ETDA เปิดกติกา DPS ใหม่ ประกาศคู่มือ TTR หนุนแพลตฟอร์ม e-Marketplace เปิดต้นทุนรวมให้ร้านค้ารู้ก่อนร่วมแคมเปญ

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA ประกาศกติกา DPS ฉบับใหม่! ‘คู่มือการดูแลเพื่อให้ผู้ประกอบการทราบอัตราส่วนแบ่งรวมของบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทตลาดสินค้าก่อนการเข้าร่วมแคมเปญหรือบริการเสริม’ หรือคู่มือ Total Take Rate: TTR เร่งส่งเสริมให้แพลตฟอร์ม e-Marketplace เปิดเผยค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าอย่างชัดเจน ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินต้นทุนรวม ยอดรับสุทธิ และความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจเข้าร่วมแคมเปญ โปรแกรมส่งเสริมการขาย หรือบริการเสริมของแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างความโปร่งใส และความเป็นธรรมให้กับบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล

23 ก.ย. 2569 – นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA เปิดเผยว่า การเติบโตของ e-Marketplace ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขวางและรวดเร็วขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ ต้นทุนการขายผ่านแพลตฟอร์มไม่ได้มีเพียงค่าคอมมิชชันหรือค่าธรรมเนียมการขายเท่านั้น ยังอาจประกอบด้วยค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ค่าใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ค่าเข้าร่วมแคมเปญ คูปองหรือส่วนลดที่ร้านค้าต้องรับผิดชอบ ค่าโฆษณา ค่า Affiliate รวมถึงค่าใช้จ่ายจากบริการเสริมอื่น ๆ ซึ่งแต่ละรายการอาจใช้ชื่อ อัตรา และฐานการคำนวณแตกต่างกัน ทำให้ผู้ประกอบการมองเห็นต้นทุนรวมที่แท้จริงได้ยาก

ดังนั้น ETDA ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลที่มีบทบาทในการกำหนดหน้าที่บริการแพลตฟอร์มดิจัทัล ภายใต้กฎหมาย DPS จึงออก ประกาศ สพธอ.เรื่อง คู่มือการดูแลเพื่อให้ผู้ประกอบการทราบอัตราส่วนแบ่งรวมของบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทตลาดสินค้าก่อนการเข้าร่วมแคมเปญหรือบริการเสริม หรือที่เรียกย่อๆ คือ คู่มือการเปิดเผยอัตราส่วนแบ่งรวม หรือ Total Take Rate: TTR เพื่อเป็นแนวทางกลางในการให้บริการของแพลตฟอร์ม e-Marketplace ในการเปิดเผยอัตราส่วนแบ่งรวม ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้าบนแพลตฟอร์มได้เห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายทั้งหมดในรูปแบบที่เข้าใจและเปรียบเทียบได้ โดยเฉพาะก่อนกดยืนยันเข้าร่วมแคมเปญหรือบริการเสริม เพื่อให้ตัดสินใจได้จากข้อมูลที่ครบถ้วน ไม่ใช่เห็นเพียงอัตราค่าธรรมเนียมบางรายการเท่านั้น

โดย TTR หรือ Total Take Rate ภายใต้คู่มือฉบับนี้ หมายถึง อัตราส่วนของค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ผู้ประกอบการต้องรับภาระจากการขายสินค้า เมื่อเทียบกับ “ราคาสินค้าสุทธิ” หรือราคาสินค้าตั้งต้นหลังหักส่วนลดที่ผู้ประกอบการเป็นผู้รับผิดชอบ โดยแสดงผลเป็นร้อยละ ควบคู่กับจำนวนเงินจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการเห็นผลกระทบต่อรายได้อย่างชัดเจน ซึ่งคู่มือได้แบ่งการคำนวณ TTR ออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่

Baseline TTR อัตราส่วนแบ่งรวมในสถานการณ์พื้นฐาน คำนวณจากค่าธรรมเนียมที่จำเป็นต่อการทำให้คำสั่งซื้อเกิดขึ้นและสำเร็จตามปกติ เช่น ค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน และค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐาน โดยยังไม่รวมค่าใช้จ่ายจากแคมเปญหรือบริการเสริม

Scenario TTR อัตราส่วนแบ่งรวมในสถานการณ์จำลอง โดยนำค่าธรรมเนียมพื้นฐานมารวมกับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากแคมเปญหรือบริการเสริมที่ผู้ประกอบการกำลังพิจารณา เช่น ส่วนลดเพิ่มเติม ค่าเข้าร่วมแคมเปญ ค่าโฆษณา ค่า Affiliate หรือค่าธรรมเนียมโปรแกรมพิเศษ

Incremental TTR ผลต่างระหว่าง Scenario TTR และ Baseline TTR ซึ่งช่วยแสดงให้เห็นโดยตรงว่า การเข้าร่วมแคมเปญหรือบริการเสริมทำให้อัตราส่วนแบ่งรวมเพิ่มขึ้นหรือลดลงเพียงใด

ตัวอย่าง สินค้ามีราคาตั้งต้น 1,000 บาท ผู้ประกอบการรับผิดชอบส่วนลด 100 บาท ทำให้ราคาสินค้าสุทธิอยู่ที่ 900 บาท หากมีค่าธรรมเนียมพื้นฐานรวม 12.96% จะมี Baseline TTR เท่ากับ 116.63 บาทและมียอดรับสุทธิโดยประมาณ 783.37 บาท แต่เมื่อเข้าร่วมแคมเปญและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก 108 บาท จะทำให้ Scenario TTR เพิ่มเป็น 24.96% หรือเพิ่มขึ้น 12% ขณะที่ยอดรับสุทธิลดลงเหลือ 675.37 บาท ข้อมูลลักษณะนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่าง “ไม่เข้าร่วม” กับ “เข้าร่วม” ได้ก่อนตัดสินใจ

อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญของคู่มือ คือการให้แพลตฟอร์มจัดทำ “เครื่องมือคำนวณ TTR” ที่ร้านค้าสามารถใช้งานได้ง่ายและไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โดยร้านค้าเพียงเลือกสินค้าที่ต้องการตรวจสอบ หรือสินค้าแต่ละรายการ (SKU) พร้อมระบุราคาขาย ส่วนลด แคมเปญ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งระบบควรคำนวณให้ร้านค้าเห็นอย่างชัดเจนว่า หากขายตามปกติจะเสียค่าธรรมเนียมรวมเท่าไร และหากเข้าร่วมแคมเปญจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเท่าไร รวมถึงแสดงยอดรับสุทธิ กำไรขั้นต้น และจุดคุ้มทุน เพื่อช่วยเปรียบเทียบความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจ

พร้อมเปิดให้บันทึกหรือดาวน์โหลดผลการคำนวณไว้ตรวจสอบภายหลังได้ และข้อมูลเหล่านี้ควรแสดงในจุดที่ร้านค้าต้องตัดสินใจ เช่น หน้าตั้งราคาสินค้า หน้ารายละเอียดค่าธรรมเนียม และโดยเฉพาะหน้าก่อนยืนยันเข้าร่วมแคมเปญหรือบริการเสริม โดยต้องแสดงทั้งจำนวนเงินบาทและอัตราร้อยละอย่างเข้าใจง่าย ไม่ซ่อนรายละเอียดไว้ในเงื่อนไขหรือลิงก์ที่เข้าถึงได้ยาก เป็นต้น

นอกจากนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียม ฐานการคำนวณ วิธีเรียกเก็บ หรือเงื่อนไขที่มีผลต่อ TTR คู่มือยังเสนอให้แพลตฟอร์มแจ้งผู้ประกอบการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน พร้อมแสดงตารางเปรียบเทียบก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลง รวมถึงผลกระทบต่อ Baseline TTR และ Scenario TTR เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาเพียงพอในการประเมินผลกระทบและปรับแผนธุรกิจ รวมถึงภายหลังคำสั่งซื้อสำเร็จ แพลตฟอร์มควรเปิดให้ผู้ประกอบการตรวจสอบค่าธรรมเนียมที่ถูกหักจริง เปรียบเทียบกับ TTR ที่ประมาณการไว้ พร้อมอธิบายสาเหตุของส่วนต่าง เช่น การใช้คูปอง การคืนสินค้า การคืนเงิน หรือการเปลี่ยนแปลงสถานะร้านค้า โดยประวัติการคำนวณและข้อมูลค่าธรรมเนียมควรเข้าถึงผ่านระบบของแพลตฟอร์มได้ไม่น้อยกว่า 3 เดือน และสามารถบันทึกหรือดาวน์โหลดได้ รวมถึงควรมีข้อมูลสรุปรายปีเพื่อช่วยผู้ประกอบการประเมินค่าใช้จ่ายจากการใช้แพลตฟอร์มในแต่ละปี

ทั้งนี้ คู่มือ TTR ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดเพดานหรือควบคุมอัตราค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บ แต่เป็นแนวทางส่งเสริมให้การเปิดเผยค่าธรรมเนียมมีความครบถ้วน โปร่งใส เปรียบเทียบและตรวจสอบได้ ลดความไม่สมมาตรของข้อมูลและข้อพิพาทจากค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการไม่ได้คาดการณ์ ตลอดจนช่วยยกระดับธรรมาภิบาล ความเป็นธรรม และความเชื่อมั่นในระบบนิเวศพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศอย่างยั่งยืน ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ ETDA ที่ https://sl.etda.link/mxYbhr3zsS

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง