
‘แบงก์ชาติ’ เดินเกมช่วยเอสเอ็มอี ปักหมุด 3 กลไก ‘Credit Portal-ค้ำประกันใหม่-ดาต้า บูโร’ หนุนเข้าถึงสินเชื่อในระบบ
9 ก.ย. 2569 – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี และลูกค้ารายย่อย ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และการป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินถูกใช้เป็นช่องทางทำธุรกรรมที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อของภาคเอสเอ็มอี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกที่สำคัญที่สุดของระบบเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอีอย่างยั่งยืน ธปท. ได้เตรียมเปิดตัว 3 กลไกใหม่ ได้แก่ 1.แพลตฟอร์มศูนย์กลาง SME Credit Portal โดยคาดว่าจะเปิดตัวได้ในเดือน ธ.ค. 2569 โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวจะเป็นตัวกลางจับคู่ระหว่างเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพและต้องการสินเชื่อ กับสถาบันการเงินทั้งธนาคารและ Non-bank เพื่อแก้ปัญหาการพบเจอลูกค้าและลดอุปสรรคด้านข้อมูล
2.กลไกการค้ำประกันความเสี่ยงรูปแบบใหม่ คู่ขนานไปกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยกลไกค้ำประกันใหม่นี้จะไม่ใช้งบรัฐ แต่จากการทดลองใช้เงินสะสมของธนาคารพาณิชย์ที่ส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) นำมาใช้ 20,000 ล้านบาท ซึ่งทดสอบแล้วปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีไปได้แล้วกว่า 70,000 ล้านบาท และคาดว่าจะผลักดันได้ถึง 100,000 ล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ เมื่อรวมกับกลไกค้ำประกันของ บสย. อีก 100,000 ล้านบาท จะช่วยเติมอัดฉีดสินเชื่อเข้าสู่ระบบได้รวมกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี จากการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีแต่ละปี 400,000 ล้านบาท ช่วยลด Credit Cost และลดความเสี่ยง NPL ได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกลไกค้ำประกันใหม่นี้จะเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาใน 3-4 เดือนนี้ และจะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปี 2570
3.ระบบฐานข้อมูลดาต้า บูโร เป็นการรวบรวมข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ที่ไม่ใช่ข้อมูลทางการเงินแบบเดิม เช่น ใช้ค่าน้ำ ค่าไฟ การจ่ายภาษี ข้อมูลเดินบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลการชำระเงิน และข้อมูลค่ายโทรศัพท์มือถือ เพื่อนำมาประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการอิสระ และเอสเอ็มอีช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ควบคู่กับการสกัดกั้นกลุ่มเงินเทาและธุรกรรมที่ไม่ถูกต้อง คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2570 โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลดาต้า บูโร
ผู้ว่าการ ธปท. ยังกล่าวถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ว่า มีการชะลอตัวลงเรื่อย ๆ จากในอดีตที่เคยเติบโตสูง 7–8% เหลือเฉลี่ย 2.4% หลังวิกฤตโควิด-19 และปี 2569 น่าจะเติบโตได้เพียง 2.3% ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำเกินไป ทำให้รายได้ของครัวเรือนและผู้ประกอบการเติบโตไม่ทันกับรายจ่าย ประกอบกับประเทศไทยต้องเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ (Shocks) มากถึง 5 ครั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
สำหรับภาคเอสเอ็มอีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากมีการจ้างงานสูงถึง 13.6 ล้านคน คิดเป็น 70% ของการจ้างงานทั้งประเทศ และสร้างมูลค่าคิดเป็น 35% ของจีดีพี แต่ปัจจุบันเอสเอ็มอีไทยกำลังเผชิญวิกฤต ทั้งสินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวติดลบติดต่อกันยาวนานถึง 16 ไตรมาส และเอสเอ็มอีที่จัดตั้งใหม่ เมื่อผ่านไป 10 ปี ปิดกิจการไปถึง 50% และเมื่อผ่านไป 25 ปี เหลือรอดเพียง 30% เท่านั้น
“การแก้ไขปัญหาเอสเอ็มอีต้องยอมรับความเป็นจริงว่าไม่สามารถอุ้มได้ทุกราย โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า มีเอสเอ็มอีราว 38% ที่มีกำไรและยังคงเติบโตได้ ซึ่ง ธปท. จะมุ่งเป้า (Target) การสนับสนุนไปที่กลุ่มนี้เป็นหลัก พร้อมทั้งเร่งช่วยลดต้นทุนการเข้าถึงสินเชื่อใน 4 ด้าน ได้แก่ ต้นทุนความเสี่ยง (Credit Cost), ต้นทุนทางการเงิน ซึ่ง ธปท. ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาเหลือ 1% เพื่อช่วยประคองระบบเศรษฐกิจ, ต้นทุนการทำธุรกรรม ลดค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ต้นทุนเข้าถึงสินเชื่อ” ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ

