาทของตัวเองในการเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน และกลายเป็นอีกหนึ่งบริบทของกรุงเทพฯ ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้รู้จัก “หนึ่งปีที่ผ่านมา เซ็นทรัล พาร์ค พิสูจน์ความสำเร็จในการเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน และเป็นอีกหนึ่งบริบทของกรุงเทพฯ ที่คนทั่วโลกได้รู้จัก จากนี้เรามองเซ็นทรัล พาร์ค ในฐานะ ‘Bangkok’s World Stage’ พื้นที่ที่เปิดรับสิ่งใหม่จากทั่วโลก และเปิดโอกาสให้โลกได้เห็นเสน่ห์ ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของกรุงเทพฯ ผ่านผู้คน แบรนด์ ศิลปะ วัฒนธรรม และประสบการณ์ใหม่ๆ”
ภาพดังกล่าวสะท้อนแนวทางของเซ็นทรัลพัฒนาที่ไม่ได้วัดความสำเร็จของศูนย์การค้าจากจำนวนผู้ใช้บริการเพียงอย่างเดียว แต่พยายามสร้าง “เหตุผลในการมา” ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การดึงแบรนด์ระดับโลกเข้ามาสร้างความใหม่ ไปจนถึงการนำวัฒนธรรมของพื้นที่และไลฟ์สไตล์ของคนกรุงเทพฯ มาสร้างเป็นประสบการณ์ที่แตกต่าง
ตลอดปีแรก เซ็นทรัล พาร์ค เดินเกมผ่าน 3 แนวคิดหลัก ทั้ง Curated Newness, A People-led Cultural Stage และ Design for Bangkok ซึ่งทำงานร่วมกันตั้งแต่การคัดเลือกแบรนด์ การสร้างคอนเทนต์และกิจกรรม ไปจนถึงการออกแบบพื้นที่
สำหรับด้าน Curated Newness เซ็นทรัล พาร์ค รวบรวมแบรนด์ไทยและต่างประเทศกว่า 250 แบรนด์ โดยมีทั้ง First-in-Thailand, Exclusive Concepts และ New Formats เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับพื้นที่ หนึ่งในไฮไลต์คือ Blue Bottle Coffee สาขาแรกในประเทศไทย ซึ่งสร้างกระแสตั้งแต่วันเปิดตัว ขณะที่แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ทยอยนำคอนเซ็ปต์ใหม่เข้ามา เช่น ZARA Duplex Concept Store รูปแบบใหม่ล่าสุดในรอบกว่า 10 ปี รวมถึงแบรนด์ในเครือ Inditex, Onitsuka Tiger x Norimaki, Sunnies World และ icebreaker
อีกสิ่งที่เซ็นทรัล พาร์ค ให้ความสำคัญคืออาหาร โดยวางตำแหน่งให้เป็น Culinary Landmark แห่งเอเชีย และ Food Destination ของกรุงเทพฯ ผ่านร้านอาหารและคอนเซ็ปต์ที่หลากหลาย รวมถึง Parkside Market ซึ่งรวบรวมร้านมิชลินไกด์ไว้มากที่สุด
ขณะที่ A People-led Cultural Stage เป็นการใช้ “ผู้คน” และ “คาแรกเตอร์ของย่าน” เป็นแกนในการสร้างประสบการณ์ โดยมีทั้ง Food, Art, Music, Design, Events และ Culture ผ่านแนวคิด Neighborhood Soul ที่นำวัฒนธรรมดั้งเดิมของย่านมาผสมกับไลฟ์สไตล์ใหม่ เช่น การนำร้านในตำนานของย่านมาจับคู่กับร้านรุ่นใหม่ในเซ็นทรัล พาร์ค รวมถึงการนำเทศกาลสงกรานต์สีลมมาสร้างประสบการณ์ในรูปแบบของศูนย์การค้า
อีกตัวอย่างคือ People of Central Park ที่ร่วมกับศิลปินระดับโลก Monsieur Poppi ถ่ายทอดความหลากหลายของผู้คนและไลฟ์สไตล์ผ่าน 24 คาแรกเตอร์ ซึ่งสะท้อนความพยายามในการทำให้ศูนย์การค้าเป็นพื้นที่ที่มีเรื่องราวมากกว่าการเป็นพื้นที่ซื้อสินค้า
ส่วน Design for Bangkok เป็นอีกองค์ประกอบที่เซ็นทรัล พาร์ค ใช้สร้างตัวตนของโครงการ โดยยึดแนวคิด Design for the Future with Respect for Legacy นำคาแรกเตอร์ของสีลม–พระราม 4 สวนลุมพินี และวัฒนธรรมของย่านเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ ร่วมกับ Global Designers ทั้งงานสถาปัตยกรรม อินทีเรียร์ และแลนด์สเคป
ผลลัพธ์คือพื้นที่ที่พยายามเชื่อม Park Life เข้ากับ Urban Life ตั้งแต่การออกกำลังกายที่สวนลุมพินี จิบกาแฟ รับประทานอาหารเช้า นัดพบเพื่อน ไปจนถึงการใช้เวลาบน Roof Park ทำให้ศูนย์การค้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรในแต่ละวัน
ขณะเดียวกัน Rooftop ของ Central Park Offices ยังถูกต่อยอดเป็น Lifestyle Destination ผ่าน ÆTHER และ THE NORM ซึ่งได้รับการจัดอันดับจาก Time Out Bangkok ในอันดับ 1 และ 2 ขณะที่ THE NORM ได้รับเลือกเป็น Finalist ใน World Architecture Festival 2026
แต่จุดที่ทำให้เซ็นทรัล พาร์ค แตกต่างจากการพัฒนารีเทลทั่วไป คือการทำงานร่วมกับองค์ประกอบอื่นของโครงการ Central Park ซึ่งถูกวางเป็น Fully Integrated Mixed-Use Ecosystem ตั้งแต่ศูนย์การค้า ออฟฟิศ โรงแรม ไปจนถึงเรสซิเดนซ์
ฝั่งศูนย์การค้า Central Park มี Roof Park พื้นที่สีเขียวกว่า 7 ไร่ ร้านค้าเต็มพื้นที่ 98% และทราฟฟิกเฉลี่ย 65,000–75,000 Visits ต่อวัน ขณะที่ Central Park Offices มีอัตราการเช่าพื้นที่กว่า 80% และมีบริษัทและองค์กรระดับโลกเข้ามาใช้พื้นที่ อาทิ Deutsche Bank, adidas, Bayer, GSK, Mitsubishi Corporation และสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์
ด้านโรงแรม Dusit Thani Bangkok สามารถสร้างการยอมรับในระดับโลกตั้งแต่ปีแรก ทั้ง Michelin Key และรางวัลระดับนานาชาติอีกหลายรายการ พร้อมกลายเป็น Thailand’s iconic signature stay และจุดหมายสำหรับโมเมนต์สำคัญของคนดังทั้งระดับประเทศและระดับโลก ส่วน The Residences at Dusit Central Park มียอดขายแล้ว 96% สะท้อนแรงส่งจากการพัฒนาโครงการในรูปแบบ Mixed-use ที่แต่ละองค์ประกอบช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน
เมื่อฐานของโครงการเริ่มแข็งแรง เป้าหมายต่อไปของเซ็นทรัล พาร์ค จึงขยับจากการสร้าง Traffic มาสู่การสร้าง “Global Destination” โดย นายคุณายุธ ระบุว่า ปีหน้าตั้งเป้าทราฟฟิกเติบโตอีก 10% พร้อมเดินหน้าสร้างประสบการณ์ระดับโลกใหม่ๆ ที่เชื่อมผู้คนจากกรุงเทพฯ และทั่วโลกเข้าหากัน
“เราจะเดินหน้าสร้างเดสติเนชั่นแห่งอนาคต ที่มีความเคลื่อนไหวใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยตั้งเป้าทราฟฟิกเติบโตในปีหน้าอีก 10% จากประสบการณ์ระดับโลกใหม่ๆ ที่เชื่อมผู้คนจากกรุงเทพฯ และทั่วโลกเข้าหากัน และสร้างเรื่องราวใหม่ให้กรุงเทพฯ ได้อยู่ในสายตาของโลก รวมทั้ง Regular Visitors ที่อยู่ในมิกซ์ยูส”
โจทย์ดังกล่าวถูกวางต่อผ่าน 3 ทิศทาง ได้แก่ Global Firsts การนำแบรนด์ระดับโลกและสิ่งใหม่เข้ามาเปิดตัว ทั้ง First-in-Thailand, Exclusive Collections และ New Concepts, Global Culture การเปิดพื้นที่ให้ศิลปะ ดนตรี การออกแบบ และวัฒนธรรมจากทั่วโลกมาพบกับความคิดสร้างสรรค์ของกรุงเทพฯ และ Global Audience การขยายฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่าน Global Creators และ Partners
ทั้งหมดนี้นำไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้เซ็นทรัล พาร์ค เป็น Must-visit global destination และเป็นพื้นที่ที่ทำให้กรุงเทพฯ ปรากฏอยู่ในสายตาของคนทั่วโลก “เพราะเราไม่ได้ต้องการเพียงสร้างสถานที่ที่คนมาเยือน แต่ต้องการสร้างเดสติเนชั่นที่ทำให้กรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาของโลก และทำให้เซ็นทรัล พาร์ค เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่คนทั่วโลกอยากมาสัมผัส เมื่อคิดถึงกรุงเทพฯ”
หนึ่งปีแรกของเซ็นทรัล พาร์ค จึงเป็นมากกว่าตัวเลข 25 ล้าน Visits แต่เป็นการทดสอบโมเดลรีเทลที่พยายามหลอมรวมศูนย์การค้า การท่องเที่ยว ออฟฟิศ โรงแรม เรสซิเดนซ์ ตลอดจนศิลปะ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน และจากเป้าหมายทราฟฟิกที่ต้องการเติบโตอีก 10% ในปีหน้า ทิศทางต่อจากนี้จึงอยู่ที่การรักษาความสดใหม่ของพื้นที่ พร้อมเพิ่มเหตุผลให้นักท่องเที่ยวและคนกรุงเทพฯ กลับมาใช้เวลาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดัน “Central Park” จากศูนย์การค้าแห่งใหม่ สู่เดสติเนชั่นที่มีบทบาทต่อภาพของกรุงเทพฯ ในระดับโลกมากขึ้นเรื่อยๆ

