ปชป. อัด 'ทอท.' ขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบิน 50% ทำลายการท่องเที่ยว

“รองโฆษก ปชป.” ชี้ ทอท. ขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบิน 50% ทำตั๋วเครื่องบินขึ้น เผยกำไรปีละ 1.8 หมื่นล้านไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระประชาชน

20 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวแสดงความเป็นห่วงถึงกรณีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการใช้บริการสนามบิน (Passenger Service Charge: PSC) ของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยปรับเพิ่มขึ้นจาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 300 บาท (คิดเป็นเกือบ 50%) ในสนามบินหลักภายใต้การดูแลของ ทอท. อาทิ สุวรรณภูมิ, เชียงราย, หาดใหญ่ และภูเก็ต

นายจิรวัฒน์ กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวอย่างก้าวกระโดด ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเป้าหมายของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค (Regional Hub) ที่กำลังเร่งสร้างศักยภาพเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารต่อเครื่อง (Transit) จากภูมิภาคไกลๆ เช่น ตะวันออกกลาง และออสเตรเลีย เพื่อเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม

รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดเผยข้อมูลเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมสนามบินในอาเซียนว่า ก่อนหน้านี้ประเทศไทยมีอัตราค่า PSC อยู่ในอันดับที่ 5 ของภูมิภาค แต่การปรับขึ้นเป็น 1,120 บาทในปัจจุบัน ทำให้ประเทศไทยพุ่งขึ้นมาอยู่อันดับที่ 2 ของอาเซียนทันที โดยเป็นรองเพียงสนามบินชางฮี ประเทศสิงคโปร์ เท่านั้น ทั้งที่สนามบินชางฮีถูกจัดให้อยู่อันดับ 1 ของโลก แต่สนามบินของไทยกลับอยู่อันดับที่ 20 ถึงเกือบอันดับที่ 30 ของโลก ซึ่งถือว่าไม่สอดคล้องกับคุณภาพและการบริการ

นอกจากนี้ นายจิรวัฒน์ ยังระบุอีกว่า ทอท. มีผลประกอบการกำไรสุทธิเฉลี่ยสูงถึงกว่า 18,000 ล้านบาทต่อปี จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องมาผลักภาระและเพิ่มค่า PSC ถึง 50% ให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว พรรคประชาธิปัตย์จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลและ ทอท. ให้พิจารณาทบทวนการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสม

ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ จะติดตามการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนของกรมท่าอากาศยาน ซึ่งจะได้รับส่วนแบ่ง 10% จากยอดเงินส่วนเพิ่มของค่าธรรมเนียมดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อตรวจสอบว่ามีการนำงบประมาณไปใช้ในการพัฒนาสนามบินของกรมท่าอากาศยานอย่างถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่

“เราอยากเห็นสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และสนามบินของกรมท่าอากาศยานทั้งหมด เป็นประตูทางเศรษฐกิจของประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคอย่างแท้จริง แต่เราต้องการการพัฒนาที่เหมาะสมและยั่งยืน รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และการพัฒนาทางการบินให้เหมาะสม” นายจิรวัฒน์ กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปชป.จี้รัฐคุมเข้ม ‘ทุนต่างชาติ-แรงงานข้ามชาติ’ วงจรแย่งงานคนไทย

ปชป. จี้รัฐสแกนเข้ม “ทุนต่างชาติ-แรงงานข้ามชาติ” วงจรแย่งงานคนไทย-กดค่าจ้าง เตือนระวังทุนหนาฮุบธุรกิจท้องถิ่น ทำสูญเสียอัตลักษณ์วัฒนธรรม 16 สิงหาคม 2569 นางสาววีร์ ศรีวราธนบูลย์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงประเด็นปัญหาผลกระทบจากกลุ่มทุนต่างชาติและแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย โดยระบุว่า ปัจจุบันสังคมกำลังเกิดข้อสงสัยและตั้งคำถามอย่างหนักในประเด็นการเข้ามาของทุนต่างชาติและแรงงานข้ามชาติที่เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนในภาคบริการและการท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหารและโรงแรม ซึ่งพบว่าในบางพื้นที่เริ่มเกิดสภาวะที่ผู้ให้บริการหรือพนักงานไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ เนื่องจากทั้งพนักงานและผู้จัดการล้วนเป็นชาวต่างชาติ นำมาสู่คำถามสำคัญว่าคนต่างชาติกำลังเข้ามาแย่งอาชีพคนไทยหรือไม่ นางสาววีร์ กล่าวต่อว่า หากมองในมิติที่ลึกซึ้งกว่านั้น ต้องตั้งคำถามว่า เหตุใดงานบางประเภทคนไทยจึงไม่เลือกทำ ซึ่งมักมีคำกล่าวหาว่าคนไทยรักสบายหรือไม่ยอมรับงานค่าจ้างต่ำ แต่ในความเป็นจริง การที่คนไทยต้องการรายได้และสภาพการจ้างงานที่มีคุณภาพ ไม่ถือเป็นความผิด หากแต่ปัญหามักเกิดจากโครงสร้างค่าจ้าง สภาพการทำงาน และชั่วโมงการทำงานที่ไม่จูงใจเพียงพอ ขณะเดียวกัน มีกลุ่มนายจ้างบางส่วนทั้งไทยและต่างประเทศ เลือกที่จะใช้แรงงานข้ามชาติที่มีอำนาจต่อรองต่ำกว่า เพื่อจุดประสงค์ในการกดต้นทุน ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายและศีลธรรม และยิ่งสร้างความเสียหายร้ายแรงเมื่อดำเนินการโดยนักลงทุนต่างชาติ เพราะทำให้ประเทศไทยและคนไทยไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ จากการลงทุนเหล่านั้นเลย . รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งมีกลไกตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างเข้มงวดใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.การตรวจสอบที่มาของเงินทุน ต้องมั่นใจว่าทุนต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจเป็นทุนใสสะอาด ไม่ใช่เงินทุนที่ผิดกฎหมาย หรือการใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่อบังหน้า 2. การคุ้มครองธุรกิจท้องถิ่น รัฐต้องมีกลไกช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยและคนในพื้นที่สามารถแข่งขันได้ และได้รับอานิสงส์จากเงินทุน เทคโนโลยี รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ มากกว่าจะปล่อยให้ทุนขนาดใหญ่เข้ามาฮุบกิจการและครอบงำตลาด 3.การปกป้องอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องใส่ใจเรื่องการถูกกลืนกินทางวัฒนธรรม เร่งกำหนดมาตรการสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยไม่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียอัตลักษณ์และสวัสดิภาพของคนในพื้นที่