
รัฐบาลเดินหน้ายกระดับสตรีทฟู้ดไทย เปิดตัวแอป “Thai Street Gold Star” ครั้งแรกของประเทศ หนุน SMEs เข้าถึงนักท่องเที่ยว
26 กรกฎาคม 2569 – นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดไทย เพิ่มโอกาสทางการตลาดให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และผลักดันอาหารริมทางไทยสู่มาตรฐานสากล โดย นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดกิจกรรม Roadshow Thailand Food Therapy Festival & Thai Street Gold Star พร้อมเปิดตัวแอปพลิเคชัน “Thai Street Gold Star” เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ภายใต้โครงการยกระดับผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสู่มาตรฐานสากล ซึ่งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต และภาคีเครือข่าย ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดชลบุรี (พัทยา) และจังหวัดเชียงใหม่ โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมุ่งใช้จุดแข็งของอาหารริมทางไทยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการฐานราก และ ผลักดันอาหารไทยให้เป็นจุดแข็งของประเทศ ควบคู่กับการต่อยอดประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหารและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก (Gastronomy Wellness Destination) พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วน GDP ของ SMEs ให้แตะร้อยละ 40 ภายใน 5 ปี
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ปัจจุบันสตรีทฟู้ดไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยกรุงเทพมหานครได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Time Out ให้เป็นเมืองอาหารที่ดีที่สุดอันดับ 2 ของโลก ประจำปี 2568 ขยับขึ้นจากอันดับ 6 ในปีก่อนหน้า ขณะที่ย่านบรรทัดทองยังได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในถนนที่ดีที่สุดของโลก สะท้อนเสน่ห์ของอาหารริมทางไทยที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก นอกจากนี้ ธุรกิจสตรีทฟู้ดของไทยยังมีมูลค่าตลาดกว่า 261,000 ล้านบาท และเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพของสตรีทฟู้ดไทยในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทส แอปพลิเคชัน Thai Street Gold Star เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่รวบรวมร้านสตรีทฟู้ดที่ผ่านการรับรองมาตรฐานไว้ในที่เดียว ช่วยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถค้นหาร้านอาหารริมทางคุณภาพได้อย่างสะดวก พร้อมข้อมูลเมนูแนะนำ พิกัดร้าน และข้อมูลการเดินทาง อีกทั้งยังเป็นช่องทางการตลาดสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้มากขึ้น
นางสาวลลิดา กล่าวว่า สำหรับร้านค้าที่ได้รับการรับรองจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน Thai Street Gold Star ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ Safety ความปลอดภัยและสุขาภิบาลอาหาร Signature อัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของเมนู และ Service คุณภาพการบริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ยกระดับมาตรฐานร้านอาหารริมทางของไทย และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาดการท่องเที่ยว นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านการอบรมด้านการวางแผนธุรกิจ การตลาดดิจิทัล การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร พร้อมคัดเลือกร้านที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเข้าร่วมกิจกรรม Roadshow ใน 3 จังหวัดต้นแบบ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดชลบุรี (พัทยา) และจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ทดสอบตลาด พบปะผู้บริโภค และเชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยว สร้างโอกาสทางการตลาดและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลผลักดันกลไกสกัดสินค้าปลอม–ไลฟ์ละเมิดออนไลน์
รัฐบาลเดินหน้า 4 กลไกสกัดสินค้าปลอม–ไลฟ์ละเมิดออนไลน์ เชื่อมข้อมูล IP–ขยายผลเส้นทางเงิน หลัง 7 เดือนระงับแล้ว 1,471 รายการ
ครม. เห็นชอบปฏิญญาด้านกำลังคนสุขภาพ หนุนกระจายแพทย์เฉพาะทางสู่พื้นที่ห่างไกล
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างปฏิญญาระดับรัฐมนตรีว่
รัฐบาลยกระดับบริการธุรกิจออนไลน์
รัฐบาลยกระดับบริการธุรกิจออนไลน์ 87 กระบวนงาน ลดขั้นตอน–ต้นทุนผู้ประกอบการ จดทะเบียนดิจิทัลแตะ 95.48% เดินหน้าสกัดบัญชีม้า–นอมินี
ปฐมฤกษ์ 8 ก.ย. บินตรง 'คุนหมิง-อุดรธานี' หนุนท่องเที่ยวและศก.ภูมิภาค
คมนาคมเตรียมเปิดบินตรง 'คุนหมิง–อุดรธานี' 8 ก.ย. นี้ สัปดาห์ละ 2 เที่ยว เชื่อมจีนสู่อีสานตอนบน หนุนท่องเที่ยว–เศรษฐกิจภูมิภาค
รัฐบาลยกระดับ JIC น่านเป็นศูนย์กลางประสานความช่วยเหลือหลังน้ำลด
รัฐบาลยกระดับ JIC น่าน เป็นศูนย์กลางประสานความช่วยเหลือ จับคู่สิ่งของตามความต้องการจริง ลดของล้น–ซ้ำซ้อน ส่งต่อถึงผู้ประสบภัยตรงจุด
ไทยช่วยไทยพลัส ยอดใช้แสนล้าน!
รัฐบาลเผยผลสำรวจ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ผู้ใช้สิทธิ 71.77% ชี้ช่วยลดค่าครองชีพ-หนุนร้านค้าชุมชน ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 1.21 แสนล้านบาท เป็นส่วนที่รัฐบาลร่วมจ่าย 70,054.4 ล้านบาท และส่วนที่ประชาชนร่วมจ่าย 51,793.6 ล้านบาท

