
พลังงาน สั่งปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ดึงค่าใช้จ่ายสมมติออกทั้งระบบ ลดต้นทุนน้ำมันได้ 30 ล้านบาทต่อวันทันที พร้อมจ่อประชุมลดราคาน้ำมันแต่ละชนิด ได้ถึง 1 บาทต่อลิตรจนถึงสิ้นปี
28 ต.ค. 2569 – นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยความคืบหน้าการปรับโครงสร้างราคาพลังงานว่า ได้ลงนามคำสั่งตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ มีผลตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 2569 จะส่งผลให้ราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันทุกชนิดต้องคำนวณตามหลักเกณฑ์ใหม่ โดยโครงสร้างใหม่นี้สามารถถอดค่าใช้จ่ายสมมติที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงออกจากสูตรราคา ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้แฝงอยู่ในสูตรมาตั้งแต่ปี 2547 ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จัดตั้งสูตรคำนวณโครงสร้างราคาน้ำมัน นาน 22 ปี วงเงินรวม 230,000 ล้านบาท หรือปีละ 10,839 ล้านบาทต่อปี คิดเป็น 30 ล้านบาทต่อวัน ดังนั้นโครงสร้างใหม่นี้จะลดต้นทุนน้ำมันได้ 30 ล้านบาทต่อวันทันที หรือลดลงปีละ 10,839 ล้านบาทต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.เป็นต้นไป
“วันที่ 28 ต.ค. นี้ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมัน หรือกบน. จะพิจารณาราคาขายปลีกของวันที่ 29 ต.ค. โดยจะอ้างอิงโครงสร้างราคาใหม่ เพื่อพิจารณาลดราคาน้ำมันแต่ละชนิด เช่น อาจลดดีเซลบี7 ลงได้ถึง 1 บาทต่อลิตรจนถึงสิ้นปี เป็นต้น ส่วนจะลดได้จริงเท่าไหร่ ชนิดใดบ้าง ขอให้รอมติกบน.ในช่วงค่ำวันที่ 28 ต.ค. อีกครั้ง”นายเอกนัฏ กล่าว
ที่ผ่านมาราคา ณ โรงกลั่นของไทยอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ บวกค่าใช้จ่ายเสมือนว่าน้ำมันถูกขนส่งทางเรือจากสิงคโปร์มายังประเทศไทย ทั้งที่น้ำมันส่วนใหญ่กลั่นในประเทศ หลักเกณฑ์ใหม่ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) จึงยกเลิกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง (Freight, Insurance, Loss) ที่สมมุติจากเส้นทางสิงคโปร์ และปรับลดค่าสำรองน้ำมันเหลือ 2 ใน 3 ส่วน ให้สอดคล้องกับปริมาณสำรองที่เกิดขึ้นจริง ผลคือราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันทุกประเภทลดลง 0.0875–0.3548 บาทต่อลิตร คิดเป็นมูลค่า 29.70 ล้านบาทต่อวัน หรือ 10,839 ล้านบาทต่อปี ดีเซล B7 ซึ่งมีปริมาณใช้มากที่สุดได้ประโยชน์มากที่สุด โดยลดลง 0.3548 บาทต่อลิตร คิดเป็น 6,795 ล้านบาทต่อปี รองลงมาคือแก๊สโซฮอล์ 95 ที่ลดลง 0.3203 บาทต่อลิตร คิดเป็น 2,115 ล้านบาทต่อปี
“การอ้างอิงราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียวอาจเหมาะกับภาวะปกติ แต่ในภาวะวิกฤต สูตรนี้สร้างกำไรส่วนเกินที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน” นายเอกนัฏ กล่าว
ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนเม.ย. 2569 กบง. ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 มีมติปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 8 ครั้ง เรียกเก็บผลประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่นได้ 31,786 ล้านบาท ครอบคลุมดีเซลรวม 11,058 ล้านลิตร เมื่อรวมกับเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ดูแลราคาอีก 64,355 ล้านบาท รัฐได้ใช้เงินดูแลราคาน้ำมันให้ประชาชนแล้วรวม 96,141 ล้านบาท โดยปัจจุบันกบง.มีมติลดราคาหน้าโรงกลั่น 4 บาทต่อลิตรถึงวันที่ 31 ต.ค. 2569 ขณะที่เดือนพ.ย. 2569 คาดจะลดระดับ 2-3 บาทต่อลิตร โดยจะประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
“การหักส่วนเกินโรงกลั่นคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในวิกฤต ส่วนการถอดราคาทิพย์ครั้งนี้คือการแก้ที่โครงสร้าง ต่อให้วิกฤตจบ เงินหมื่นล้านบาทต่อปีนี้ก็จะไม่กลับมาอยู่ในบิลน้ำมันของคนไทยอีก” นายเอกนัฏกล่าวและว่ามาตรการครั้งนี้ยังสอดคล้องกับการถอดค่าไฟฟ้าสาธารณะมูลค่า 18,000 ล้านบาทออกจากบิลค่าไฟของประชาชนก่อนหน้านี้ ทั้งสองมาตรการทบทวนต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างราคาพลังงาน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องจ่ายในสิ่งที่ไม่ได้ใช้จริง และเพื่อให้ราคาพลังงานเป็นธรรมกับคนไทยทุกคน”นายเอกนัฏ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
KKP เผยพิษค่าครองชีพ-หนี้สินกดดันคนไทยทุกระดับรายได้
KKP ชี้ความกังวลด้านค่าครองชีพและภาระผูกพันทางการเงินเป็นความท้าทายสำคัญของคนไทยในทุกระดับรายได้ พร้อมเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “Financial Health Check” บนแอปพลิเคชัน KKP Better เครื่องมือตรวจสุขภาพการเงินครบ 4 มิติ ทั้งกระแสเงินสด เงินสำรองฉุกเฉิน ความคุ้มครอง และการลงทุน เพื่อช่วยค้นหาจุดบอดและวางแผนรับมือความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ

